LAW4007 (LA 407),(LW 201) นิติปรัชญา 1/2550


การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW4007 (LA 407),(LW 201) นิติปรัชญา

 


คำแนะนำ
  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  3  ข้อ
 

ข้อ  1  สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน  (American Legal Realism)  มีแนวความคิดสำคัญในการวิเคราะห์กฎหมาย  ความเป็นจริงของกฎหมาย  ตลอดจนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายโดยฝ่ายตุลาการอย่างไร  และเหตุใดนักสัจนิยมทางกฎหมายบางท่าน  (J. Frank)  จึงคัดค้านเรื่องการลงโทษประหารชีวิต

 

ธงคำตอบ

 

สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกัน  (American  Legal  Realism)   มีที่มาจากงานความคิดของโอลิเวอร์  เวนเดลล์  โฮล์มส์  (Oliver  Wendel  Holmes)  ผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดนับแต่ปี  ค.ศ. 1902 

 

โฮล์มส์  ไม่เชื่อว่าผู้พิพากษาจะสามารถตัดสินคดีตามใจชอบ  โดยมองจากประสบการณ์การทำงานของตน  ซึ่งไม่อาจปรุงแต่งกฎหมายให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ  เป้าหมายสำคัญที่โฮล์มส์  วิพากษ์วิจารณ์คือ  ความคิดที่เชื่อว่าบทบัญญัติทั้งหมดในกฎหมายล้วนมีเหตุผลอันชอบธรรม

 

โฮล์มส์  เชื่อว่า  กฎหมายจำนวนมากถูกเขียนขึ้นบนบริบททางประวัติศาสตร์ต่างๆ  ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วในภายหลัง  ดังนี้แล้วจึงสมควรให้มีการตรวจสอบทบทวนอย่างสม่ำเสมอต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่ายังมีความเหมาะสมดีอยู่หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป  ในลักษณะนี้จึงไม่มีกรณีใดๆซึ่งสมควรกล่าวอ้าง  (ตามกระบวนการอนุมานความคิด)  กฎหมายว่าเป็นเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแน่นอน  หากว่าในทางปฏิบัติ  ศาลแสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แท้จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  และจากความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริงของสังคมดังนี้เองทีทำให้เห็นว่ามีเพียงผู้พิพากษา  (หรือทนายความ)  ซึ่งเข้าใจดีถึงบริบททางประวัติศาสตร์  สังคม  และเศรษฐกิจเท่านั้นจึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมต่อบทบาทของตน

 

นอกเหนือจากโฮล์มส์  ก็ยังมี  จอห์น  ชิปแมน  เกรย์  ที่ยืนยันว่ากฎหมายประกอบด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆซึ่งศาลยุติธรรมได้กำหนดไว้  บรรดาพระราชบัญญัติเป็นเพียงที่มาของกฎหมายดังกล่าวนี้เท่านั้น

 

คาร์ล  ลูเวลลิน  (Karl  Llewellyn)  ในฐานะสมาชิกคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง  กล่าวในทำนองเดียวกันไม่ให้ไว้วางใจนักต่อ  กฎเกณฑ์ในกระดาษ  ควรเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมหรือแบบแผนการวินิจฉัยตีความกฎหมายของศาลซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่กาละและสถานที่  ตลอดจนสนใจต่อข้อมูลต่างๆ  เกี่ยวกับคำตัดสินที่ปรากฏจริงๆ

 

