THA1001 ลักษณะและการใช้ภาษาไทย การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2553

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2553

ข้อสอบกระบวนวิชา THA1001 ลักษณะและการใช้ภาษาไทย

คำสั่ง ให้นักศึกษาเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว (ข้อสอบมีทั้งหมด 120 ข้อ)

Advertisement

  1. “หม่าม้าจูงหมากลับมาบ้าน” ข้อความนี้แสดงลักษณะใดของภาษาไทย
  2. ระบบเสียงสูงต่ำ
  3. มีคำที่แสดงเพศและกาล
  4. คำเดียวกันแต่มีหลายหน้าที่
  5. มีพยางค์เดียวและไม่มีเสียงควบกล้ำ

ตอบ 1 หน้า 2, 33 – 37 (52067), 10 , 55, 59 (H) ระบบเสียงสูงต่ำ (เสียงวรรณยุกต์) ในภาษาไทย คือ การกำหนดเสียงสูงต่ำไว้ตายตัวในคำแต่ละคำ เพื่อต้องการแยกความหมาย โดยให้เสียงหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่ง หากเปลี่ยนเสียงความหมายก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย เช่น ในภาษาไทย มีคำว่า “มา/ม้า/หมา” ซึ่งเมื่อเสียงสูงต่ำต่างกัน ความหมายก็ต่างกันไปด้าย แต่ในภาษาอังกฤษ คำว่า “แม่” (Mama) ถึงแม้จะมีเสียงสูงต่ำต่างกัน แต่ความหมายไม่ได้ต่างกันไปด้วย เช่น มาม่า มาม้า หม่าม้า ม้าหมา ฯลฯ

  1. “สาว ๆ คุยไปด้วยสาวด้ายไปด้วย” ข้อความนี้แสดงลักษณะใดของภาษาไทย
  2. มีระบบเสียงสูงต่ำ
  3. 2. มีคำที่แสดงเพศและกาล
  4. คำเดียวกันแต่มีหลายหน้าที่
  5. มีพยางค์เดียวและไม่มีเสียงควบกล้ำ

ตอบ 3 หน้า 2 (52067), 4 – 5 (H) ลักษณะ ภาษาไทยที่เป็นภาษาคำโดดประการหนึ่ง คือ คำคำเดียวกันอาจมีความหมายใช้ได้หลายหน้าที่โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปคำเลย จะรู้ความหมายและหน้าที่ได้ก็ด้วยการดูตำแหน่งในประโยค เช่น ข้อความข้างต้นมี คำว่า “สาว” 2 คำ ซึ่งคำแรกหมายถึง หญิงที่มีอายุพ้นวัยเด็ก ส่วนคำที่สองหมายถึง ชักหรือดึงสิ่งที่เป็นเส้นยาว ๆ ออกจากที่เข้าหาตัว

Advertisement

  1. ข้อใดแสดงเพศตามแบบภาษาคำโดด
  2. บุรุษ สตรี
  3. เด็กหนุ่ม เด็กสาว
  4. ดรุณ ดรุณี
  5. กุมาร กุมารี

ตอบ 2 หน้าที่ 2, 109 – 110 (52067), 6 – 7 , 97 – 98 (H) คำ นามในภาษาไทยบางคำก็ระบุเพศได้ชัดเจนในตัวของมันเอง เช่น คำที่บอกเพศชาย ได้แก่ พ่อ พระ เณร ทิด เขย ชาย ตา ฯลฯ และคำที่บอกเพศหญิง ได้แก่ แม่ ชี สะใภ้ หญิง สาว ป้า ยาย ฯลฯ แต่คำบางคำที่เป็นคำรวมทั้งสองเพศ เช่น พี่ น้อง เด็ก น้า ฯลฯ เมื่อต้องการแสดงเพศให้ชัดเจนตามแบบภาษาคำโดดจะต้องใช้คำบ่งเพศมาประกอบเข้า ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง หรือประสมกันตามแบบคำประสมบ้าง เช่น พี่สาว น้องชาย เด็กหนุ่ม เด็กสาว น้าสาว ฯลฯ

  1. ประโยคใดบ่งบอกกาล
  2. เธอไป ๆ มา ๆ
  3. เธอมาเร็ว ๆ นะ
  4. พรุ่งนี้เธอจะมาใหม่
  5. แล้วเธออย่าลืมมานะ

ตอบ 3 หน้า 2, 121 – 123 (52067), 7 – 8 (H) การ แสดงกาล คือ การแสดงให้รู้ว่ากริยากระทำเมื่อไรซึ่งนอกจากจะต้องอาศัยกริยาช่วยเพื่อบอก กาลเวลาที่ต่างกันแล้ว ยังมีคำกริยาวิเศษณ์หรือกริยาบางคำช่วยแสดงกาล โดยอาศัยเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมเป็นเครื่องชี้ดังนี้

Advertisement

  1. บอกปัจจุบัน ได้แก่ เดี๋ยวนี้, ขณะนี้. ตอนนี้, วันนี้ ฯลฯ
  2. บอกอนาคต ได้แก่ พรุ่งนี้, มะรืนนี้, ปีหน้า, เดือนหน้า ฯลฯ
  3. บอกอดีต ได้แก่ เมื่อวานนี้, เมื่อก่อนนี้, เมื่อปีก่อน ฯลฯ
  4. คำใดใช้สระเดี่ยวเสียงสั้น
  5. กัด
  6. เกิด
  7. เกา
  8. เกลียด

ตอบ 1 หน้า 8 – 14 (52067), 17 (H) เสียงสระในภาษาไทย ถ้านับทั้งเสียงสั้นและเสียงยาวจะมีอยู่ 28 เสียง คือ 1. สระเดี่ยว 18 เสียง ได้แก่ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ เออะ โอะ เอาะ (เสียงสั้น) อา อี อื อู เอ แอ เออ โอ ออ (เสียงยาว) 2. สระผสม 10 เสียง ได้แก่ เอียะ เอือะ อัวะ เอา ไอ (เสียงสั้น) เอีย เอือ อัว อาว อาย (เสียงยาว)

  1. คำใดใช้สระเดี่ยวเสียงยาว
  2. ไก่
  3. กาย
  4. กลัว
  5. กรรม

ตอบ 2 หน้า 14 (52067),24,27 (H) คำ ว่า “กาย” ลงท้ายด้วย ย ซึ่งเป็นพยัญชนะกึ่งสระจึงอาจพิจารณาได้ 2 ลักษณะ คือ อาจเป็นสระเดี่ยวเสียงยาว และมีตัวสะกด ย เช่น อา + ย หรือเป็นสระผสม 2 เสียงก็ได้ เช่น อา + อี = อาย เช่น ขาย กาย (ดูคำอธิบายข้อ 5. ประกอบ)

Advertisement

  1. คำใดใช้สระผสม
  2. จืด
  3. จอด

3.ใจ

Advertisement

  1. จาน

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 5 ประกอบ

  1. คำใดสะกดด้วยสระอะ + อุ
  2. เดา
  3. ได้
  4. เด็ด
  5. เดิน

ตอบ 1 หน้า 13 (52067), 24 (H) คำ ว่า “เดา” มีเสียง ว ซึ่งเป็นพยัญชนะกึ่งสระ และมากับสระกลาง (สระอะ)จึงอาจพิจารณาได้ 2 ลักษณะ คือ อาจเป็นตัวสะกด ว เช่น อะ + ว หรือเป็นสระผสม 2 เสียงก็ได้ เช่น อะ + อุ = เอา เช่น เรา เดา

  1. คำใดสะกดด้วยสระอู + อา + อี
  2. ได้
  3. ดอก
  4. ด่วน
  5. ด้วย

ตอบ 4 หน้า 14 (52067), 30 (H) คำว่า “ด้วย” ลงท้ายด้วย ย ซึ่งเป็นพยัญชนะกึ่งสระ จึงอาจพิจารณาได้ 2 ลักษณะ คือ อาจเป็นตัวสะกด ย เช่น อัว + ย หรือเป็นสระผสม 3 เสียงก็ได้ เช่น อู + อา + อี = อวย เช่น ด้วย

  1. คำว่า “ประ” ข้อใดออกเสียงยาวกว่าข้ออื่น ๆ
  2. ประกาศ
  3. ประแป้ง
  4. ประกวด
  5. ประโยชน์

ตอบ 2 หน้า 15 – 16, 40 – 42, 90 – 91 (52067), 33 – 34 , 60 – 61, 80 – 81 (H) อัตรา การออกเสียงสั้นยาวตามภาษาพูดมาตรฐานจะใช้มาตราในการวัดความยาวของเสียง คือ สระเสียงสั้นออกเสียง 1 มาตรา สระเสียงยาวออกเสียง 2 มาตรา นอกจากนี้ถ้าเป็นคำหลายพยางค์หรือคำประสม มักจะลงเสียงเน้นที่พยางค์หรือคำท้าย (ออกเสียงยาว 2 มาตรา)ส่วนคำที่ไม่ได้ลงเสียงเน้นก็มักจะสั้นลง (ออกเสียงสั้นเพียง 1 มาตรา)และหากเป็นคำเดี่ยวที่มีจังหวะเว้นระหว่างคำ น้ำหนักเสมอกัน เช่น คำว่า “ประ/แป้ง”เป็นคำเดี่ยวจึงออกเสียงพยางค์ละ 2 มาตรา (ส่วนคำว่า “ประ” ในตัวเลือกข้ออื่นไม่ใช่คำประสม และเป็นสระเสียงสั้นจึงออกเสียงเพียง 1 มาตรา)

  1. พยัญชนะต้นข้อใดออกเสียงต่างจากพวก
  2. ก้อน
  3. ค้อน
  4. ซ่อน
  5. ของ

ตอบ 3 หน้า 19 (52067),39 – 41 (H) พยัญชนะ เสียงเสียดแทรก คือ พยัญชนะต้นที่เสียงถูกขัดขวางบางส่วน เพราะเมื่อลมหายใจผ่านช่องอวัยวะที่เบียดชิดกันมาก แล้วถูกกันไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของปาก แต่ก็ยังมีทางเสียดแทรกออกมาได้ เป็นเสียงที่ออกติดต่อกันได้นานกว่าเสียงระเบิด ได้แก่ พยัญชนะต้น ส (ซ ศ ษ) และ ฟ (ฝ) เป็นต้น (ส่วนพยัญชนะต้นในตัวเลือกข้ออื่นเป็นพยัญชนะระเบิดที่เสียงออกทางปาก ได้แก่ พยัญชนะต้น ก ข ค จ ต ถ ท บ ป ผ พ)

  1. ข้อใดเขียนวรรณยุกต์ถูกต้อง
  2. สวัสดีคะ
  3. ขอโทษคะ
  4. ไปด้วยกันนะคะ
  5. ขอบคุณมากคะ

ตอบ 3 หน้า 33 – 37 (56067), 55 – 60 (H) เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยมี 5 เสียง 4 รูป คือ เสียงสามัญ (ไม่มีรูปวรรณยุกต์กำกับ), เสียง เอก ( ก่ ),เสียงโท ( ก้ ),เสียงตรี( ก๊ ),และเสียงจัตวา( ก๋ )ซึ่งในคำบางคำ รูปและเสียงวรรณยุกต์อาจไม่ตรงกัน จึงควรเขียนรูปวรรณยุกต์ให้ถูกต้อง เช่น ไปด้วยกันนะคะ (ส่วนตัวเลือกข้ออื่นใช้รูปวรรณยุกต์ผิดจึงควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็น สวัสดีค่ะ, ขอโทษค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

  1. ข้อใดใช้คำควบกล้ำถูกต้อง
  2. เธอกำลังกลอกน้ำใส่ขวด
  3. ดอกไม้ทำด้วยเกล็ดปลา
  4. เขารีบไปกะทันหัน
  5. ขลิบชายกระโปรงด้วยผ้าลูกไม้

ตอบ 4 คำที่เขียนตัวควบกล้ำผิด ได้แก่ กลอก เกร็ด กะทันหัน ซึ่งที่ถูกต้องคือ กรอก เกล็ด กะทันหัน

