LAW 2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2555

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 2010 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกัน ฯลฯ

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายฝนกู้เงินนายเมฆ 5 ล้านบาท มีหลักฐานการกู้เงินถูกต้องตามกฎหมาย นายเมฆขอให้นายฝน หาผู้มาค้ำประกัน นายฝนจึงขอให้นายฟ้าและนายดินช่วยเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งทั้งนายฟ้าและนายดิน ไต้ตกลงกับนายเมฆ

โดยนายฟ้าจะขอจำกัดจำนวนค้ำประกันเพียง 2 ล้านบาท ส่วนนายดินไม่จำกัด จำนวนการค้ำประกัน โดยทั้งคู่ได้มีการลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันมอบให้นายเมฆ แต่นายฝนมิได้ลงลายมือชื่อ

เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ นายฝนชำระเงินไม่ได้ นายเมฆจึงเรียกให้นายฟ้าและนายดินชำระหนี้แทนตามสัญญา ปรากฏว่านายฟ้ายอมชำระเงิน 2 ล้านบาท ส่วนนายดินไม่ยอมชำระเนื่องจากอ้างว่า นายฝนมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน นายฝนได้อ้างว่าเมื่อมีผู้ค้ำประกันแล้วตนไม่ต้อง ชำระหนี้อีกต่อไป

อยากทราบว่า ข้ออ้างของนายฝนและนายดินรับฟ้งได้หรือไม และเงินส่วนที่เหลือนายเมฆจะเรียกจากใครได้บ้าง จงอธิบายพร้อมหลักกฎหมาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 680 “อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ม่ชำระหนี้นั้น

อนึ่งสัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

มาตรา 683 “อันค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัดนั้น ย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นด้วย

มาตรา 685 “ถ้าเมื่อบังคับตามสัญญาค้ำประกันนั้น ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และอุปกรณ์ด้วยไซร้ หนี้ยังเหลืออยู่เท่าใด ท่านว่าลูกหนี้ยังคงรับผิดต่อเจ้าหนี้ ในส่วนที่เหลือนั้น

มาตรา 686 “ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น

วินิจฉัย

ในกรณีที่การกู้เงินและการค้ำประกันนั้นได้กระทำถูกต้องตามกฎหมาย และมีหลักฐานใน การฟ้องร้องบังคับคดี หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ในการบังคับการชำระหนี้เอาจากลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันได้ตามมาตรา 680 และมาตรา 686

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายฟ้าและนายดินได้ตกลงเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้ที่นายฝนกู้เงิน นายเมฆ โดยมีการทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายฟ้าและนายดินนั้น สัญญาค้ำประกันย่อมมีผลสมบูรณ์ ใช้บังคับคดีกันได้ตามมาตรา 680 วรรคสอง

เพราะสัญญาค้ำประกันนั้นเพียงแต่ลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเพียงฝ่ายเดียวก็สามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องกันได้แล้ว ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านายฝนชำระหนี้ไม่ได้ นายเมฆเจ้าหนี้ ย่อมมีสิทธิเรียกให้นายฟ้าและนายดินผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ตามมาตรา 686 ข้ออ้างของนายดินที่อ้างว่านายฝน มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันจึงรับฟ้งไม่ได้

และเมื่อปรากฏว่านายฟ้าได้จำกัดความรับผิดเพียง 2 ล้านบาท เมื่อนายฟ้ายอมชำระเงิน 2 ล้านบาท ให้นายเมฆแล้ว นายฟ้าจึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ ในหนี้ส่วนที่เหลืออีก ส่วนนายดินนั้นเมื่อปรากฏว่านายดินไม่ได้จำกัดความรับผิด นายดินจึงต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันต่าง ๆ ด้วยตามมาตรา 683

ส่วนกรณีของนายฝนลูกหนี้ กฎหมายกำหนดไว้ว่าเมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ไม่ครบตามมูลหนี้ หนี้เงินยังคงเหลืออยู่เท่าใดลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดใช้ในส่วนที่ขาดตามมาตรา 685 ดังนั้น นายฝนจึงต้องรับผิดในหนี้เงินส่วนที่เหลือจำนวน 3 ล้านบาทให้แก่นายเมฆ

สรุป ข้ออ้างของนายฝนและนายดินรับฟ้งไม่ได้ และเงินส่วนที่เหลือนายเมฆจะเรียกร้องจากนายดินและนายฝนได้