LAW3054 (LA 354),(LW 404) กฎหมายเกี่ยวกับสถาบันทางการคลังของรัฐ ซ่อม 1/2551

การสอบไล่ภาคซ่อม 1ปีการศึกษา 2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3054 (LA 354),(LW 404) กฎหมายเกี่ยวกับสถาบันทางการคลังของรัฐ

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ  

ข้อ 1        จากการพิจารณาเหตุผลในการตราพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548  ที่ว่า อีกทั้งมีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารหนี้สาธารณะมีอยู่หลายหน่วยงาน สมควรให้มีหน่วยงานกลางเพียงหน่วยงานเดียว  เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารหนี้สาธารณะให้เป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และควบคุมดูแลการก่อหนี้โดยรวมเพื่อให้ภาระหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับฐานะการเงินการคลังของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้  ท่านสามารถระบุประเด็นที่เป็นบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวที่สนับสนุนเหตุผลข้างต้นนี้ได้หรือไม่  อย่างไร  จงอธิบาย

แนวคำตอบ

อาทิเช่น มาตรา 3 กรณีให้ยกเลิก พ.ร.บ., พ.ร.ก. ประกาศคณะปฏิวัติต่าง ๆ ที่เป็นช่องทางในการก่อหนี้สาธารณะ

มาตรา 7, มาตรา 28 ให้กระทรวงการคลังเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจ

มาตรา 20  กรอบการกู้เงินที่จะเป็นหนี้สาธารณะได้ นอกจากมาตราดังกล่าว นักศึกษาอาจหยิบยกมาตราอื่น ๆ ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาตอบได้ โดยให้เหตุผลสนับสนุนตามที่มีการบัญญัติกฎหมายดังกล่าวขึ้น

ข้อ 2        ก)  เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กับเงินทุนสำรองจ่ายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณนั้นมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร ให้อธิบายโดยอ้างอิงหลักกฎหมาย (10 คะแนน)

ข)  งบประมาณรายจ่ายข้ามปีกับการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณนั้น มีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร  ให้อธิบายโดยอ้างอิงหลักกฎหมาย (15 คะแนน)

แนวคำตอบ

ก)  หลักกฎหมายที่นำมาใช้ในการอ้างอิง ได้แก่ มาตรา 10 มาตรา 14 และมาตรา 19 วรรค 2  ประกอบมาตรา 29 ทวิ  แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ กล่าวคือ

ความเหมือนกัน คือ ต่างก็มีฐานะเป็นเงินคงคลังในงบประมาณ กล่าวคือเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเป็นเงินที่ได้รับการจัดสรรมาจากเงินรายได้เพื่อนำไปใช้จ่ายในงบกลาง (มาตรา 10) จำนวนไม่แน่นอน ซึ่ง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้บัญญัติให้อยู่ในความดูแลของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ โดยผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเป็นผู้มีอำนาจจัดสรรให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายโดยตรง (มาตรา 19 วรรค 2) ในขณะที่เงินทุนสำรองจ่าย เป็นเงินที่ได้รับการจัดสรรจากรายได้ จำนวน 100 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันคือเพื่อนำไปใช้จ่ายในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน (มาตรา 29 ทวิ)

ความแตกต่างกัน คือ เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายได้โดยตรงจากสำนักงบประมาณ (มาตรา 19 วรรค 2 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ) โดยไม่ต้องมีการตั้งเงินรายจ่ายเพื่อชดใช้ ในขณะที่เงินทุนสำรองจ่ายนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้เบิกจ่ายโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี  และเมื่อได้จ่ายไปแล้ว ให้ขอตั้งรายจ่ายชดใช้เพื่อสมทบเงินทุนนั้นไว้ใช้จ่ายต่อไป โดยให้แยกตั้งไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย และให้ถือว่าเป็นรายจ่ายของปีงบประมาณที่จ่ายเงินทุนสำรองจ่ายนั้น ๆ ไป (มาตรา 14 และ 29 ทวิ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ) (10 คะแนน)