  1. ข้อใดไม่ใช่อักษรควบแท้
  2. โง่เขลา
  3. คลุกเคล้า
  4. กราบกราน
  5. จริงจัง

ตอบ 4 หน้า 22 – 26 (52067), 44 – 49 (H) การออกเสียงควบกล้ำในภาษาไทยมีอยู่ 2 ลักษณะดังนี้

  1. เสียงกล้ำ กันสนิท (อักษรควบแท้) คือ พยัญชนะคู่ที่ออกเสียงสองเสียงควบกล้ำไปพร้อมกันโดยเสียงทั้งสองจะร่วมเสียง สระและเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน ซึ่งมีเพียงประเภทเดียวคือเมื่อพยัญชนะระเบิดนำแล้วตามด้วยพยัญชนะเหลวหรือ กึ่งสระ (ร ล ว) เช่น กราบกราน,เขลา,คลุกเคล้า,ตรอง,ปลา,ผลุดฯลฯ
  2. เสียงกล้ำกันไม่สนิท (อักษรควบไม่แท้) คือ พยัญชนะคู่ที่มาด้วยกันแต่ไม่ได้ออกเสียงทั้งสองเสียงกล้ำไปพร้อมกัน และไม่ได้ร่วมเสียงสระและเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน เช่น จริง (จิง),สร้าง,(ส้าง),สระ (สะ),แทรก (แซก),ทราบ (ซาบ) ฯลฯ
  3. ข้อใดเขียนรูปวรรณยุกต์ผิด
  4. ขนมเค้า
  5. โน้ตดนตรี
  6. เสื้อเชิ้ต
  7. ขนมคุกกี้

ตอบ 2 (ดูคำอธิบายข้อ 12. ประกอบ) พยัญชนะเสียงต่ำเดี่ยว ( ง ญ น ม ย ร ล ว ) ที่มีตัวสะกดคำตาย (แม่กก แม่กด แม่ กบ) และสระเสียงยาว (สระโอ) จะผันเสียงวรรณยุกต์ได้ 3 เสียง คือ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี (แต่ใช้รูปวรรณยุกต์โท) ดังนั้นคำว่า “โน้ตดนตรี” จึงใช้รูปวรรณยุกต์ผิด และควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นโน้ตดนตรี

  1. ข้อใดออกเสียงแบบเคียงกันมา
  2. สลบไสล
  3. สนุกสนาน
  4. สนิทสนม
  5. สะดวกสบาย

ตอบ 4 หน้า 22 (52067), 44 (H) การ ออกเสียงแบบตามกันมา หรือเคียงกันมา (การออกเสียงแบบเรียงพยางค์)คือ การออกเสียงแต่ละเสียงเต็มเสียง และเสียงทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เช่น สะดวกสบาย (สะ- ดวก –สะ – บาย) เป็นต้น (ส่วนตัวเลือกข้ออื่นออกเสียงแบบนำกันมาหรืออักษรนำ (เสียง ห นำ) ได้แก่ สะ- หลบ – สะ –ไหล, สะ – หนุก – สะ – หนาน,สะ – หนิด – สะ –หนม)

  1. ข้อใดออกเสียงแบบนำกันมา
  2. นงพะงา
  3. รจนา
  4. สายสมร
  5. ขนิษฐา

ตอบ 3 หน้า 22 (52067), 44 (H) การ ออกเสียงแบบนำกันมา (อักษรนำ) คือ พยัญชนะคู่ที่พยัญชนะตัวหน้ามีอำนาจเหนือพยัญชนะตัวหลัง โดยที่พยัญชนะตัวหน้าจะออกเสียงเพียงครึ่งเสียง และพยัญชนะตัวหลังก็จะเปลี่ยนเสียงตาม ซึ่งจะออกเสียงเหมือนกับเสียงที่มี ห นำ เช่น สายสมร (สาย – สะ – หมอน),สระอา (สะ-หระ-อา)เป็นต้น (ส่วนตัวเลือกข้ออื่นออกเสียงแบบตามกันมา หรือเคียงกันมา ได้แก่ นง – พะ- งา, รด-จะ –นา, ขะ –นิด – ถา) (ดูคำอธิบายข้อ 16.ประกอบ)

  1. “สระว่ายน้ำ – สระอา” 2 คำนี้ออกเสียงแบบใด
  2. ควบกล้ำแท้ – อักษรนำ
  3. ควบกล้ำไม่แท้ – อักษรนำ
  4. เคียงกันมา – อักษร
  5. อักษรน้ำ – เคียงกันมา

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 14. แบะ 17. ประกอบ

  1. ข้อใดใช้ตัวสะกดเดียวกับคำว่า “เกียรติ์”
  2. สารท
  3. การ์ด
  4. ครรภ์
  5. เกียรติ

ตอบ 3 หน้า 27 – 29 (52067), 50 – 53 (H) คำ ว่า “เกียรติ์” (ออกเสียงว่า เกียน)และคำว่า(ส่วนเสียงที่ไม่ต้องการออกเสียงจะใส่เครื่องหมายทัณฑฆาตฆ่า เสียงเสีย)โดยพยัญชนะตัวสะกดของไทยจะมีทั้งหมดเพียง 8 เสียงเท่านั้น ดังนั้น 1. แม่กก ได้แก่ ก ข ค ฆ 2. แม่กด ได้แก่ จ ฉ ช ซ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ด ต ถ ท ธ ศ ษ ส 3.แม่กบ ได้แก่ บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ 4. แม่กน ได้แก่ น ณ ร ล ฬ ญ 5. แม่กง ได้แก่ ง 6. แม่กม ได้แก่ ม 7. แม่เกย ได้แก่ ย 8. แม่เกอว ได้แก่ ว (ส่วนตัวเลือกข้ออื่นใช้ตัวสะกดแม่กด ได้แก่ สารท,การ์ด,เกียรติ)

  1. คำใดสะกดด้วยแม่กก
  2. มาศ
  3. มารถ
  4. มาตร
  5. มารค

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 19.ประกอบ

  1. “ดอกแก้วบานในใจคนทั้งโลก แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน” มีคำตายกี่คำ
  2. 3 คำ
  3. 4 คำ
  4. 5 คำ
  5. 6 คำ

ตอบ 2 หน้า 28 (52067), 51 (H) (คำ บรรยาย), (ดูคำอธิบายข้อ 5. ประกอบ) คำเป็น คือ คำที่สะกดด้วยแม่กง กน กม เกย เกอว และคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวรวมทั้งสระอำ ใอ ไอ เอา (เพราะออกเสียงเหมือนมีตัวสะกดเป็นแม่กม เกย เกอว) เช่น แก้ว บาน ใน ใจ คน ทั้ง แต่ หัว ฉัน ยิน ย่า ใย ยุง ยืน เยาว์ ย่าน ย้าย ฯลฯ ส่วนคำตาย คือ คำที่สะกดด้วยแม่กก กด กบ และคำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น (ยกเว้น สระอำ ใอ ไอ เอา) เช่น ดอก (แก้ว) โลก ดอกโศก ยับ แยก ยาก ยืด ยศ ยก เยอะ ยุบ ฯลฯ

  1. ข้อใดมีคำตายมากกว่าคำเป็น
  2. ยับ ยิน แยก ย่า
  3. ยาก ใย ยุง ยืด
  4. ยศ ยก ยืน เยอะ
  5. เยาว์ ย่าน ย้าย ยุบ

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 21. ประกอบ (ส่วนตัวเลือกข้อ 4 จะมีคำเป็นมากกว่าคำตาย)

  1. ข้อใดใช้คำไม่ถูกต้อง
  2. เด็กคนนี้เดินง่องแง่ง
  3. คนแก่คนนั้นงก ๆ เงิ่น ๆ
  4. ผู้ชายคนโน้นร่างกายบึกบึน
  5. ผู้หญิงคนที่รูปร่างอ้อนแอ้น

ตอบ 1 หน้า 44, 47 (52067), 62 – 63 (H) ความหมายแฝง คือ ความหมายย่อยที่แฝงอยู่ในความหมายใหญ่ ซึ่งจะแนะรายละเอียดบางอย่างไว้ในความหมายนั้น ๆ เช่น ความหมายแฝงที่บอกอาการหรือลักษณะของคนบางจำพวกได้แก่ 1. ลักษณะของผู้หญิง เช่น อ้อนแอ้น,แช่มช้อย,อ่อนหวาน,นิ่มนวล ฯลฯ 2. ลักษณะของผู้ชาย เช่น บึกบึน,ล่ำสัน,ทรหด ฯลฯ 3. ลักษณะของเด็ก เช่น งอแง,โยเย,จ้ำม่ำ ฯลฯ 4. ลักษณะของคนแก่ เช่น งกเงิ่น,หง่อม,ง่องแง่ง ฯลฯ 5. ลักษณะของคนที่แข็งแรงและขยันขันแข็ง เช่น ว่องไว,คล่องแคล่ว,กระฉับกระเฉง ฯลฯ

  1. ทำงานร่วมกันไม่ควรปัดแข้งปัดขากัน คำที่ขีดเส้นใต้เป็นคำประเภทใด
  2. คำประสม
  3. คำอุปมา
  4. คำซ้ำ
  5. คำที่มีความหมายตรง

ตอบ 2 หน้า 48 – 49 (52067), 64 (H) คำ อุปมา คือ คำที่ใช้เปรียบเทียบเพื่อพรรณนาบอกลักษณะให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้มีความหมายใหม่เกิดขึ้นอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. คำอุปมาที่ได้มาจากคำที่มีใช้อยู่แล้ว เช่น ตุ๊กตา (นิ่ง ไม่กระดุกกระดิก),ปลิง (เกาะไม่ยอมปล่อยเพื่อถือประโยชน์จากคนอื่น โดยที่ตัวเองไม่ต้องทำอะไร) ฯลฯ 2. คำอุปมาที่สร้างขึ้นใหม่ เช่น กลับเนื้อกลับตัว (เลิกทำชั่วหันมาทำดี),ปัดแข้งปัดขา (ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เขาหลุดพ้นตำแหน่งหน้าที่ หรือไม่ให้ได้เลื่อนฐานะตำแหน่งที่ควรจะได้)ฯลฯ

  1. ข้อใดมีคำซ้อนอยู่ในประโยค
  2. เพลงนี้กินใจมาก
  3. ฟังเพลงนี้แล้วใจหาย
  4. เธอเป็นคนหลายใจ
  5. เสียงเธอช่างอ่อนหวาน

ตอบ 4 หน้า 62 – 65,67 – 70 (52067), 67 – 74 (H) คำซ้อน คือ คำเดี่ยว 2, 4 หรือ 6 คำ ที่มีความหมายหรือมีเสียงใกล้เคียงกัน หรือเป็นไปในทำนองเดียวกัน ซ้อนเข้าด้วยกันเพื่อทำให้เกิดคำใหม่ที่มีความหมายใหม่ขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

  1. คำ ซ้อนเพื่อความหมาย (มุ่งที่ความหมายเป็นสำคัญ) ซึ่งอาจเป็นคำไทยซ้อนเข้าด้วยกัน เช่น อ่อนหวาน,ลูกหลาน,ครอบครอง,มั่งมี,ใจคอ,เท็จจริง ฯลฯ หรืออาจเป็นคำไทยซ้อนกับคำภาษาอื่น เช่น เงียบสงัด (ไทย + เขมร) ฯลฯ หรือเป็นคำภาษาอื่นซ้อนกันเอง เช่น รูปภาพ (บาลีสันสกฤต + บาลีสันสกฤต) ฯลฯ
  2. คำ ซ้อนเพื่อเสียง (มุ่งที่เสียงเป็นสำคัญ) เช่น เกะกะ (สระเอะ + อะ),เกเร (สระเอ + เอ),งึมงำ (สระอึ + อำ),โอ้เอ้ (สระโอ + เอ) ,ตึงตัง (สระอึ + อะ ) ฯลฯ
  3. ประโยชน์นี้มีคำซ้อนเพื่อความหมายกี่คำ “รูปภาพลูกหลานของตระกูลนี้ ใครครอบครองจะมั่งมี”
  4. 2 คำ
  5. 3 คำ
  6. 4 คำ
  7. 5 คำ

