LAW3036 (LA 336),(LW 444) ปัญหาในกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา 1/2551

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3036 (LA 336),(LW 444) ปัญหาในกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ

ข้อ 1. นายรักและนางรึก ได้สมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย และมีบุตรชายชื่อนายลา อายุ 25 ปี นายรักดื่มสุรา มีอาการเมาสุรา นางรึกจึงได้ต่อว่านายรัก นายรักโกรธจึงใช้อาวุธปืนยิงนางรึกถึงแก่ความตาย นายลาโกรธนายรักบิดามาก จึงมาปรึกษาท่านว่าจะดำเนินคดีอาญากับนายรักบิดา ท่านจะให้คำปรึกษานายลาอย่างไรบ้าง จึงจะดำเนินคดีอาญากับนายรักได้

แนวคำตอบ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 บัญญัติใจความว่า บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้
(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน...ฯ เฉพาะในความผิดแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้...
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติใจความว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาไม่ได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้
ตามปัญหา นายลาเป็นบุตรของนายรัก โดยถูกต้องตามกฎหมาย นายรักจึงเป็นบุพการีของนายลา
ให้คำปรึกษานายลาว่า นายลาไม่มีสิทธิฟ้องคดีนายรักต่อศาลได้ เพราะนายรักเป็นบุพการีของนายลา แต่นายลายังมีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนได้ไม่มีกฎหมายห้าม หรือร้องต่อพนักงานอัยการให้ยกคดีขึ้นว่ากล่าวแทนนายลา

ข้อ 2. นางโจรถูกพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญา นางโจรได้ตั้งนายสักเป็นทนายความ และใบแต่งทนายความให้นายสักในฐานะทนายความมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาได้ และนางโจรได้ถูกศาลอาญาปล่อยชั่วคราว นางโจรได้หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลอาญาออกหมายจับ ครบ 30 วันจับตัวนางโจรไม่ได้ ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา โดยพิพากษาจำคุก 6 ปี นายสักในฐานะทนายความมีสิทธิยื่นอุทธรณ์แทน นางโจรได้หรือไม่

แนวคำตอบ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 8 บัญญัติใจความว่า
นับแต่เวลาที่ยื่นฟ้องแล้ว จำเลยมีสิทธิดังต่อไปนี้
(2) แต่งทนายความแก้ต่างในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาในศาลชั้นต้นตลอดจนชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้...
ตามปัญหา นางโจรได้ตั้งนายสักทนายความ มีสิทธิทำการแทน อุทธรณ์และฎีกาแทนนางโจรได้ นายสักในฐานะทนายความจึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์แทนนางโจรได้

ข้อ 3. นาย ก. เป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสงขลา นาย ข. เป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐม นาย ก. และนาย ข. เดินทางไปเที่ยวประเทศจีน โดยสารเครื่องบินที่มีสัญชาติไทย ขณะเครื่องบินบินอยู่เหนือประเทศเวียดนาม นาย ก. ได้กล่าวหมิ่นประมาทนาย ข. เมื่อนาย ก. และนาย ข. กลับถึงประเทศไทย นาย ข. ได้ร้องทุกข์ต่ออัยการสูงสุดให้สอบสวนดำเนินคดีอาญา นาย ก. อัยการสูงสุดเห็นว่า นาย ข. มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐม จึงมอบหมายหน้าที่ให้นายเหลืองพนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทน ถามว่านายเหลืองพนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนหรือไม่

แนวคำตอบ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 บัญญัติใจความว่า ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้...
และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 4 วรรค 2 บัญญัติใจความว่า การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักร...
ตามปัญหา ขณะที่ นาย ก. กล่าวหมิ่นประมาท นาย ข. บนเครื่องบินที่มีสัญชาติไทย ถือเป็นการกระทำผิดในราชอาณาจักรไทย ต้องรับโทษตามกฎหมายไทย และขณะกระทำความผิดเกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม จึงเป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทย อำนาจสอบสวนรับผิดชอบเป็นของอัยการสูงสุด
นายเหลืองเป็นพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับผิดชอบทำการสอบสวนแทน นายเหลืองพนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมจึงมีอำนาจสอบสวนแทนอัยการสูงสุดได้

ข้อ 4. นายมืดได้หลอกพา น.ส.สว่าง อายุ 21 ปี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งอยู่ในพื้นที่สน.หัวหมาก ไปข่มขืนที่บ้านพักซึ่งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะขับผ่านพื้นที่ สน.ลาดพร้าว สน.มีนบุรี และสน.หนองจอก ตามลำดับ หลังจากที่ได้ข่มขืน น.ส.สว่างแล้ว ได้หลบหนีไป น.ส.สว่างได้ไปร้องทุกข์ที่ สภ.อ.เมืองฉะเชิงเทรา ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมืองฉะเชิงเทราจับกุมนายมืดได้ในท้องที่ สภ.อ.พานทอง จังหวัดชลบุรี พนักงานสอบสวน สภ.อ.พานทอง ได้ทำการสอบสวนคดีนี้แล้วสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีได้ยื่นฟ้องนายมืดต่อศาลจังหวัดชลบุรีในความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อนาจาร หน่วงเหนี่ยวกักขังและข่มขืนกระทำชำเรา ศาลจังหวัดชลบุรีได้พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง
ท่านเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลจังหวัดชลบุรีชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ อย่างไร

แนวคำตอบ
หลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120

วินิจฉัย

การกระทำความผิดของนายมืดเป็นความผิดต่อเนื่องและหลายกรรม ในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 19 (3)(4) พนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก สน.ลาดพร้าว สน.หนองจอก และ สภ.อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
พนักงานสอบสวน สภ.อ.พานทอง ก็มีอำนาจสอบสวนเช่นกันเพราะผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาพานทอง ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 แต่พนักงานสอบสวน สภ.อ.พานทอง มิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอง เพราะ ป.วิ.อาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ก) ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้วหมายความว่า ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้วโดยพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้อง และ ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคสาม บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 19...” ดังนั้น พนักงานสอบสวน สภ.อ.พานทอง ได้สรุปสำนวนการสอบสวนส่งพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 120

สรุป ศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว เพราะพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากคดีนี้ยังไม่มีการสอบสวน