ข)  หลักกฎหมายที่นำมาใช้ในการอ้างอิง ได้แก่ มาตรา 4 วรรค 1-3 มาตรา 11 มาตรา 27 และมาตรา 28 กล่าวคือ

ความเหมือนกัน  ต่างก็เป็นเงินคงคลังในงบประมาณที่จัดสรรจากรายได้มาใช้ในแต่ละปีงบประมาณ และต่างได้รับการยกเว้นให้ขอเบิกเงินจากคลังนอกปีงบประมาณนั้นได้ตามนัยมาตรา 27 (1) และ (2) แห่ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ

ความแตกต่างกัน  - งบประมาณรายจ่ายข้ามปี  เป็นงบประมาณที่ใช้ได้เกินปีงบประมาณตามวัตถุประสงค์ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย อนึ่งงบประมาณดังกล่าวจะมีได้ในกรณีที่คาดว่าจะใช้งบประมาณรายจ่ายได้เสร็จทันภายในปีงบประมาณไม่ได้ และการตั้งงบประมาณดังกล่าวจะต้องกำหนดเวลาสิ้นสุดไว้ด้วย (มาตรา 4 วรรค 2 และมาตรา 11 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ)  นอกจากนั้นการขอเบิกเงินจากคลังตามงบประมาณดังกล่าว ต้องกระทำเฉพาะภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้นั้น  เว้นแต่ได้มีการก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นกำหนดเวลา และได้มีการกันเงินไว้ตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังก็ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังต่อไปได้อีกไม่เกินสามเดือนปฏิทิน (มาตรา 28 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ) ในขณะที่การกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี นั้นเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณตามนัยมาตรา 4 วรรค 1 และวรรค 3  ซึ่งการขอเบิกเงินจากคลังต้องกระทำภายในปีงบประมาณ  นั้น ๆ เว้นแต่เป็นงบประมาณรายจ่ายที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณหรือที่ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีให้เบิกเหลื่อมปี  และได้มีการกันเงินไว้ตามระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกเงินจากคลัง ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนปฏิทินของปีงบประมาณถัดไป เว้นแต่มีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินจากคลังภายหลังเวลาดังกล่าว ก็ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นกรณี ๆ ไป (15 คะแนน)

 ข้อ 3        ก)  บรรดาเงินทั้งปวงที่พึงชำระให้แก่รัฐบาลเฉพาะที่เป็นเงินกู้หรือเงินอื่นใดตามนัยมาตรา 4 วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.เงินคงคลังฯ นั้น ให้ท่านอธิบายว่าเงินดังกล่าวได้แก่เงินประเภทใด (10 คะแนน)

ข)  เงินดังกล่าวใน ก) นั้นส่วนราชการใดเป็นผู้นำไปฝากไว้ในรูปบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สะสมทรัพย์ เผื่อเรียก หรือประจำไว้กับธนาคารพาณิชย์ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด (15 คะแนน)

แนวคำตอบ

ก)  เงินกู้ หมายถึง เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ

      เงินอื่นใด หมายถึง เงินกำไรจากรัฐพาณิชย์หรือรัฐวิสาหกิจหรือรายได้จากการขายสิ่งของและบริการ

ข)  เงินดังกล่าวใน ก) นั้น ส่วนราชการได้แก่กระทรวงการคลังเป็นผู้นำไปฝากไว้ในรูปบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เรียกว่า บัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง  ส่วนราชการอื่นใดจึงไม่มีสิทธิเช่นนั้น  อีกทั้งกระทรวงการคลังก็ไม่มีสิทธินำไปฝากไว้ในรูปบัญชีอื่น ๆ ดังกล่าว ทั้งนี้ตามมาตรา 3 วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.เงินคงคลังฯ (15 คะแนน) 

                ข้อ 4        ในคราวการประชุมวุฒิสภามีการถกเถียงกันถึงว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ส่งมาจากสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติทั่วไปหรือร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จะต้องดำเนินการอย่างไรประการหนึ่ง โดยจะมีการขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้หรือไม่  และวุฒิสภาสามารถดำเนินการได้ประการใดบ้าง จงอธิบายเป็นประเด็น ๆ โดยชัดเจน

แนวคำตอบ

มาตรา 142, 143, 146  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550