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 25. ประกอบ

  1. ข้อใดเป็นคำซ้อนเพื่อเสียง
  2. เสียงดังตึงตัง
  3. ใจคอไม่ดีเลย
  4. ไม่รู้ข้อเท็จจริง
  5. เจ็บออด ๆ แอด ๆ

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 25. ประกอบ

  1. ข้อใดใช้คำซ้ำถูกต้อง
  2. ร้านนี้มีของนา ๆ ชาติ
  3. เด็กตัวเล็ก ๆ ชอบใส่เสื้อสีสด ๆ
  4. เจ้าหน้าที่ ๆ รับผิดชอบอยู่ที่ไหน
  5. พอเหลียวหลังรถเลย ๆ ไปเลย

ตอบ 2 หน้า 76 – 77 (52067), 76 (H) คำซ้ำ คือ คำคำเดียวกันที่นำมากล่าว 2 ครั้ง เพื่อให้มีความหมายเน้นหนักขึ้น หรือเพื่อให้มีความหมายต่างจากคำเดี่ยว ซึ่งวิธีการสร้างคำซ้ำก็เหมือนกับการสร้างคำซ้อน แต่ใช้คำคำเดียวมาซ้อนกันโดยมีเครื่องหมายไม้ยมกกำกับ เช่น คำซ้ำที่ซ้ำคำขยาย ได้แก่ เด็กตัวเล็ก ๆ (ตัวไม่เล็กทั้งหมด มีเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ส่วนมากเห็นแต่ตัวเล็ก ๆ),เสื้อสีสด ๆ (เสื้อมีสีไม่สดเสียทีเดียว แต่มีลักษณะไปทางสีสันสดใส)เป็นต้น

  1. คำว่า “แม่เลี้ยง” ข้อใดไม่ใช้คำประสม
  2. แม่เลี้ยงใจร้าย
  3. ฉันรักแม่เลี้ยงเหมือนแม่ตัวเอง
  4. แม่เลี้ยงลูกด้วยความรักและเอาใจใส่
  5. ไม่มีใครอยากเป็นแม่เลี้ยงหรอก

ตอบ 3 หน้า 80, 84 – 85 (52067), 78 – 81 (H) คำ ประสม คือ คำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาประสมเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้คำใหม่ที่มีความหมายใหม่มาใช้ในภาษา ซึ่งความหมายสำคัญจะอยู่ที่คำต้น (คำตัวตั้ง)ส่วนที่ตามมาเป็นคำขยาย ซึ่งไม่ใช่คำที่ขยายคำต้นจริง ๆ แต่จะช่วยให้คำทั้งคำมีความหมายจำกัดเป็นนัยเดียว ได้แก่ คำประสมที่ใช้เป็นคำนาม โดยมีคำตัวตั้งเป็นคำนามอื่น ๆ ที่มีความหมายในเชิงอุปมา และมีคำขยายเป็นคำกริยา เช่น แม่เลี้ยง (เมียของพ่อที่ไม่ใช่แม่ตัว), แม่พิมพ์(สิ่งที่เป็นต้นแบบ) ฯลฯ (ส่วนประโยค “แม่/เลี้ยงลูกด้วยความรักและเอาใจใส่” เป็นคำเดี่ยวที่มีจังหวะเว้นระหว่างคำ)

  1. ข้อใดใช้คำว่า “ผัด” ถูกต้อง
  2. ทหารเกณฑ์ผัดสอง
  3. ผลัดเปลี่ยนเวรยาม
  4. ผัดเสื้อผ้าโดยเร็ว
  5. ผัดวันประกันพรุ่ง

ตอบ 4 คำว่า “ผัด” หมาย ถึง ขอเลื่อนเวลาไป เช่น ผัดวัน ผัดหนี้, เอาแป้งลูบหน้าเพื่อให้หน้านวล เช่น ผัดหน้า,ผัดพอให้ทุเลาหรือหย่อนคลายลง เช่น ผัดผ่อน,ขอเลื่อนเวลาออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า เช่น ผัดวันประกันพรุ่ง (ส่วนคำว่า “ผลัด” หมายถึง เปลี่ยนแทนที่ เช่น ผลัดเสื้อผ้า ผลัดเวร หรือเป็นลักษณนามเรียกการผลัดเปลี่ยนเวรยาม เช่น เปลี่ยนเวรวันละ 3 ผลัด ทหารเกณฑ์ผลัดสอง)

  1. ชีปะขาว กร่อนเสียงมาจากคำใด
  2. ชีพระขาว
  3. ชีผ้าขาว
  4. ชีหน้าขาว
  5. ชีปาขาว

ตอบ 2 หน้า 93 – 95 (52067), 83 – 84 (H) อุปสรรคเทียมที่เกิดจากการกร่อนเสียง เป็นการกร่อนเสียงพยางค์ต้นให้เป็นเสียง “อะ” ได้แก่

  1. “มะ” ที่นำหน้าชื่อไม้ผล ไม่ใช้ไม้ผล และหน้าคำบอกกำหนดวัน เช่น หมากแว้ง มะแว้ง,หมากขาม มะขาม,หมากค่า มะค่า, เมื่อรืน มะรืน
  2. “ตะ” นำหน้าชื่อสัตว์ ต้นไม้ และคำที่มีลักษณะคล้ายตา เช่น ตัวขาบ ตะขาบ,

ต้นขบ ตะขบ,ตาวัน ตะวัน,ต้นคร้อ ตะคร้อ

  1. “สะ” เช่น สายดือ สะดือ,สาวใภ้ สะใภ้,สายดึง สะดึง
  2. “ฉะ” เช่น ฉันนั้น ฉะนั้น,ฉาด ๆ ฉะฉาด,เฉื่อย ๆ ฉะเฉื่อย
  3. “ยะ” / ระ / ละ เช่น รื่น ๆ ระรื่น,ยิบ ๆ ยับ ๆ ยะยิบยะยับ,ลิบ ๆ ละลิบ
  4. “อะ” เช่น อันไร / อันใด อะไร,อันหนึ่ง อนึ่ง ส่วนคำอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามนี้ได้แก่ ผู้ญาณ พยาน, ช้าพลู ชะพลู,เฌอเอม ชะเอม,ชีผ้าขาว ชีปะขาว เป็นต้น
  5. กระดุกกระดิก เป็นคำอุปสรรคชนิดใด
  6. กร่อนเสียง
  7. แบ่งคำผิด
  8. เทียบแนวเทียบผิด
  9. เพิ่มเสียงไม่ให้คอนกัน

ตอบ 4 หน้า 95 (52067), 85 (H) อุปสรรค เทียมที่เกิดจากการเพิ่มเสียงเพื่อไม่ให้เสียงคอนกัน คือ การเพิ่มเสียง “กะ” (ปัจจุบันใช้ “กระ”) เข้าไปในคำซ้อนเพื่อเสียงที่หน้าพยางค์ต้นและหน้าพยางค์ท้าย ซึ่งมีเสียงเสมอกันและสะกดด้วย “กะ” เหมือนกัน เช่น โตกตาก กระโตกกระตาก, จุกจิก กระจุกกระจิก, ดุกดิก กระดุกกระดิก,โชกชาก กระโชกกระชาก, เสีอกสน กระเสือกกระสน, อักอ่วน กระอักกระอ่วน ฯลฯ

  1. คำใดเป็นคำอุปสรรคที่เกิดจากการแบ่งคำผิด
  2. ชำเอม
  3. มะรืน
  4. ฉะฉาด
  5. กระดุม

ตอบ 4 หน้า 94 (52067), 84 – 85 (H) อุปสรรคเทียมที่เกิดจากการแบ่งคำผิด เกิดจากการพูดเพื่อให้เสียงต่อเนื่องกัน โดยการเพิ่มเสียง “กะ” (ปัจจุบันใช้ “กระ”) ในคำที่พยางค์แรกสะกดด้วยเสียง “กะ” เช่น ตกใจ ตกกะใจ, ผักสัง ผักกะสัง,นกจิบ นกกะจิบ, ลูกดุม ลูกกระดุม, ตั๊กแตน ตั๊กกะแตน, ผักเฉด ผักกระเฉด,นกจาบ นกกระจาย ฯลฯ

  1. คำใดเป็นคำอุปสรรคที่เกิดจากการเพิ่มเสียงไม่ให้คอนกัน
  2. กระจุกกระจิก
  3. กระชุ่มกระชวย
  4. กระทบกระเทือน
  5. กระหืดกระหอบ

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 32. ประกอบ

  1. ข้อใดเป็นคำอุปสรรคที่เกิดจากการเทียบแนวเทียบผิดทั้ง 2 คำ
  2. กระโชกกระชาก กระจุ๋มกระจิ๋ม
  3. กระตุ้งกระติ้ง กระโตกกระตาก
  4. กระมิดกระเมี้ยน กระปรี้กระเปร่า
  5. กระพรวดกะพราด กระอักกระอ่วน

ตอบ 3 หน้า 94 – 96 (52067), 85 – 86 (H) อุปสรรค เทียมที่เกิดจากการเทียบแนวเทียบผิดเป็นการเพิ่มเสียง “กะ” (หรือ “กระ”) เข้าไปในคำซ้อนเพื่อเสียงที่พยางค์ต้นและพยางค์ท้ายไม่ได้สะกดด้วย “กะ” ซึ่งยึดการใช้อุปสรรคเทียมที่เพิ่มเสียงเพื่อไม่ให้เสียงคอนกันมาเป็นแนว เทียบแต่เป็นการเทียบแนวเทียบผิด เช่น มิดเมี้ยน กระมิดกระเมี้ยน, ปรี้เปร่า กระปรี้กระเปร่า, จุ๋มจิ๋ม กระจุ๋มกระจิ๋ม, ตุ้งติ้ง กระตุ้งกระติ้ง,พรวดพราด กะพรวดกะพราด ฯลฯ

ข้อ 36. – 38. พิจารณาจากตัวเลือกต่อไปนี้

  1. ช่วยด้วย
  2. ช่วยไม่ได้
  3. ช่วยออกมาให้ได้
  4. มีอะไรให้ช่วยบ้าง
  5. ข้อใดเป็นประโยคำถาม

ตอบ 4 หน้า 102 – 103 (52067), 93 (H) ประโยคคำถาม หมายถึง ประโยค ที่มีคำวิเศษณ์แสดงคำถามอยู่ด้วย เช่น ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม เมื่อไร อย่างไร หรือ หรือเปล่า หรือไม่ ไหม ฯลฯ ซึ่งตำแหน่งของคำแสดงคำถามนี้อาจอยู่ต้นหรือท้ายประโยคก็ได้

  1. ข้อใดเป็นประโยคคำสั่ง

ตอบ 3 หน้า 102 (52067), 91 – 92 (H) ประโยค คำสั่ง หมายถึง ประโยคที่ต้องการให้ผู้ฟังทำตามความประสงค์ของผู้พูดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง มักเป็นประโยคที่ละประธานหรือผู้ทำไว้ในฐานที่เข้าใจและขึ้นต้นด้วยคำกริยา บางครั้งอาจจะมีกริยาช่วย “อย่า ห้าม จง ต้อง” มานำหน้ากริยาแท้เพื่อแสดงการสั่งไม่ให้ทำหรือให้ทำก็ได้ แต่ถ้ามีประธานก็จะเป็นการระบุชื่อหรือเน้นตัวบุคลเพื่อให้คนที่ถูกสั่งรู้ ตัว

  1. ข้อใดเป็นประโยคบอกเล่า

ตอบ 2 หน้า 103 (52067), 90 – 91 (H) ประโยคบอกเล่า หมายถึง ประโยคที่ใช้ในการบอกเล่าเรื่องราวตามธรรมดา ซึ่งอาจใช้ไปในทางตอบรับ หรือตอบปฏิเสธก็ได้

ข้อ 39. – 42. พิจารณาจากตัวเลือกต่อไปนี้

  1. ร้องเล่นเต้นรำ
  2. นักร้องรูปหล่อร้องเพลง
  3. นักร้องเพลงประธาน
  4. นักร้องร้องเพลงเพราะ
  5. ข้อใดมีส่วนขยายประธาน

