POL2102 หลักรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง S/2554

Advertisement

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา POL 2102 หลักรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง

คําแนะนํา ข้อสอบมีจํานวน 3 ข้อ ให้เลือกทําเพียง 2 ข้อ ๆ ละ 50 คะแนน (รวม 100 คะแนน)

ข้อ 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้กําหนดการเมืองการปกครองของไทยในระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นั้น นักศึกษามีความเข้าใจอย่างไร อธิบาย

Advertisement

แนวคําตอบ

การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary System) หรือการปกครองระบอบแบ่งแยกอํานาจผ่อนคลาย เป็นรูปแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่อังกฤษเป็น แม่แบบที่เรียกว่า “ระบบรัฐสภาคลาสสิก” ซึ่งในการปกครองระบบนี้จะถือว่ารัฐสภาเป็นองค์กรการเมืองที่มีความสําคัญกว่าองค์กรอื่น ๆ ในแง่ที่ว่าเป็นองค์กรที่แสดงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ฉะนั้นโดยหลักการแล้ว รัฐบาลที่ปกครองและบริหารประเทศจะต้องเป็นรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา หรือเป็นรัฐบาลที่บริหารงานด้วยความรับผิดชอบต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรผู้แทนจากประชาชนนั่นเอง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550) กําหนดให้ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้

1 รูปแบบรัฐสภาจะเป็นแบบสภาคู่หรือระบบสองสภา (Bicameral System) คือรัฐสภา ประกอบด้วย

1.1 สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกจํานวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจํานวน 375 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจํานวน 125 คน (รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2554 มาตรา 93)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละ 1 คน (รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2554 มาตรา 94)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทําขึ้น โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งเพียงบัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง (รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2554 มาตรา 95)

1.2 วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจํานวนรวม 150 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน และมาจากการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดจังหวัดในระหว่างวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในแต่ละจังหวัด ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ 1 คน โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 1 เสียง ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ก็แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา

ทั้งนี้โดยกําหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา และประธาน วุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา

2 สภาผู้แทนราษฎรต้องลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีโดยเปิดเผยด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือ นายกรัฐมนตรี จะต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี จะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกิน 8 ปีมิได้

3 เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีก็จะเลือกสรรบุคคลเพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งบุคคลใดมาเป็นรัฐมนตรีนั้น นอกจากจะต้องคํานึงถึงความรู้ความสามารถแล้ว ยังจะต้องคํานึงถึงเสียงสนับสนุนในสภาเป็นหลักอีกด้วย โดยต้องเลือกบุคคล ที่มีกลุ่มสมาชิกให้การสนับสนุน และในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องคํานึงถึงสัดส่วนจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคที่ร่วมรัฐบาลด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

4 คณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่

5 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ 4 ปี ทั้งนี้เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง จะต้องมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วันนับแต่วันที่อายุของ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง และในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร จะต้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน

6 รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีอํานาจที่จะควบคุมรัฐบาลด้วยการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจได้ และฝ่ายบริหารโดยนายกรัฐมนตรีก็มีอํานาจยุบสภาผู้แทนราษฎรได้เช่นกัน

7 ฝ่ายนิติบัญญัติจะทําหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการทํางานของฝ่ายบริหาร โดย

7.1 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วย และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

7.2 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็น รายบุคคลได้

7.3 กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้อยู่ในพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคนั้นดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีมีจํานวนไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือ รัฐมนตรีได้ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีสิทธิเข้าชื่อ เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้ หากคณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดิน เกินกว่า 2 ปี

7.4 สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสําคัญเกี่ยวกับ การบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ

7.5 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐบาลหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ แต่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อเห็นว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน โดยการตอบกระทู้ ให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา

7.6 รัฐสภามีอํานาจอนุมัติเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปี เพื่อมิให้ฝ่ายบริหาร ใช้จ่ายเงินแผ่นดินตามใจชอบ

7.7 สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจเลือกสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ และมีอํานาจเลือกสมาชิกหรือบุคคลที่มิได้เป็นสมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อกระทํากิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอํานาจหน้าที่ได้

8 คณะรัฐมนตรีมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติได้เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า 20 คน นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ได้เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของ จํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

9 คณะรัฐมนตรีมีสิทธิร้องขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญได้เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ทั้งสองสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ จํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

10 ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

Advertisement