เยโรม  แฟรงค์  (Jerome  Frank)  ผู้พิพากษาที่ถือว่าเขาเป็น  ผู้ที่ไม่เชื่อใจต่อข้อเท็จจริง  หมายความว่า  แม้ในกรณีที่กฎเกณฑ์มีความชัดเจนง่ายดายต่อการตีความแล้วก็ตาม  กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจส่งผลสะเทือนน้อยเต็มทีในคำตัดสินของศาลระดับล่าง  เฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบลูกขุน  เนื่องจากบุคคลดังกล่าวสามารถยกข้อเท็จจริงใดๆ  ที่ตนพึงพอใจมาปรับเข้ากับกฎเกณฑ์ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการในที่สุดได้  นอกจากนี้  เหตุปัจจัยเรื่องความสมบูรณ์หรือบกพร่องของพยานหลักฐาน  ความสามารถของทนายความหรือผู้พิพากษาก็เป็นตัวกำหนดอันสำคัญต่อผลของคำพิพากษา  ความลื่นไหล  ความไม่แน่นอนของข้อเท็จจริงเหล่านี้ย่อมนับเป็นอุปสรรคในการคาดทำนายการตัดสินใจของศาล

 

นอกจากนี้ในปี  ค.ศ. 1957  แฟรงค์ยังได้ร่วมเขียนงานชิ้นหนึ่งเรื่อง  ไร้ความผิด  (Notquilty)  ซึ่งเป็นเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องคดีความผิดจำนวนหนึ่ง  ซึ่งบรรดาจำเลยต่างถูกตัดสินพิพากษาว่า  ประกอบอาชญากรรม  แต่ได้รับการตัดสินใหม่ว่า  เป็นผู้บริสุทธิ์ในศาลชั้นหลัง  การค้นพบประจักษ์หลักฐานในความไม่แน่นอนแห่งกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของศาลและความผิดพลาดต่างๆอันเกิดขึ้นได้  เหล่านี้นับเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาคัดค้านเรื่องการลงโทษประหารชีวิต  อีกทั้งยังทำให้เขายืนยันความสำคัญของความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี  วึ่งไม่อาจนำไปแลกกับประสิทธิภาพ  (ความรวดเร็ว)  ในทางตุลาการ

 

ดังนั้น  จะเห็นว่า  สัจนิยมทางกฎหมายแบบอเมริกันจะใส่ใจเรื่องธรรมชาติกฎหมายในแง่การปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง  วิพากษ์ความไม่แน่นอนของกฎหมาย  ช่องว่างของกฎหมายในตัวบทและความเป็นจริงในแง่การบังคับใช้  รวมทั้งการวิพากษ์เบื้องหลังการใช้อำนาจของผู้พิพากษาเพื่อให้เกิดความยุติธรรม  โดยอาจมีปัจจัยทางอัตวิสัยแนวความคิดการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

การคัดค้านการลงโทษประหารชีวิต  สัมพันธ์กับประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนของกฎหมายหรือกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของศาล

 

ข้อ  2  ความยุติธรรมทางสังคม  (Social  Justice)  แตกต่างจากความยุติธรรมตามกฎหมาย  (Legal  Justice)  หรือไม่  อย่างไร  และนักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่กับบทสรุปที่ว่า  การตีความกฎหมายโดยเคร่งครัดต่อตัวบทกฎหมายหรือถือตัวอักษรเป็นหลัก  เป็นผลสืบเนื่องจากอิทธิพลของระบบประมวลกฎหมายหรือระบบกฎหมาย  Civil  Law

 

ธงคำตอบ

 

ประเด็นแรก

 

ความยุติธรรมทางสังคม (Social  Justice) หรือ  ความยุติธรรมในการแบ่งสันปันส่วน (Distributive  Justice)  หรือ  ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ  (Economic  Justice)  เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิธีทางจำแนกหรือแบ่งปันสิ่งซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินหรือสิ่งอันมีคุณค่าในสังคมให้แก่สมาชิกของสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสม  หรืออย่างเป็นธรรมนั่นเอง  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์และภาระหน้าที่ของสมาชิกทั่วทั้งสังคม  ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากสถาบันทางสังคมอันสำคัญ  อาทิ  ระบบทรัพย์สินหรือเศรษฐกิจหรือการจัดองค์การสาธารณะ  เป็นต้น  ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์  และคงไว้  ซึ่งความสมานฉันท์กลมกลืนของสังคมโดยทั้งหมด

 