ตอบ 2 หน้า 105 (52067), 94 – 96 (H) คำประโยคแบ่งออกเป็น 4 ภาค ได้แก่

  1. ภาคผู้กระทำหรือประธาน มักอยู่หน้าคำกริยา ส่วนจะอยู่ที่ใดของประโยคไม่จำกัด เช่น นักร้องรูปหล่อร้องเพลง ฯลฯ
  2. ภาค แสดงหรือกริยา มักอยู่หลังประธานและอยู่หน้ากรรม เช่น นักร้องร้องเพลงเพราะ ฯลฯ แต่จะไม่มีกรรมก็ได้ และกริยาอาจมีมากกว่าหนึ่งก็ได้ เช่น ร้องเล่นเต้นรำ (มีเฉพาะภาคกริยา)
  3. ภาคผู้ถูกกระทำหรือกรรม มักอยู่หลังกริยา เช่น นักร้องเพลงไทยเดิม ฯลฯ
  4. ภาค ขยาย แบ่งออกเป็น ส่วนขยายประธานหรือกรรม (คุณศัพท์) เช่น นักร้องรูปหล่อร้องเพลง (ขยายประธาน),นักร้องร้องเพลงไทยเดิม (ขยายกรรม) ฯลฯ และส่วนขยายกริยา (กริยาวิเศษณ์)เช่น นักร้องร้องเพลงเพราะ ฯลฯ
  5. ข้อใดมีส่วนขยายกรรม

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

  1. ข้อใดมีส่วนขยายกริยา

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

  1. ข้อใดมีเฉพาะภาคกริยา

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

  1. คำนามในข้อใดแสดงเพศเดียวกันชัดเจนทั้ง 2 คำ
  2. น้าไปช่วยป้าขายของ
  3. ครูพานักเรียนไปทัศนศึกษา
  4. ทิดมีไปเยี่ยมเณรแดง
  5. นายทุนเอาเปรียบชาวนา

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 39. ประกอบ

  1. คำนามในข้อใดแสดงความเป็นพหูพจน์
  2. ข้อสอบกล้วย ๆ
  3. เรื่องอ่านพื้น ๆ
  4. รถสีฟ้า ๆ
  5. ครูดูเด็ก ๆ

ตอบ 4 หน้า 110 (52067), 98 (H) การแสดงพจน์ (จำนวน) มีอยู่หลายวิธี แต่ก็ต้องดูความหมายของประโยคด้วย ดังนี้ 1. ใช้ คำบอกจำนวนหนึ่ง (เอกพจน์) ได้แก่ โสด เดียว หนึ่ง ฯลฯ 2. ใช้คำบอกจำนวนมากกว่าหนึ่ง (พหูพจน์) ได้แก่ คู่ กลุ่ม ฝูง ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถใช้คำขยาย ได้แก่ มากหลาย ฯลฯ,ใช้คำบอกจำนวนนับ ได้แก่ สอง สี่ ฯลฯ,ใช้คำซ้ำ ได้แก่ เด็ก ๆ หนุ่ม ๆ สาว ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ฯลฯ และใช้คำซ้อน ได้แก่ ลูกเด็กเล็กแดง (เด็กเล็ก ๆ หลายคน) ฯลฯ

  1. คำสรรพนามในข้อใดไม่ใช่คำถาม
  2. สุขาอยู่หนใด
  3. ใครก็ได้ช่วยด้วย
  4. อะไรอยู่ตรงนั้น
  5. ไปไหนมา

ตอบ 2 หน้า 111, 116 – 118 (52067), 99 (H) สรรพนาม ที่บอกคำถาม ได้แก่ ใคร อะไร ไหน ซึ่งเป็นคำกลุ่มเดียวกันกับสรรพนามที่บอกความไม่จำเพาะเจาะจง แต่สรรพนามที่แสดงคำถามจะใช้สร้างประโยคคำถาม เช่น ใครมาหาเธอ,อะไรอยู่ตรงนั้น,สุขาอยู่หนใด,ไปไหนมา ฯลฯ (ส่วนตัวเลือกข้อ 2 เป็นสรรพนามที่บอกความไม่จำเพาะเจาะจง ซึ่งจะกล่าวถึงบุคคล สิ่งของหรือสถานที่แบบลอย ๆ ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นใคร อะไรหรือที่ไหน และไม่ได้เป็นการถาม)

  1. ค่าว่าคุณน้อยในข้อใดเป็นสรรพนามบุรุษที่ 2
  2. คุณน้อยจะไปไหน
  3. คุณน้อยไม่อยู่แล้ว
  4. คุณน้อยท่านเป็นคนใจดี
  5. คุณน้อยออกไปกับคุณแม่

ตอบ 1 หน้า 112 – 113 (52067), 99 (H) สรรพนาม บุรุษที่ 2 คือ คำที่ใช้แทนตัวผู้ที่พูดด้วย เช่น คุณ เธอ ท่าน เรา เจ้า แก ฯลฯ นอกจากนี้ยังอาจใช้คำนามอื่น ๆ แทนตัวผู้ที่พูดด้วยเพื่อแสดงความสนิทสนมรักใคร่ ได้แก่

  1. ใช้ตำแหน่งเครือญาติแทน เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก ตา ยาย ฯลฯ
  2. ใช้ตำแหน่งหน้าที่แทน เช่น ครู อาจารย์ หัวหน้า ฯลฯ
  3. ใช้เรียกบรรดาศักดิ์แทน เช่น ท่านขุน คุณหลวง เจ้าคุณ คุณหญิง ฯลฯ
  4. ใช้ชื่อผู้พูดทั้งชื่อเล่นชื่อจริงแทน เช่น คุณน้อย ติ๋ว ต๋อย นุช แดง ฯลฯ

(ส่วนตัวเลือกอื่น คำว่า “คุณน้อย” เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3 ใช้แทนผู้ที่พูดถึง)

  1. ข้อใดมีคำสรรพนามเชื่อมประโยค
  2. คนนี้น่ารักมาก
  3. คนไหนเรียนเก่ง
  4. คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้
  5. คนอะไรไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

ตอบ 3 หน้า 111 (52067), 98 (H) คำสรรพนามทำหน้าที่ต่าง ๆ ในประโยคดังนี้

  1. เป็นประธาน เช่น เขามาแล้ว
  2. เป็นกรรม เช่น เราเห็นเขาแล้ว
  3. เสริมความให้สมบูรณ์ เช่น เขาเป็นใคร
  4. เชื่อมประโยค เฉพาะคำว่า ที่ ซึ่ง อัน เช่น คนที่ไม่ใช้แฟนทำแทนไม่ได้
  5. ขยายความเพื่อเน้นผู้กระทำ เช่น คุณแม่ท่านฝากของมาให้เธอ และเน้นผู้ถูกกระทำ เช่น เธอไปหาอาจารย์ท่านเถอะ
  6. ข้อใดใช้คำบุรพบทด้วยแทนได้
  7. เขาอยู่กับเธอ
  8. เขามอบดอกไม้แด่เธอ
  9. เขาแต่งกลอนจากใจ
  10. เขาลาจากเธอ

ตอบ 3 หน้า 144,147 (52067), 104 – 105 (H) คำ บุรพบทที่นำหน้าคำที่เป็นแดนออก แดนพรากไปแยกไป ออกไป ซึ่งถ้าใช้เกี่ยวกับสถานที่ อาจใช้ “แต่” แทนกันได้ในความนี้ เช่น ฝนตกลงมาจาก/แต่ฟ้า ฯลฯ หรืออาจใช้ “ด้วย” ที่เป็นบุรพบทนำหน้าคำที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ แทนคำว่า “จาก” ได้ในความนี้ เช่น เขาแต่งกลอนจาก/ด้วยใจ ฯลฯ

  1. ข้อใดสามารถละบุรพบทได้
  2. กินอยู่กับปาก
  3. ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก
  4. ใจของฉันมันเป็นของเธอ
  5. ปากกาของเธอหายไป

ตอบ 4 หน้า 143 – 144 (52067), 104 – 105 (H) คำ บุรพบทไม่สำคัญมากเท่ากับคำนาม คำกริยาและคำวิเศษณ์ ดังนั้นบางแห่งไม่ใช้บุรพบทเลยก็ยังฟังเข้าใจได้ ซึ่งบุรพบทที่อาจละได้แล้วความหมายยังเหมือนเดิม ได้แก่ ของ แก่ ต่อ สู่ ยัง ที่ บน ฯลฯ เช่น ปากกาของเธอหายไป (ปากกาเธอหายไป) เป็นต้น แต่บุรพบทบางคำก็ละไม่ได้ เพราะละแล้วความจะเสีย ไม่รู้เรื่องจะละบุรพบทได้ก็ต้องดูความในประโยคว่าความหมายต้องไม่เปลี่ยนไป จากเดิม

  1. คำว่าเป็นในข้อใดเป็นกริยาแท้
  2. เขาเป็นนักฟุตบอล
  3. เขาเล่นฟุตบอลเป็น
  4. เขาคบเธอเป็นเพื่อน
  5. คนตายขายคนเป็น

ตอบ 4 หน้า 120,127 (52067), 101 (H) คำกริยา “เป็น” มีความหมายและที่ใช้แตกต่างกันดังนี้คือ

  1. กริยาแท้ มีความหมายว่า “มีชีวิต,ยังมีชีวิตอยู่” เช่น คนตายขายคนเป็น ฯลฯ
  2. กริยาช่วย มีความหมายว่า “รู้,ทำได้,สามารถ” เช่น เขาเล่นฟุตบอลเป็น ฯลฯ
  3. กริยาที่มีส่วนเสริมความเพื่อทำให้ประโยคนั้นได้ใจความสมบูรณ์ เช่น เขาเป็นนักฟุตบอล,เขาคอบเธอเป็นเพื่อน ฯลฯ
  4. คำว่าให้ข้อใดไม่ได้อยู่หลังคำกริยาแท้
  5. พ่อให้ขนมลูก
  6. ลูกนวดให้พ่อ
  7. เขาชดใช้ค่าเสียงหายให้เธอ
  8. ครูอยากให้นักเรียนเป็นคนดี

ตอบ 1 หน้า 126 – 127 (52067), 100 – 102 (H) คำว่า “ให้” เป็นได้ทั้งกริยาแท้และกริยาช่วยถ้าเป็นกริยาแท้จะหมายถึง มอบสิ่งที่เป็นของตนแก่อีกผู้หนึ่ง เช่น พ่อให้ขนม ลูก ฯลฯ แต่ถ้าเป็นกริยาช่วยจะหมายถึง ทำให้ (การิตวาจก) ซึ่งถ้าหาก “ให้” วางอยู่หน้ากริยาแท้ อาจมีกรรมตามหลังมาด้วยก็ได้ เช่น แม่ให้ลูกกินข้าว ฯลฯ แต่ถ้า “ให้” อยู่หลังกริยาแท้อาจใช้ไปในทางดีหรือไม่ดีก็มี เช่น ลูกนวดให้พ่อ,เขาชดใช้ค่าเสียหายให้เธอ,ครูอยากให้นักเรียนเป็นคนดี ฯลฯ

  1. ข้อใดไม่มีกริยาช่วย
  2. เหตุการณ์คงไม่รุนแรง
  3. การเมืองไทยน่าจะดีขึ้น
  4. คนไทยใช้ของไทย
  5. ไทยต้องช่วยไทย

ตอบ 3 หน้า 120 (52067), 100 – 101 (H) คำ กริยาช่วย คือ คำที่ช่วยบอกเนื้อความของกริยาให้แจ่มแจ้งชัดเจน โดยจะบอกให้รู้เกี่ยวกับกาล (เวลา) มาลา (ภาวะหรืออารมณ์)และวาจก(ความสัมพันธ์ระหว่างคำกริยากับคำอื่นในประโยค)ซึ่ง แต่ละคำจะมีความหมายต่างกันไป ได้แก่ คง อาจ น่าจะ กำลัง ควร ต้อง ได้ จะ แล้ว อยู่ ฯลฯ

  1. ข้อใดเป็นคำคุณศัพท์บอกลักษณะ
  2. หลินปิงน่ารัก
  3. หลินปิงเป็นลูกโทน
  4. หลินปิงเป็นลูกตัวแรก
  5. หลินปิงนี่อยู่เชียงใหม่