ซึ่งสิ่งอันมีคุณค่าในสังคมทั้งหลาย  อันเป็นวัตถุแห่งการแบ่งสันปันส่วนนี้  หาใช่จำกัดอยู่เฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าทางวัตถุ  เช่น  ความมั่งคั่ง  ทรัพย์สินหรือรายได้ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เท่านั้นไม่  แต่หากยังอาจหมายรวมถึงผลประโยชน์ซึ่งเป็นนามธรรมด้วย  อาทิ  ความสุข  การได้รับความพึงพอใจในสิ่งที่ต้องการ  การได้รับการศึกษา  เป็นต้น  และในแง่นี้  จอห์น  รอลส์  (John  Rawls)  ก็ได้กล่าวไว้คล้ายคลึงกันว่า  นอกจากรายได้และความมั่งคั่งสมบูรณ์แล้ว  อิสรภาพ  โอกาสและสิ่งอันเป็นรากฐานของการเคารพนับถือตัวเอง  (The  base  of  self-respect)  ก็นับได้ว่าเป็นสิ่งอันมีคุณค่าในสังคม  ซึ่งเป็นวัตถุอันควรแก่การแบ่งสันปันส่วนในสังคมอย่างเป็นธรรม  กล่าวคือ  ต้องเป็นไปอย่างเสมอภาค  เว้นแต่การแบ่งสันปันส่วนใดๆอย่างไม่เสมอภาคในสิ่งดังกล่าวนี้จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนทุกคน

 

ส่วนความยุติธรรมตามกฎหมาย  (Legal  Justice)  คือ  การใช้กฎหมายหรือการตีความกฎหมายโดยปราศจากความลำเอียงใดๆ  แนวคิดเรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายนี้มีปรากฏมาตั้งแต่ครั้งกฎหมายโมเสส  (Mosaic  Law)  ของพวกยิวสมัยโบราณ  อีกทั้งในคริสต์ธรรมคัมภีร์ฉบับเก่า  ก็เป็นเอกสารอ้างอิงแรกๆของตะวันตกที่กล่าวถึงความยุติธรรมในแง่ของการเคารพปฏิบัติตามกฎหมาย  อย่างไรก็ตามมีข้อน่าสังเกตว่า  แนวคิดในยุคโบราณเรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายเช่นนี้ผูกพันอยู่กับความเชื่อทางศาสนาเรื่อง  พระเจ้าของพวกยิวหรือคริสต์ศาสนิก  โดยถือว่ากฎหมายและความยุติธรรมเป็นสิ่งเดียวกันเนื่องจากต่างล้วนมีกำเนิดที่มาจากพระเจ้า  (เช่นเดียวกับคติของฮินดูโบราณ  ดังปรากฏในคัมภีร์สัตธัม)  พระเจ้าตามความเชื่อนี้จึงเป็นทั้งผู้พิพากษาความยุติธรรมเป็นทั้งผู้บัญญัติกฎหมาย  และเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองทวยราษฎร์อีกด้วย  ความยุติธรรมตามกฎหมายในยุคแรกเริ่ม  จึงกอปรด้วยท่าทีที่ให้ความสำคัญต่อความยุติธรรมและกฎหมายอย่างเสมอกัน  พร้อมๆกับพิจารณาว่าเป็นหลักคุณค่าหรือบรรทัดฐานอุดมคติซึ่งมีความเป็นภววิสัย  (Objectivity)  ในฐานะเป็นผลิตผลแห่งเจตจำนงของพระผู้เป็นเจ้า

 

ทรรศนะและท่าทีซึ่งมองความยุติธรรมและกฎหมายอย่างเสมอภาค  เป็นอุดมคติเช่นนี้  อาจกล่าวได้ว่า นับว่าเป็นจุดแตกต่างกับแนวคิดเรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายในยุคสมัยหลังหรือในปัจจุบัน  ซึ่งโดยส่วนรวมแสดงออกผ่านการตีความเรื่องความยุติธรรมจากนักคิดคนสำคัญต่างๆ  ของสำนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย  Legal  Positivism)  หรือสำนักกฎหมายบ้านเมือง  อาทิ  Hans  Kelsen  (ความยุติธรรม  คือ  การรักษาไว้ซึ่งคำสั่งที่เป็นกฎหมาย  อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับการกระทำสิ่งใดตามอำเภอใจ)    กล่าวโดยสรุป  ความยุติธรรมตามกฎหมายในแง่นี้  หมายถึง การใช้กฎหมายหรือการตีความกฎหมายโดยปราศจากความลำเอียงใดๆ