ตอบ 1 หน้า 130 (52067), 102 (H) คำคุณศัพท์บอกลักษณะหรือภาวะ (ลักษณคุณศัพท์) แบ่งออกเป็น

  1. บอกลักษณะ ได้แก่ สูง ต่ำ ดำ ขาว ดี เลว งาม สวย น่ารัก แข็ง อ้วน ผอม ล่ำสัน กำยำ อดทน ฯลฯ
  2. บอกภาวะ ได้แก่ เจ็บ ป่วย ตาย เป็น หัก พัง แตก เดาะ ทรุด เซ เท เอียง บอกช้ำ ฟกช้ำ ฯลฯ ซึ่งยางคำอาจใช้เป็นคำกริยาได้
  3. ข้อใดเป็นคำกริยาวิเศษณ์บอกความแบ่งแยก
  4. บางคนพูดบางคนเล่น
  5. นักร้องด้วยเต้นด้วย
  6. นักร้องเดินออกไปหาคนดู
  7. นักร้องร้องอย่างไรคนก็ไม่ฟัง

ตอบ 2 หน้า 139 (52067), 103 (H) คำกริยาวิเศษณ์บอกความแบ่งแยก ได้แก่ บ้าง ด้วย พลาง กัน ต่าง ต่าง ๆ ต่างหาก เช่น นักร้องร้องด้วยเต้นด้วย (ร้องและเต้นไปพร้อม ๆ กัน)

  1. คิดถึงเธอเสมอ ประโยคนี้ใช้คำกริยาวิเศษณ์ชนิดใด
  2. บอกจำนวนนับ
  3. บอกภาวะ
  4. บอกประมาณ
  5. บอกเวลา

ตอบ 3 หน้า 139 (52067), 103 (H) คำ กริยาวิเศษณ์บอกประมาณ ได้แก่ มาก น้อย นิดหน่อย มากมาย เหลือเกิน พอ ครบ ขาด หมด สิ้น แทบ เกือบ จวน เสมอ บ่อย ฯลฯ ซึ่งคำเหล่านี้สามารถใช้เป็นคุณศัพท์ได้แทบทุกคำ

ข้อ 56. – 57. พิจารณาจากตัวเลือกต่อไปนี้

  1. ถ้าฝนไม่ตก ฉันจะไปหาเธอ
  2. ฉันไม่ไปหายเธอ เพราะฝนตก
  3. พอฉันไปถึงบ้านเธอ ฝนก็ตกพอดี
  4. แม้ว่าฝนจะตก เขาก็ยังไปหาเธอ
  5. คำสันธานใดเชื่อมความคล้อยตามกัน

ตอบ 3 หน้า 153 – 154 (52067), 106 (H) คำ สันธานที่เชื่อมความคล้อยตามกัน ทำนองเดียวกันไม่ขัดแย้งกัน โดยทำหน้าที่เชื่อมความที่เกี่ยวกับเวลา ได้แก่ ก็,แล้ว…ก็, แล้ว..จึง, ครั้น..ก็, เมื่อ..ก็,ครั้น..จึง,เมื่อ..จึง, พอ..ก็ ส่วนที่ทำหน้าที่เชื่อมความให้รวมเข้าด้วยกัน ได้แก่ ทั้ง,ทั้ง..ก็,ทั้ง..และ, ก็ได้,ก็ดี,กับ,และ

  1. คำสันธานใดเชื่อมความคาดคะเน

ตอบ 1 หน้า 156 – 157 (52067), 107 (H) คำสันธานที่เชื่อมความคาดคะเนหรือแบ่งรับแบ่งสู้ ได้แก่ ถ้า,ถ้า..ก็,ถ้า..จึง,ถ้าหากว่า, แม้..แต่,แม้ว่า,เว้นแต่,นอกจาก

  1. ข้อใดไม่ใช่คำอุทาน
  2. ตายกันไปข้างหนึ่งแน่
  3. ตายเชียวฉันลืมกระเป๋าสตางค์
  4. ตายแล้วรถฉันพังพอดี
  5. ตายจริงเธอเองหรือนี่

ตอบ 1 หน้า 159 (52067), 109 (H) คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ได้แก่

  1. อารมณ์ตกใจ เช่น อ๊ะ,โอ๊ะ,อุ๊ย,ว้าย,ตายเชียว,ตายแล้ว,ตายจริง (อาจอุทานแสดงความตกใจหรือแปลกใจก็ได้)ฯลฯ 2. อารมณ์ดีใจ เช่น โอ้โฮ,เอ้อเฮอ,อุ๋ย,แหม ฯลฯ 3. อารมณ์แปลกใจ เช่น เอ๋อ,เอ๋,เอ๊ะ,อุ๊,อื้อฮือ ฯลฯ 4. อารมณ์เสียใจ เช่น โธ่,โถ,โธ่เอ๋ย,พุทโธ่ ฯลฯ 5. อารมณ์โกรธ เช่น ฮึ,เฮอะ,เชอะ.เอออุเหม่ ฯลฯ
  2. ข้อใดใช้คำลักษณนามเดียวกันทั้ง 2 คำ
  3. ลำธาร ลำนำ
  4. พระพุทธรูป พระสงฆ์
  5. เจดีย์ โบสถ์
  6. พันธบัตร พินัยกรรม

ตอบ 4 หน้า 160,163 (52067), 109 – 110 (H) คำ ลักษณนาม คือ คำที่ตามหลังคำบอกจำนวนนับเพื่อบอกรูปลักษณะและชนิดของคำนามที่อยู่ข้างหน้า คำบอกจำนวนนับ มักจะเป็นคำพยางค์เดียวแต่เป็นคำที่สร้างขึ้นใหม่โดยอาศัยการอุปมาเปรียบ เทียบ การเลียนเสียงธรรมชาติ และการเทียบแนวเทียบ เช่น พันธบัตร พินัยกรรม บริคณห์สนธิ ปริญญาบัตร (ฉบับ),แม่น้ำ ลำธาร (สาย),ลำนำ (บท),พระพุทธรูป เจดีย์ ปราสาท (องค์),โบสถ์ บุษบก (หลัง),พระสงฆ์ นักพรต (รูป)ฯลฯ

  1. ข้อใดคือคำลักษณนามของปริญญาบัตร
  2. ใบ
  3. ฉบับ
  4. แผ่น
  5. ปริญญา

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 59. ประกอบ

  1. ข้อความที่ให้อ่านเป็นวรรณกรรมประเภทใด
  2. เรียงความ
  3. ความเรียง
  4. บทบรรยาย
  5. เรื่องสั้น ๆ

ตอบ 2 (คำบรรยาย) ความ เรียง คือ งานเขียนที่มีการนำเสนอข้อมูลที่ได้มาจากการสังเกตหรือประสงการณ์ซึ่งอาจจะ เป็นข้อเท็จจริง ทัศนคติ ข้อคิดเห็น หรือข้อความที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกจากนั้นจึงสรุปให้เห็นความสำคัญของ เรื่อง พร้อมทั้งเสนอข้อคิดให้ผู้อ่านนำไปพิจารณา

  1. โวหารที่ใช้เป็นแบบใด
  2. บรรยายเละอธิบาย
  3. อธิบายและอภิปราย
  4. บรรยายและอภิปราย
  5. อธิบายและพรรณนา

ตอบ 2 หน้า 72,74 (46134), (คำบรรยาย) ผู้เขียนใช้โวหารในการเขียนผสมผสานกัน 2 รูปแบบดังนี้

  1. โวหารเชิงอธิบาย คือ โวหาร ที่ใช้ชี้แจงเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนแจ่งแจ้งซึ่งเป็นการ ให้ความรู้หรือข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยจะต้องมีการชี้แจงแสดงเหตุผล
  2. โวหารเชิงอภิปราย คือ โวหาร ที่ใช้แสดงความคิดเห็นซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ โดยผู้เขียนจะแสดงทัศนะรอบด้านทั้งในด้านบวกและลบ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทิ้งท้ายให้ผู้อ่านเก็บไปคิด
  3. ท่วงทำนองเขียนเป็นแบบใด
  4. กระชับรัดกุมใช้ภาษาพูดปะปน
  5. เป็นภาษาพูดที่กระชับรัดกุม
  6. เรียบง่ายใช้ทั้งภาษาพูดและภาษาปาก
  7. เรียบง่ายใช้ทั้งภาษาเขียนและภาษาพูด

ตอบ 4 หน้า 58 (46134), 124 – 125 (H) ผู้ เขียนใช้ท่วงทำนองเขียนแบบเรียบง่าย คือ ท่วงทำนองเขียนที่ใช้คำง่าย ๆ ชัดเจน การผูกประโยคไม่ซับซ้อน ทำให้อ่านง่ายและเข้าในได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาขบคิดมากนัก ทั้งนี้จะมีการใช้ทั้งภาษาเขียนและภาษาพูดปะปนบ้างในบางย่อหน้าและมีการใช้ คำทับศัพท์ (คำภาษาต่างประเทศที่นำมาใช้ในภาษาไทย) เช่น ไฟเบอร์,หนึ่งเสิร์ฟ,พีระมิด,ข้าวโอ๊ต,ซีเรียล,โฮลวีต,ซุป,สลัด,แครอต เป็นต้น

  1. สารัตถะสำคัญของเรื่องนี้คืออะไร
  2. ประโยชน์ของพืช ผัก และสมันไพร
  3. คุณค่าของอาหารเสริมใยเหล็ก
  4. ลักษณะต่าง ๆ ของผลไม้ที่มีใย
  5. ผักสดให้คุณค่าต่างจากผักผ่านกระบวนการ

ตอบ 1 (คำบรรยาย) แนวคิดหลัก (Theme) คือ สารัตถะ แก่นเรื่อง หรือสาระสำคัญของเรื่องที่ผู้เขียนมุ่งจะสื่อถึงผู้อ่าน เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชื่อเรื่อง โดยจะมีใจความครอบคลุมรายละเอียดทั้งหมดและมีลักษณะเป็นนามธรรม ซึ่งแนวคิดหลักหรือสารัตถะสำคัญของเรื่องนี้ ได้แก่ ประโยชน์ของพืช ผัก และสมุนไพร

  1. ผักนิ้วมือ เรียกตามอะไร
  2. คุณค่า
  3. ลักษณะ
  4. คุณสมบัติ
  5. ความพอใจ

ตอบ 2 “ผัด นิ้วมือ” จากข้อความที่อ่าน เรียกตามลักษณะของผักที่มีรูปร่างคล้ายกับนิ้วมือ ดังข้อความที่ว่า…ลองกินผักกรอบ ๆ ประเภทแครอต ดอกกะหล่ำ หัวไช้เท้า หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่เรียกกันว่าผักนิ้วมือบ้างดีไหม

  1. หมอ ที่ระบุไว้ในเรื่องเป็นคำที่ใช้ในลักษณะใด
  2. บอกอาชีพ
  3. เป็นสรรพนาม
  4. ยกย่อง
  5. ยอมรับและเอ็นดู

ตอบ 2 หน้า 112-113 (52067), 99 (H) สรรพนามบุรุษที่ 3 คือ คำที่ใช้แทนผู้ที่พูดถึง ได้แก่ เขา มัน ท่าน แก นอกจากนั้นมักใช้เอ่ยชื่อเสียส่วนมาก ถ้าอยู่ในที่ที่จำเป็นต้องกล่าวคำดีงาม เช่น ต่อหน้าผู้ใหญ่ มักมีคำว่า คุณ พ่อ แม่ นาย นาง นางสาว นำหน้าชื่อให้เหมาะสมกับโอกาสด้วยแต่ถ้าสนิทสนมกับมากก็อาจใช้ภาษาปากเพื่อ แสดงความเป็นกันเอง เช่น หมอนี่ ยายนั่น ฯลฯ

  1. ข้อความที่ยกมาเป็นผลงานของผู้ใด
  2. นายลำยองและเกือบเก่ง
  3. นายลำยองและหมอ
  4. นายลำยองและผู้ออกข้อสอบ
  5. เฉพาะนายลำยอง