ดังนั้น  ความยุติธรรมทางสังคมจึงแตกต่างจากความยุติธรรมตามกฎหมาย  กล่าวคือ  ความยุติธรรมทางสังคมเกี่ยวพันกับความถูกต้องเป็นธรรมในการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ในสังคม  หรือเรื่องความเสมอภาค เสรีภาพที่บุคคลพึงได้รับ  ขณะที่ความยุติธรรมตามกฎหมายเป็นเรื่องการใช้ ตีความกฎหมายโดยเคร่งครัดปราศจากความลำอียง

 

ประเด็นที่สอง

 

ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับบทสรุปที่ว่า  การตีความกฎหมายโดนเคร่งครัดต่อตัวบทกฎหมายหรือถือตัวอักษรเป็นหลัก  เป็นผลสืบเนื่องจากอิทธิพลของระบบประมวลกฎหมายหรือระบบกฎหมาย  Civil  Law  เพราะการตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามตัวบทหรือตัวอักษร  (ความยุติธรรมตามกฎหมาย)  มีเหตุปัจจัยจากแนวคิดทางนิติปรัชญาแบปฏิฐานนิยมหรือระบบการเมืองมากกว่าอิทธิพลของระบบกฎหมาย  Civil  Law  ซึ่งจะเห็นแจ้งได้หากพิจารณาข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อผลร้ายหรือความบกพร่องของการตีความหรือยึดมั่นแต่หลักความยุติธรรมตามกฎหมายภายใต้รัฐบาลเผด็จการบางประเทศ  อาทิ  กรณีกฎหมายของซีเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ดี  หรือกรณีของแอฟริกาใต้ในอดีต  ซึ่งมีคำกล่าวว่าเป็น  สังคมที่ไม่เป็นธรรมมากที่สุดในโลก  เนื่องจากยึดถือ

นโยบายกดขี่คนผิวดำ (Apartheid)  และมีการออกกฎหมายไม่เป็นธรรมจำนวนมากเพื่อสนับสนุนนโยบายดังกล่าว  ในทั้งสองกรณีตัวอย่างนี้ต่างก็มีระบบกฎหมายที่ไม่เหมือนกันทีเดียว  กล่าวคือ  เยอรมันจัดเป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย  ส่วนแอฟริกาใต้ใช้ระบบผสมโดยมีระบบคอมมอนลอว์เป็นพื้นฐานระบบกฎหมายในที่นี้จึงมิใช่โจทย์หรือจำเลย  (มีส่วน)  ร่วมรับผิดชอบต่อความไม่เป็นธรรมของสังคมซึ่งส่วนหนึ่งอ้างคติความยุติธรรมตามกฎหมายขึ้นปิดปากเสียงผู้คัดค้าน  หากแต่ปรัชญากฎหมายแบบปฏิฐานนิยมต่างหากที่นักนิติศาสตร์สากลหลายๆท่านเห็นว่าเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับความบกพร่องของการใช้อำนาจรัฐ  (อย่างไรก็ตาม  การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายข้างต้นนี้  ขอให้เข้าใจว่าเป็นการวิจารณ์ความจำกัดหรือความบกพร่องของการยึดมั่นอยู่แต่เพียงความยุติธรรมดังกล่าวเท่านั้น)

 

ข้อ  3  จงสรุปย่อสาระสำคัญของอัคคัญญสูตร  ธัมมิกสูตร  และจักกวัตติสูตร  พระสูตรสำคัญเหล่านี้มีหลักการสำคัญที่สนับสนุนการใช้อำนาจที่เป็นธรรม  (ทางกฎหมาย)  ของผู้ปกครองหรือไม่  อย่างไร

 

ธงคำตอบ

 

อัคคัญญสูตร  มีสาระสำคัญในเรื่องกำเนิดโลก สังคมมนุษย์ รัฐ กฎหมาย  โดยชี้ให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของมนุษย์ ธรรมชาติ  ความเสื่อมของมนุษย์  และบทบาทของรัฐ / ผู้ปกครองในการรักษาสังคมไม่ให้ตกเสื่อมมากขึ้นโดยอาศัยธรรม

 

ธัมมิกสูตร  คือ  พระสูตรที่กล่าวเน้นย้ำความสัมพันธ์ของพฤติกรรมใช้อำนาจของผู้ปกครองกับความเป็นไปของธรรมชาติโดยตรง  สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องอุดมการณ์ความคิดดั้งเดิมในสังคมไทย  ความในพระสูตรนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะเป็นต้นเหง้าแห่งความคิดหรือความเชื่อเรื่องอาเพธแห่งบ้านเมืองขณะเดียวกัน  อาเพธหรือเหตุอันเกิดขึ้นอย่างผิดปกติในธรรมชาติก็มักกลายเป็นคำอ้างเพื่อวิพากษ์กล่าวโทษการปกครองบ้านเมืองที่ไม่เป็นธรรมต่างๆมาช้านานแล้ว  เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา  ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงปลายอาณาจักรอยุธยา  ก่อนจะเสียกรุงแก่พม่า  นับเป็นตัวอย่างสำคัญที่นำเอาคติเรื่องอาเพธในพุทธศาสนามาวิจารณ์กษัตริย์และความเสื่อมทรามของสังคมอย่างรุนแรง  จนแม้กระทั่งในยุคสมัยการบริหารของรัฐบาลสมัยใหม่  ประเด็นเรื่องอาเพธของธรรมชาติก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอยู่บ่อยครั้ง  น่าเชื่อว่าคติเรื่องอาเพธนี้คงมีผู้เลื่อมใสเชื่อถืออยู่มิน้อยมาโดยตลอด  หาไม่ก็คงไม่มีการเอ่ยอ้างถึงสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

จริงอยู่ที่ลักษณะอาเพธของธรรมชาติ  เป็นเรื่องผลร้ายต่อส่วนรวมหรือประชาชนทั่วไปหากแต่เคราะห์กรรมอันเกิดต่อส่วนรวมก็ย่อมเป็นการสั่นคลอนความสงบสุขของสังคมอันจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐในท้ายที่สุด  ยิ่งสังคมใดมีศรัทธาเชื่อถือต่อคติดังกล่าวแรงกล้าเพียงใด  เหตุอาเพธ  (หรือความเชื่อว่าเป็นเหตุอาเพธ) ที่เกิดย่อมมีโอกาสที่จะกลายเป็นพยานหลักฐานให้ประชาชนพิพากษาความผิดและลงโทษผู้ปกครองมากเพียงนั้นแม้ส่วนใหญ่จะเพียงอยู่ในรูปของการติฉินนินทาก็ตามที  คติความเชื่อเรื่องอาเพธจึงเป็นเครื่องมือเชิงอุดมการณ์ที่มีบทบาทกำกับควบคุมกษัตริย์หรือผู้ปกครองมิให้ล่วงละเมิดต่อธรรมโดยเฉพาะทศพิธราชธรรมอันมีฐานะดั่งหลักธรรมสูงสุดทางกฎหมายด้วย

 