ตอบ 4 (คำบรรยาย) ข้อ ความในวงเล็บท้ายสุดมีคำว่า “จาก…” หมายถึง ข้อความที่ให้อ่านเป็นผลงานของผู้เขียนเดิมทั้งหมด คือ นายลำยอง โดยผู้ออกข้อสอบไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ ในข้อความที่นำมาให้อ่าน

  1. จุดประสงค์ในการนำเสนอเรื่องข้างต้นคืออะไร
  2. สาระบันเทิง
  3. เพลิดเพลินสนุกสนาน
  4. สื่อทั้งความรู้และความคิด
  5. ป้องกันการเข้าใจอย่างผิด ๆ

ตอบ 1 ผู้ เขียนมีจุดประสงค์ในการนำเสนอ คือ ให้สาระความรู้เรื่องโภชนาการและวิธีเสริมใยอาหารให้แก่ร่างกาย แต่มีการแทรกความบันเทิงไปด้วย เพื่อให้เนื้อเรื่องน่าสนใจและไม่ตึงเครียดจนเกินไป

  1. เกือบเก่งเข้าใจข้อความที่ได้รับฟังมาหรือไม่
  2. เข้าใยอย่างแจ่มแจ้ง
  3. เข้าใจอย่างชัดเจน
  4. ไม่ใคร่เข้าใจ
  5. ไม่รู้เรื่องเลย

ตอบ 3 เกือบ เก่งไม่ใคร่เข้าใจข้อความที่ได้รับฟังมา คือ เข้าใจอยู่บ้างแต่ไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง และไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องเลย ดังข้อความในตอนเริ่มต้นที่ผู้เขียนเขียนถึงเกือบเก่งไว้ว่า เกือบเก่งเป็นคนสนใจเรื่องโภชนาการค่อนข้างมาก แต่ก็แค่สนใจเพียงอย่างเดียว เพราะเอาเข้าจริงหมอมักจะมีปัญหาด้านความเข้าใจเรื่องโภชนาการอยู่บ่อย ๆ อย่างเช่นวันนี้หมอสู้อุตส่าห์มาพบผู้เขียนถึงบ้านเพียงเพื่อถามถึงเรื่อง วิธีเสริมใยอาหารให้แก่ร่างกายเท่านั้น นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้เขียนทิ้งท้ายถึงเกือบเก่งไว้ว่า คำถามสุดท้ายของเกือบเก่งเป็นคำตอบอยู่ในตัวว่าที่ฟังมาทั้งหมดหมอเข้าใจหรือเปล่า

  1. ข้อใดเป็นคำทัพศัพท์ทั้งหมด
  2. ข้าวโอ๊ต หนึ่งเสิร์ฟ หัวไช้เท้า
  3. ไฟเบอร์ พีระมิด แครอต
  4. กากใย สลัด ขนมปังโฮลวีต
  5. ฝรั่งสาลี่ ชมพู่ม่าเหมี่ยว ชมพู่เพชร

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 63. ประกอบ

ข้อ 71. – 80. ให้เลือกราชาศัพท์หรือคำที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด เพื่อเติมลงในช่องว่าง

เนื่องใน 71. วันมหามลคลคล้ายวัน 72. ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวา 2552 73. ได้เสด็จออกมหาสมาคม 74. เหนือพระที่นั่งพุดตาน กาญจนสิงหาสน์ ภายใต้ 75. สมเด็จพระ-นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ฯลฯ 76. 77. วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระบรม-โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร 78. ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 79. แด่พระสงฆ์จำนวน 83 รูป และ 80. มงคลวิเศษ

  1. 1. วาระ
  2. โอกาส
  3. วโรกาส
  4. มหาวโรกาส

ตอบ 2 คำ ว่า “โอกาส” และ “วโรกาส” เป็นคำที่มีความหมายไปในทางเดียวกัน แต่ “วโรกาส”จะใช้เฉพาะเมื่อขอโอกาสจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะใช้ราชาศัพท์ว่า “ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส”และเมื่อพระมหากษัตริย์ให้โอกาส ก็จะใช้ราชาศัพท์ว่า “พระราชทานพระบรมราชวโรกาส”(แต่ถ้าเป็นพระราชวงศ์อื่น ๆ จะไม่มีคำว่า “บรม”)ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้แล้วไม่ว่าจะเป็นโอกาสพิเศษหรือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของพระมหา กษัตริย์หรือเจ้านายพระองค์ใดให้ใช้คำว่า “โอกาส”ทั้งหมด

  1. 1. ประสูติ
  2. พระราชสมภพ
  3. เฉลิมพระชนมพรรษา
  4. พระบรมราชสมภพ

ตอบ 4 “วัน พระบรมราชสมภพ” หมายถึง วันเกิด ใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ส่วนคำว่า “วันพระราชสมภพ”ใช้กับพระราชินีและพระราชวงศ์ลำดับ 2, “วันประสูติ”ใช้กับสมเด็จเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้า, “วันเฉลิมพระชนมพรรษา” หมายถึง วันคล้ายวันเกิด)

  1. 1. ท่าน
  2. พระองค์
  3. พระองค์ท่าน
  4. ในหลวง

ตอบ 2 หน้า 174 (52067), คำสรรพนามราชศัพท์ที่ใช้แทนผู้ที่พูดถึง (บุรุษที่ 3) ได้แก่

  1. พระองค์ ใช้แทนพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี พระราชวงศ์แต่ชั้นพระองค์เจ้า เจ้าฟ้าและเหนือขึ้น ไป (จะไม่ใช้คำว่า พระองค์ท่าน ซึ่งเป็นภาษาปาก)
  2. ทูลกระหม่อม ใช้แทนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าที่มีพระราชชนนีเป็นอัครมเหสี
  3. เสด็จ ใช้แทนเจ้านายชั้นพระองค์เจ้าที่เป็นลูกเธอและหลานเธอ ซึ่งมีพระอัยกาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
  4. ท่าน ใช้แทนเจ้านายทั่วไป ขุนนาง พระสงฆ์ ฯลฯ
  5. 1. ทรงนั่ง
  6. ประทับ
  7. ทรงประทับ
  8. ทรงประทับนั่ง

ตอบ 2 หน้า 113 (H), (คำบรรยาย) การเติม “ทรง” หน้ากริยาราชาศัพท์ ตาม หลักเกณฑ์จะเติม “ทรง” หน้าคำนามหรือกริยาสามัญ เช่น ทรงช้าง ทรงประเคน ทรงสดับ ฯลฯ และเติม “ทรง” หน้านามราชาศัพท์เพื่อทำให้เป็นกริยาราชาศัพท์ เช่น ทรงพระราชสมภพ (เกิด),ทรงพระดำเนิน(เดิน) ฯลฯ แต่ห้ามเติม “ทรง” ซ้อนคำกริยาที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น สนพระทัย (สนใจ),ประทับ (นั่ง),เสด็จพระราชดำเนิน/เสด็จฯ(เดินทางไปโดยยานพาหนะ),ทอดพระเนตร (ดู/ชม) เป็นต้น

  1. 1. นพปฎลเศวตฉัตร
  2. นพปฏสมหาเศวตฉัตร
  3. พระนพปฏสเศวฉัตร
  4. พระนพปฏลหาเศวตฉัตร

ตอบ 4 “พระ นพปฏสมหาเศวตฉัตร” หมายถึง ฉัตรผ้าขาว 9 ชั้น มีระบาย 3 ชั้น ขลิบทอง และมียอดถือเป็นราชกกุธภัณฑ์ของพระมหากษัตริย์ที่สำคัญที่สุด และเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

  1. 1. ถวายการต้อนรับ
  2. ถวายการรับเสด็จฯ
  3. เฝ้าทูลละอองพระบาท
  4. เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ตอบ 4 “เฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาท” หมายถึง เข้าพบ รับเสด็จฯถวายการต้อนรับ ใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (ส่วนคำว่า “เฝ้าทูลละออกพระบาท”ใช้กับสมเด็จพระศรีนครอนทราบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แต่ถ้าเป็นเจ้านายในระดับรองลงมานั้นจะใช้คำว่า “เฝ้า”)

  1. 1. ถวายพระพรชัยมงคล
  2. ทรงถวายพระพรชัยมงคล
  3. ทูลเกล้าฯถวายพระพรชัยมงคล
  4. น้อมเกล้าฯถวายพระพรชัยมงคล

ตอบ 4 หน้า 176 (52067), 116 (H) “น้อมเกล้าฯ ถวาย” หมายถึง ถวายสิ่งของขนาดใหญ่(ของที่ยกขึ้นไม่ได้) หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลส่วน “ทูลเกล้าฯ ถวาย”หมายถึง ถวายสิ่งของขนาดเล็ก (ของที่ยกได้) หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น ทูลเกล้าฯ ถวายพวงมาลัย ซึ่งทั้ง 2 คำนี้จะใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระราชวงศ์ลำดับ 2 (แต่ถ้าเป็นเจ้านายชั้นพระองค์เจ้า ควรใช้ว่า “ขอประทานถวายหรือขอถวาย”เช่น ขอถวายการตรวจ ขอถวายการรักษา ฯลฯ

  1. 1. ทรงแทนพระองค์
  2. เสร็จแทนพระองค์
  3. เสด็จฯแทนพระองค์
  4. เสด็จแทนพระองค์ท่าน

ตอบ 3 “เสด็จฯ แทนพระองค์” หมายถึง เดินทางไปแทน(โดยใช้ยานพาหนะ) ใช้กับพระมหากษัตริย์พระราชินี และพระราชวงศ์ลำดับ 2 (ส่วนคำว่า “เสด็จแทนพระองค์” ใช้กับสมเด็จเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้า) (ดูคำอธิบายข้อ 73. และ 74. ประกอบ)

  1. 1. ทรงประเคนภัตตาหารเพล
  2. ทรงถวายภัตตาหารเพล
  3. พระราชทานภัตตาหารเพล
  4. ทรงพระราชทานภัตตาหารเพล

ตอบ 1 “ทรง ประเคนภัตตาหารเพล” หมายถึง ถวายอาหารสำหรับพระสงฆ์ฉันในเวลากลางวัน คือ เวลาระหว่าง 11 นาฬิกาถึงเที่ยง (ดูคำอธิบายข้อ 74. ประกอบ)

  1. 1. ทรงฟังพระธรรมเทศนา
  2. ทรงสดับพระธรรมเทศนา
  3. ทรงรับฟังพระธรรมเทศนา
  4. ทรงรับสั่งพระธรรมเทศนา

ตอบ 2 “ทรงสดับพระธรรมเทศนา” หมายถึง ฟังเทศน์ (ดูคำอธิบายข้อ 74. ประกอบ)

  1. ข้อใดมีแต่สำนวนทั้งสิ้น

ตอบ 2 หน้า 119 – 121 (H) ข้อแตกต่างของสำนวน คำพังเพย และสุภาษิต มีดังนี้

  1. สำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นอย่างกะทัดรัด ใช้คำน้อยแต่กินความหมายมากและเป็น

ความ หมายโดยนัยหรือโดยเปรียบเทียบ เช่น ตีหลายหน้า (ตลบตะแลง กลับกลอก),ตีหน้ายักษ์ (ทำหน้าถมึงทึงแสดงอาการเกรียวกราดดุดัน),ตีตนก่อนไข้ (กังวลทุกข์ร้อนหรือหวาดกลัวในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น),ตีท้ายน้ำ (เข้าทำในตอนหลังหรือในระยะหลัง)

  1. คำพังเพย หมายถึง ถ้อย คำที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อตีความ สรุปเหตุการณ์ สภาวการณ์ บุคลิกและอารมณ์ให้เข้ากับเรื่อง มีความหมายกลาง ๆ ไม่เน้นการสั่งสอน แต่แฝงคติเตือนใจให้นำไปปฏิบัติหรือไม่ให้นำไปปฏิบัติ เช่น ตีปลาหน้าไซ (พูดหรือทำให้กิจการของผู้อื่นซึ่งกำลังดำเนินไปด้วยดีกลับเสียไป), ตีวัวกระทบคราด (โกรธคนหนึ่งแต่ทำอะไรเขาไม่ได้ไพล่ไปรังควานอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องและตน สามารถทำได้),ตีป่าให้เสือกลัว (ขู่ให้กลัว),ตีงูให้กากิน (ทำสิ่งที่ตนควรจะได้รับประโยชน์แต่กลับไม่ได้)
  2. สุภาษิต หมายถึง ถ้อย คำที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อสั่งสอนโดยตรง ซึ่งอาจเป็นคติ ข้อติติง คำจูงใจหรือคำห้าม และเนื้อความที่สั่งสอนก็เป็นความจริง เป็นความดีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น ตีงูให้หลังหัก (กระทำการสิ่งใดแก่ศัตรูโดยไม่เด็ดขาดจริงจัง ย่อมจะได้รับผลร้ายในภายหลัง)
  3. ข้อใดมีแต่คำพังเพย

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 81. ประกอบ

  1. ข้อใดเรียงลำดับถูกต้องตั้งแต่สำนวน คำพังเพย และสุภาษิต

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 81. ประกอบ

  1. ข้อใดไม่ปรากฏว่ามีสำนวน คำพังเพย หรือสุภาษิตเลย

ตอบ 1 ข้อ ความในตัวเลือกข้อ 1 เป็นคำกริยาทั้งหมด ได้แก่ ตีสำนวน (พูดใช้สำนวนโวหารเป็นเชิงอวดฉลาด),ตีโพยตีพาย (แกล้งร้องหรือทำโวยวายเกินสมควร แสดงความเสียอกเสียใจจนเกินเหตุ),ตีหน้าตาย (ทำหน้าเฉยเหมือนไม่มีความรู้สึกหรือไม่รู้เรื่อง)

  1. ข้อใดมีความหมายที่ตรงกันข้ามกันปรากฏอยู่ด้วยกันสองข้อความ

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 84. ประกอบ

  1. ข้อใดสะกดถูกทุกคำ
  2. กระทัดรัด รื่นรมย์ เกษียณอายุ
  3. จัตุรัส ผุดลุกผุดนั่ง ผัดผ่อน
  4. กิจจลักษณะ ผักขึ้นฉ่าย ร้านโชห่วย
  5. ซายซึ่ง โลกาภิวัฒน์ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ตอบ 2 คำ ที่สะกดผิด ได้แก่ กะทัดรัด รื่นรมย์ เกษียณอายุ กิจจลักษณะ โลกาภิวัตน์ ซึ่งที่ถูกต้องคือ กะทัดรัด รื่นรมย์ เกษียณอายุ กิจจะลักษณะ โลกาภิวัตน์

  1. ตัวเลือกเหมือนข้อ 86. ข้อใดสะกดผิดทุกคำ

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 86. ประกอบ

  1. ข้อใดเป็นคำทับศัพท์ทั้งหมด
  2. ข้าวโอ๊ต หนึ่งเสิร์ฟ หัวไช้เท้า
  3. ไฟเบอร์ พีระมิด แครอด
  4. กากใย สลัด ขนมปังโฮลวีต
  5. ฝรั่งสาลี่ ชมพู่เพชร ชมพู่ม่าเหมี่ยว

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 63. ประกอบ

  1. ข้อใดมีคำที่สะกดถูกขนาบคำที่สะกดผิด
  2. ออกซิเจน พาเรนไฮต์ พื้นปาร์เกต์
  3. แท็กซี่ เซลเซียส ชิมการ์ด
  4. แอปเปิล เชอรี่ สีโอสด์โรส
  5. โอลิมปิก คลินิก โควตา

ตอบ 4 คำที่สะกดผิด ได้แก่ แท็กซี่ แอปเปิล เชอรี่ คลินิก ซึ่งที่ถูกต้องคือ แท็กซี่ แอปเปิ้ล เชอรี่ คลินิก

  1. ข้อใดมีคำที่สะกดถูกนำคำที่สะกดผิด
  2. พูดพร่ำ กระบวนการ พานจะเป็นลม
  3. เหม็นสาบ ขบวนการ สาปแช่ง
  4. คลินิก บิณฑบาต ข้าวกบหม้อ
  5. สาบสูญ โอละพ่อ พละกำลัง

ตอบ 3 คำที่สะกดผิด ได้แก่ เหม็นสาบ บิณฑบาต ข้าวกบหม้อ สาบสูญ พละกำลัง ซึ่งที่ถูกต้องคือ เหม็นสาบ บิณฑบาต ข้าวกบหม้อ สาบสูญ พละกำลัง

  1. ข้อใดสะกดถูกทุกคำ
  2. แค็ตตาล็อก เคาน์เตอร์ เครดิท
  3. เคลิบเคลื้อม เครื่องกล เคือบฟัน
  4. คำกิริยา คำวิเศษณ์ ลักษณะนาม
  5. เดียรดาษ เดียรัจฉาน ไดโนเสาร์

ตอบ 4 คำ ที่สะกดผิด ได้แก่ เครดิท เคลิบเคลื้อม เคือบฟัน คำกิริยา ลักษณะนาม ซึ่งที่ถูกต้อง คือ เครดิต เคลิบเคลิ้ม เคลือบฟัน คำกริยา ลักษณนาม

  1. ข้อใดสะกดผิดทุกคำ
  2. ลิขสิทธิ์ ลิงโลด ลำเลิก
  3. ลิปสติก ลิฟต์ โลดลิ่ว
  4. ไล่เลียง ไล่เลี่ย ไม้ไล่
  5. ลิดรอน ลำใย กะทันหัน

ตอบ 4 คำที่สะกดผิด ได้แก่ ลิดรอน ลำใย กะทันหัน ซึ่งที่ถูกต้อง คือ ลิดรอน ลำไย กะทันหัน

  1. ผู้รับภาษาใช้ภาษาในลักษณะใด
  2. พูดและฟัง
  3. อ่านและฟัง
  4. ฟังและเขียน
  5. เขียนและอ่าน

ตอบ 2 หน้า 1 (46134) ประสิทธิภาพหรือความสำเร็จของการใช้ภาษาย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่อไปนี้

  1. ผู้ส่งภาษา ซึ่งจะใช้ภาษาโดยการพูดและการเขียน
  2. สาร (ลักษณะของภาษา)
  3. ผู้รับภาษา ซึ่งจะใช้ภาษาโดยการฟังและอ่าน
  4. การใช้ภาษาหมายถึงการกระทำอย่างไร
  5. การใช้เสียง
  6. การใช้ตัวอักษร
  7. การใช้ระบบความหาย
  8. การใช้ระบบสัญลักษณ์

ตอบ 4 หน้า 1 (46134), (คำบรรยาย) การใช้ภาษา หมายถึง การ สื่อสารทำความเข้าใจกันโดยใช้ภาษาพูดหรือภาษาเขียน อันเป็นระบบสัญลักษณ์ที่มนุษย์ใช้เป็นสื่อหรือเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ถึงกันดังนั้นการใช้ภาษาจึงหมายถึงการใช้ระบบสัญลักษณ์ ซึ่งก็คือ หลักภาษา ลักษณะภาษาหรือไวยากรณ์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นอย่างมีระบบระเบียบ

  1. ปัญหาการใช้ภาษาลักษณะใดที่สามารถเห็นได้ชัดเจน
  2. อ่านและเขียน
  3. เขียนและอ่าน
  4. พูดและเขียน
  5. อ่านและฟัง

ตอบ 3 (คำบรรยาย) ปัญหา การใช้ภาษาที่สามารถเห็นได้ชัดเจน คือ การเขียนและพูด ซึ่งถือเป็นกระบวนการภายนอก เพราะเป็นการใช้ภาษาที่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ส่วนการฟังและอ่านถือเป็นกระบวนการภายใน เพราะเป็นการใช้ภาษาที่สังเกตเห็นได้ยาก กล่าวคือ ผู้พูดและผู้เขียนมิอาจทราบได้ว่าผู้ฟังและผู้อ่านเข้าใจสารที่ตนส่งหรือ สื่อออกไปหรือไม่ เพียงไร

  1. พจนานุกรรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ที่ใช้ในปัจจุบัน
  2. 2525
  3. 2542
  4. 2545
  5. 2550

ตอบ 2 (คำบรรยาย) พจนานุกรม ที่ใช้อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน คือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมคำที่มีใช้อยู่ในภาษาไทย โดยให้ความรู้และกำหนดในเรื่องอักขรวิธี (คำเขียน) การออกเสียงคำอ่าน (บอกคำอ่าน)และนิยามความหมาย(บอกความหมาย) ตลอดจนบอกประวัติของคำเท่าที่จำเป็น

  1. การใช้ภาษาลักษณะใดที่ทำให้เกิดความรู้ความคิด
  2. พูดและอ่าน
  3. เขียนและพูด
  4. ฟังและเขียน
  5. ฟังและอ่าน

ตอบ 4 หน้า 2,81 (46134), การ อ่านและการฟังเป็นการใช้ภาษาในการรับรู้เรื่องราวเพื่อจะได้เกิดความจำความ เข้าใจ ความรู้ ความคิด และความบันเทิง ส่วนการพูดและการเขียนนั้นเป็นการใช้ภาษาในการนำความรู้ ความคิด หรือความต้องการของเราถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจ

  1. หน้าที่ของคำในประโยคเกี่ยวข้อกับเรื่องใด
  2. น้ำหนัก
  3. ระดับ
  4. ความหมาย
  5. สังคม

ตอบ 3 หน้า 2 (46134), หน้าที่ ของคำในประโยคจะเกี่ยวข้องกับความหมายของคำ เพราะตามปกติคำจะมีความหมายอย่างไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือหน้าที่ ของคำในข้อความที่เรียบเรียงขึ้นนอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจหรือการ แปลความหมายของผู้ใช้อีกด้วย

  1. คำใดใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ
  2. เมื่อใด
  3. เมื่อไร
  4. เท่าไร
  5. เมื่อไหร่

ตอบ 4 หน้า 6 – 7(46134), ระดับ ของคำในภาษาไทยมีศักดิ์ต่างกัน เวลานำไปใช้ในที่ต่างกันดังนั้นจึงต้องพิจารณาใช้คำให้เหมาะสม เช่น คำที่ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ ได้แก่ เมื่อใด เมื่อไร เท่าไร ฯลฯ ส่วนคำที่ใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ ได้แก่ เมื่อไหร่ เท่าไหร่ ฯลฯ

  1. การใช้ภาษาให้ถูกระดับเกี่ยวข้องกับสิ่งใด
  2. กาละ
  3. เทศะ
  4. บุคคล
  5. ทุกข้อ

ตอบ 4 หน้า 6-10,15-16 (46134), คำในภาษไทยมีระดับต่างกัน นั่นคือ มี การกำหนดคำให้ใช้แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมแก่บุคคลและกาลเทศะ ซึ่งจะต้องรู้ว่าในโอกาสใด สถานที่ใดและกับบุคคลใดจะใช้คำหรือข้อความใดจึงจะเหมาะสม ดังนั้นจึงมีการแบ่งคำเพื่อนำไปใช้ในที่สูงต่ำต่างกันตามความเหมาะสมหรือตาม การยอมรับของสังคมเป็น 2 ระดับ คือ

  1. คำที่ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ ได้แก่ คำราชาศัพท์ คำสุภาพ และคำเฉพาะวิชาหรอศัพท์บัญญัติ
  2. คำ ที่ใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ สามารถใช้คำได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคำปากหรือคำตลาด คำสแลง คำเฉพาะอาชีพ คำโฆษณา คำภาษาถิ่น ฯลฯ และคำที่ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ
  3. ความหมายของคำสแลงมีลักษณะอย่างไร
  4. ชัดเจน
  5. ไม่ชัดเจน
  6. มีน้ำหนัก
  7. มีภาพพจน์

ตอบ 2 หน้า 8 – 9 (46134), (คำบรรยาย) คำ สแลง คือ คำที่ใช้กันในหมู่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งความหมายของคำจะไม่ชัดเจนและไม่เป็น ที่รู้จักกันโดยทั่วไป เพราะเป็นความหมายที่กลุ่มกำหนดขึ้นใช้กันเองภายในกลุ่ม โดยมักจะได้รับความนิยมเป็นครั้งคราวแล้วก็เลิกใช้กันไปจึงถือเป็นคำภาษาปาก ที่ไม่สุภาพ ซึ่งไม่ควรนำมาใช้ในการพูดหรือเขียนอย่างเป็นทางการและกึ่งทางการเด็ดขาด เช่น กิ๊ก ซ่า โจ๋ ปิ๊ง ฯลฯ

  1. คำสแลงเป็นคำที่ใช้ในภาษาระดับใด
  2. ทางการ
  3. กึ่งราชการ
  4. ไม่เป็นทางการ
  5. ทุกข้อ

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 100. ประกอบ

  1. ข้อใดเป็นคำสแลง
  2. ปิ๊ง
  3. ปืน
  4. โป้ง
  5. เปาะแปะ

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 101. ประกอบ

  1. คำโฆษณาสามารถนำไปใช้อย่างไร
  2. ใช้พูด
  3. ใช้เขียน
  4. ใช้เป็นทางการ
  5. ใช้อย่างไม่เป็นทางการ

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 100. ประกอบ

  1. การใช้คำเปรียบเทียบมุ่งให้เกิดผลอย่างไร
  2. ความชัดเจน
  3. ความถูกต้อง
  4. ความเหมาะสม
  5. ความมีน้ำหนัก

ตอบ 4 หน้า 19 (46134), การใช้คำเปรียบเทียบ คำพังเพย และสุภาษิต จะ ช่วยให้ข้อความกะทัดรัดและมีน้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากคำประเภทนี้เป็นคำหรือข้อความที่มีความหมายหนักแน่นและเป็นที่เข้า ใจกันดีอยู่แล้ว แต่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับข้อความนั้น ๆ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องรู้จักและเข้าใจความหมายของคำเหล่านั้นให้ดีเสียก่อน

  1. คำชนิดใดที่ความหมายขึ้นอยู่กับการออกเสียง
  2. คำพ้อง
  3. คำพ้องรูป
  4. คำพ้องเสียง
  5. คำเปรียบเทียบ

ตอบ 2 หน้า 14 (46134), คำพ้องรูป คือ คำ ที่เขียนเหมือนกัน แต่ความหมายและการออกเสียงจะต่างกันดังนั้นจึงต้องออกเสียงให้ถูกต้อง เพราะหากออกเสียงผิด ความหมายก็จะผิดไปด้วย เช่น “เพลา”อาจจะอ่านว่า “เพ – ลา” (กาล คราว) หรือ “เพลา” (แกนสำหรับสอดในดุมรถหรือดุมเกวียน) ฯลฯ

  1. คำว่า “กรรณ กัน กัณฑ์” เป็นคำประเภทใด
  2. คำพ้อง
  3. คำพ้องรูป
  4. คำพ้องเสียง
  5. คำเปรียบเทียบ

ตอบ 3 หน้า 14 (46134), คำพ้องเสียง คือ คำ ที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่ความหมายและการเขียน (รูป)ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเวลาเขียนจึงต้องเขียนให้ถูกต้อง เพราะถ้าเขียนผิด ความหมายก็จะผิดไปด้วย เช่น กันย์ (สาวรุ่น).กัน (กีดขวาง โดนให้เป็นเขตเสมอกัน),กรรณ(หู),กัณฑ์ (ข้อความที่แต่งเป็นคำเทศน์เรื่องหนึ่ง ๆ ที่จบลงในคราวหนึ่ง ๆ ) ฯลฯ

  1. การเขียนประโยคให้กระชับทำได้ด้วยวิธีใด
  2. ถ่วงความ
  3. เล่นความ
  4. จำกัดความ
  5. ทุกข้อ

ตอบ 3 หน้า 39 – 40 (46134), การผูกประโยคให้กระชับรัดกุมมีสิ่งที่จะต้องพิจารณา คือ

  1. การรวบความให้กระชัย 2. การลำดับความให้รัดกุม 3. การจำกัดความ
  2. การเขียนประเภทใดที่ควรใช้ประโยคที่มีน้ำหนักและมีภาพพจน์
  3. ข่าว
  4. ตำรา
  5. บทความ
  6. หนังสือราชการ

ตอบ 3 หน้า 44 (46134), (คำบรรยาย) ประโยค ที่มีน้ำหนักและภาพพจน์นั้นมักนำไปใช้กับข้อเขียนประเภทบทความ โดยควรนำไปใช้ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าจะทำให้เรื่องราวดีขึ้น และควรใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะถ้านำไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อและใช้อย่างไม่พิจารณาและจะทำให้เฝือและ รู้สึกขัดเขิน

  1. การเว้นวรรคไม่ถูกต้องทำให้ประโยคมีลักษณะอย่างไร
  2. ไม่ชัดเจน
  3. ไม่รัดกุม
  4. ไม่มีน้ำหนัก
  5. ไม่มีภาพพจน์

ตอบ 1 หน้า 37 – 38, 47 (46134), การผูกประโยคให้ถูกต้องชัดเจนขึ้นอยู่กับการกระทำดังนี้ คือ

  1. การเรียงคำให้ถูกที่
  2. การขยายความให้ถูกที่
  3. การใช้คำตามแบบภาษาไทย
  4. การใช้คำให้สิ้นกระแสความ
  5. การเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง
  6. การเขียนตอบข้อสอบควรใช้ภาษาระดับใด
  7. ทางการ
  8. กึ่งราชการ
  9. ไม่เป็นทางการ
  10. ทุกข้อ

ตอบ 2 หน้า 8 – 10, 15 (46134), ในโอกาสกึ่งทางการ เช่น การเขียนตอบข้อสอบอัตนัย การใช้คำจะไม่เคร่งครัดเหมือนโอกาสที่เป็นทางการ แต่ ก็ไม่ปล่อยปละเหมือนการใช้คำในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งควรจะต้องพิจารณาใช้คำให้เหมาะสม เช่น อาจใช้คำเฉพาะวิชา (ศัพท์บัญญัติ)และคำเฉพาะอาชีพได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำปากหรือคำตลาด คำสแลง คำต่ำหรือคำหยาบ คำหนังสือพิมพ์ คำโฆษณา คำภาษาถิ่น และคำโบราณ

  1. บุคคลระดับใดที่ต้องใช้ราชาศัพท์ด้วย
  2. หม่อมเจ้า
  3. หม่อมหลวง
  4. หม่อมราชวงศ์
  5. ทุกข้อ

ตอบ 1 หน้า 170 (52067), 111 – 112 (H) ราชาศัพท์ คือ ศัพท์หรือถ้อยคำสุภาพที่ใช้เพื่อแสดงความเคารพนับถือ โดยจะใช้กับพระพุทธเจ้า,พระราชวงศ์ไทยในระดับหม่อมเจ้าและเหนือขึ้นไป (พระองค์เจ้าเจ้าฟ้า พระบาทสมเด็จอยู่หัว), พระภิกษุสงฆ์ในระดับสมเด็จพระสังฆราช (เจ้า),เจ้านายในราชวงศ์ต่างประเทศ และตัวละครที่สมมุติว่าเป็นเจ้านาย

  1. “ตำรวจทำการจับผู้ร้าย” ประโยคนี้บกพร่องด้วยสาเหตุใด
  2. คำผิดความหมาย
  3. คำกำกวม
  4. คำขยายผิดที่
  5. คำฟุ่มเฟือย

ตอบ 4 หน้า 18 – 19 (46134) การ ใช้คำฟุ่มเฟือยหรือการใช้คำที่ไม่จำเป็น จะทำให้คำโดยรวมไม่มีน้ำหนักและข้อความก็จะขาดความหนักแน่น เพราะเป็นคำที่ไม่มีความหมายอะไร แม้ตัดออกไปก็ไม่ได้ทำให้ความหมายของข้อความนั้นเปลี่ยนแปลงไป แต่กลับทำให้ดูรุงรังยิ่งขึ้น เช่น ตำรวจทำการจับผู้ร้าย(ใช้คำฟุ่มเฟือย)จึงควรแก้ไขเป็น ตำรวจจังผู้ร้าย

  1. “เขาทำลายไทย” ประโยคนี้บกพร่องด้วยสาเหตุใด
  2. คำผิดความหมาย
  3. คำกำกวม
  4. คำขยายผิดที่
  5. คำฟุ่มเฟือย

ตอบ 2 หน้า 11 (46134) การ ใช้คำที่มีความหมายหลายอย่าง จะต้องคำนึงถึงถ้อยคำแวดล้อมด้วยเพื่อให้เกิดความแจ่มชัด ไม่กำกวม เพราะคำชนิดนี้ต้องอาศัยถ้อยคำซึ่งแวดล้อมอยู่เป็นเครื่องช่วยกำหนดความหมาย เช่น เขาทำลายไทย(ใช้คำกำกวม) จึงควรแก้ไขให้มีความหมายแน่ชัดลงไปโดยใช้ถ้อยคำแวดล้อมเสียใหม่เป็น เขาทำลายประเทศไทย หรือเขาทำศิลปะรูปลายไทย

  1. “เขาถูกเชิญไปงานเลี้ยง” ประโยคนี้บกพร่องด้วยสาเหตุใด
  2. ใช้คำกำกวม
  3. ใช้คำฟุ่มเฟือย
  4. วางส่วนขยายผิดที่
  5. สำนวนต่างประเทศ

ตอบ 4 หน้า 16, 38 (46134), (ดูคำอธิบายข้อ 110. ประกอบ) การใช้คำตามแบบภาษาไทย คือ การ ให้ข้อความที่ผูกขึ้นมีลักษณะเป็นภาษาไทย ไม่เลียนแบบสำนวนภาษาต่างประเทศ เช่น เขาถูกเชิญไปงานเลี้ยง (เป็นสำนวนภาษาต่างประเทศ) จึงควรแก้ไขเป็น เขาได้รับเชิญไปงานเลี้ยงซึ่งจะทำให้ข้อความกะทัดรัด เข้าใจง่าย ไม่เคอะเขิน และยังทำให้ประโยคสื่อความหมายไปในทางที่ดี

  1. การใช้คำ “มีประโยชน์อย่างมหันต์” เป็นการใช้คำไม่เหมาะแก่สิ่งใด
  2. กาละ
  3. เทศะ
  4. บุคคล
  5. ข้อความ

ตอบ 4 หน้า 16 – 17 (46134) การใช้คำให้เหมาะสมกับข้อความ คือ คำบางคำจะเหมาะกับข้อความอย่างหนึ่ง แต่อาจจะไม่เหมาะกับข้อความอีกอย่างหนึ่งก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ความหมายก็ไม่ต่างกัน ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม เช่น มีประโยชน์อย่างอนันต์,มีโทษอย่างมหันต์ ฯลฯ

  1. คำชนิดใดความหมายขึ้นอยู่กับการเขียน
  2. คำพ้อง
  3. คำพ้องรูป
  4. คำพ้องเสียง
  5. คำเปรียบเทียบ

ตอบ 3 ดูคำอธิบายข้อ 107. ประกอบ

  1. การใช้คำตามแบบภาษาไทย ทำให้ประโยคมีลักษณะอย่างไร
  2. มีน้ำหนัก
  3. ถูกต้อง
  4. กระชัดรัดกุม
  5. ทุกข้อ

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 110. ประกอบ

  1. ประโยคที่มีน้ำหนักควรนำไปใช้อย่างไร
  2. ใช้พูด
  3. ใช้เขียน
  4. ใช้ได้ทั่วไป
  5. ใช้เท่าที่จำเป็น

ตอบ 4 ดูคำอธิบายข้อ 109. ประกอบ

  1. การเขียนประโยคควรคำนึงถึงข้อใดมากที่สุด
  2. ความถูกต้อง
  3. ความรัดกุม
  4. ความมีน้ำหนัก
  5. ความมีภาพพจน์

ตอบ 1 หน้า 35 – 36 , 44(46134) สิ่ง ที่ควรเพ่งเล็งและคำนึงถึงมากที่สุดในการใช้ประโยคทั้งในการพูดและการเขียน คือ ความถูกต้อง เพราะถ้าหากใช้คำหรือประโยคไม่ถูกต้องจะทำให้ไม่สามารถสื่อความหมายตามที่ ต้องการได้ รวมทั้งยังทำให้ผู้ฟังและผู้อ่านไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ตรงกันกับผู้พูดและ ผู้เขียนอีกด้วย

 

Advertisement