จักกวัตติสูตร  คือ  พระสูตรว่าด้วยความประพฤติหรือหน้าที่ของพระเจ้าจักรพรรดิ์  จัดได้ว่าเป็นรากฐานของปรัชญาด้านการเมืองการปกครองของพุทธรัฐทั้งหลาย  โดยพระสูตรได้กล่าวถึงหลักปฏิบัติสำหรับผู้ปกครองที่ทรงธรรม   ซึ่งยังความสงบร่มเย็นแก่สังคม  ซึ่งความในอย่างพระสูตรแยกย่อยเป็นข้อๆรู้จักกันในนามของจักรวรรดิวัตร  10  หรือ 12  ซึ่งหากพิจารณาสรุปรวบรัด  หลักจักรวรรดิวัตร  ก็อาจย่อความเหลือเพียง  3  ข้อก็ได้ กล่าวคือ

 

1       ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์และสัตว์  ไม่ปล่อยให้มีผู้ทำการอันเป็นอธรรมในแผ่นดิน

2       มอบทรัพย์ให้แก่ผู้ยากไร้

3       เข้าหาสมณพราหมณ์  ถามถึงสิ่งที่เป็นกุศลเป็นธรรมและน้อมนำมาปฏิบัติ

 

หากเรานับเนื่องให้ทศพิธราชธรรมเป็นส่วนหนึ่งแห่งหลักธรรมอุดมคติของปรัชญากฎหมายแบบธรรมนิยมของไทยเรา  หลักธรรมข้ออื่นๆซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับทศพิธราชธรรมก็ไม่น่าจะมีสถานะทางปรัชญากฎหมายที่ห่างไกลกันนัก  จักรวรรดิวัตรจึงย่อมจัดได้เป็นหลักธรรมอุดมคติทางปรัชญากฎหมายของไทยด้วย  พร้อมๆกับเป็นแม่บทแห่งระเบียบแบบแผนในการปกครองที่ผู้ปกครองพึงยึดถือปฏิบัติตาม  ข้อที่น่าสังเกตอีกประการคือ  จักกวัตติสูตร  ซึ่งเป็นที่มาของจักรวรรดิวัตรยังย้ำให้เห็นถึงภัยพิบัติหรือความเดือดร้อนวุ่นวายของสังคมที่ไม่ยึดมั่นในหลักธรรมดังกล่าว  อีกทั้งกล่าวถึงการชุมนุมรวมตัวกันของประชาชนระดับต่างๆ  เพื่อเรียกร้องให้ผู้ปกครองยึดมั่นปฏิบัติตามหลักจักรวรรดิวัตร  คติธรรมจากพระสูตรนี้จึงน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญอย่างมากของหลักธรรมข้อนี้  ซึ่งมิได้เป็นพียงหลักธรรมส่วนตัวของกษัตริย์  หากเป็นหลักธรรมที่คนทั่วไปในสังคมยึดถือเป็นกรอบร่วมแห่งการใช้อำนาจในสังคม

 

แม้ว่ากรอบบังคับทางสังคมลักษณะนี้จะมีค่าเป็นเพียงกรอบบังคับทางศีลธรรมก็ตามที  กระนั้นก็ตามพุทธศาสนาก็พยายามจะทำให้กรอบทางศีลธรรมนี้มีชีวิตมีพลังขึ้นมาให้ได้  ในจักกวัตติสูตรจึงมีการสร้างภาพความเสื่อมของสังคมที่ผู้ปกครองไม่ยึดมั่นในจักรวรรดิวัตร  ทั้งในแง่การเฟื่องฟูของอาชญากรรมในสังคม  การลดน้อยถอยลงในอายุของผู้คนจนกระทั่งเข้าสู่ยุคแห่งมิคสัญญีที่สังคมมนุษย์จะเสื่อมอย่างถึงที่สุดมนุษย์จะฆ่ากันอย่างไม่เลือกหน้าแม้ระหว่างแม่กับลูก  ราวกับเห็นมนุษย์ด้วยกันเป็นเนื้อเป็นกวาง  (มิคสัญญีแปลว่า  สำคัญว่าเป็นเนื้อ)

 

ดังนั้นพระสูตรทั้งสามจึงล้วนสนับสนุนการใช้อำนาจที่เป็นธรรม  (ทางกฎหมาย)  ของผู้ปกครองซึ่งถือเป็นส่วนสามัญของหลักปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม