LAW3006 (LA 306),(LW 308) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 ซ่อม S/2548

การสอบซ่อมภาค  2  และภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3006 (LA 306),(LW 308) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายหนึ่งออกเช็คชำระหนี้ให้นางสอง  100,000  บาท  นายสองนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารเมื่อเช็คถึงกำหนด  ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีนายหนึ่งไม่พอจ่าย  นายสองนำเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า  ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ  จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน 

เมื่อพนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จแล้ว  พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลให้ลงโทษนายหนึ่งทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  ระหว่างศาลชั้นต้นพิจารณาคดี  นายสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยคดีของพนักงานอัยการและคำร้องของนายสองว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4)  ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

(7) คำร้องทุกข์  หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม  ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย  และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  120  ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล  โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน

มาตรา  121  วรรคสอง  แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว  ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ

วินิจฉัย

นายสองเป็นผู้ทรงเช็คในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน  นายสองจึงเป็นผู้เสียหายทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  ตามมาตรา  2(4)  แต่การที่นายสองนำเช็คไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า  ผู้แจ้งเกรงว่าคดีจะขาดอายุความ  จึงขอแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน  ถือว่านายสองยังไม่มีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ  (ฎ. 62/2521)  ถ้อยคำที่แจ้งจึงไม่เป็นคำร้องทุกข์  ตามมาตรา  2(7)

ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นความผิดต่อส่วนตัว  เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามมาตรา  121  วรรคสอง  ทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เป็นผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา  120  ศาลจึงต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการ

เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการแล้ว  จึงไม่มีคำฟ้องอยู่ในศาล  นายสองแม้จะเป็นผู้เสียหายก็ไม่สามารถเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา  30  ศาลจึงต้องสั่งยกคำร้องของนายสองเช่นเดียวกัน 

(ฎ. 228/2544)

สรุป  ศาลต้องพิพากษายกฟ้องคดีของพนักงานอัยการและต้องสั่งยกคำร้องของนายสองเช่นเดียวกัน

ข้อ  2  นายเอกร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่าถูกนายโทใช้ไม้ตีที่ศีรษะ  พนักงานสอบสวนตรวจบาดแผลพบเป็นรอยผื่นแดงเพียงเล็กน้อง  จึงแจ้งข้อหานายโทฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)  นายโทให้การรับสารภาพและได้ชำระค่าปรับ  1,000  บาท  ที่พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ  รวมทั้งจ่ายค่ารักษาพยาบาล  2,000  บาท  ตามที่นายเอกเรียกร้องและยินยอมไปเรียบร้อยแล้ว

วันรุ่งขึ้นนายเอกมึนศีรษะ  อาเจียน  แพทย์ตรวจพบว่าสมองกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่ง  ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล  30  วัน  ค่ารักษาพยาบาล  100,000  บาท  นายเอกเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากนายโท  นายโทปฏิเสธโดยอ้างว่าคดีอาญาเลิกกันแล้ว  เป็นผลให้คดีอาญาระงับไปด้วย

ดังนี้  นายเอกจะฟ้องคดีอาญานายโททำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  (ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี  หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)  ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  37  คดีอาญาเลิกกันได้  ดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ  หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว

(3) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ  หรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  ซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานคร  เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตำแหน่งสารวัตรขึ้นไป  หรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการในตำแหน่งนั้นๆได้เปรียบเทียบแล้ว

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป  ดังต่อไปนี้

(3) เมื่อคดีเลิกกัน  ตามมาตรา  37

วินิจฉัย

นายเอกจะยื่นฟ้องนายโทในคดีอาญาฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่นายเอกร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่าถูกนายโทใช้ไม้ตีที่ศีรษะ  พนักงานสอบสวนเห็นว่าบาดแผลเป็นรอยผื่นแดงเพียงเล็กน้อย  และแจ้งข้อหานายโทฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ  และเปรียบเทียบปรับโดยทั้งสองฝ่ายยินยอม  ทั้งนายโทก็ได้ชำระค่าปรับและจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้นายเอกตามที่เรียกร้องและยินยอมไปเรียบร้อยแล้วนั้นโดยปกติคดีอาญาย่อมเลิกกันตาม  มาตรา  37  และคดีอาญาระงับไป  ตามมาตรา  39(3)

แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น  นายเอกมึนศีรษะ  อาเจียน  แพทย์ตรวจพบว่าสมองกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่ง  ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล  30  วัน  กรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการกระทำของนายโทเป้นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  ซึ่งไม่ใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้ว  การเปรียบเทียบปรับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย  คดีอาญายังไม่เลิกกัน  และคดีอาญายังไม่ระงับ  (ฎ. 354/2541)

สรุป  นายเอกจึงยื่นฟ้องคดีอาญานายโทฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้

ข้อ  3  นายอาร์ตบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ของนายแมนและนายกัลป์ที่เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ด้วยกัน  ทรัพย์ที่ลักไปในคราวเดียวกันนี้ประกอบด้วยแจกันของนายแมนราคา  5,000  บาท  และนาฬิกาของนายกัลป์ราคา  3,000  บาท  ต่อมานายแมนยื่นฟ้องนายอาร์ตข้อหาลักทรัพย์  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ

ดังนี้  นายกัลป์จะยื่นฟ้องนายอาร์ตข้อหาบุกรุกต่อศาลที่มีอำนาจอีกได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป  ดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

วินิจฉัย

นายกัลป์จะยื่นฟ้องนายอาร์ตได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่นายอาร์ตบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ของนายแมนและนายกัลป์ไปในคราวเดียวกัน  ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท  คือฐานลักทรัพย์และฐานบุกรุก  หากมีการฟ้องขอให้ลงโทษนายอาร์ตในกระทำความผิดบทหนึ่งบทใดและศาลชั้นต้นพิพากษาถึงเนื้อหาของความผิดที่ฟ้อง  ก็ถือว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว  ตามมาตรา  39(4)  ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่า

1       จำเลยในคดีแรกและคดีที่มาฟ้องใหม่เป็นคนเดียวกัน

2       การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน

3       ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว

เมื่อได้ความว่านายแมนฟ้องขอให้ลงโทษนายอาร์ตข้อหาลักทรัพย์และศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ  ถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้วตามมาตรา  39(4)  นายกัลป์จึงไม่สามารถฟ้องนายอาร์ต  ทั้งข้อหาลักทรัพย์และบุกรุกได้อีกเนื่องจากจะเป็นการฟ้องซ้ำ 

(ฎ. 7294/2544 , ฎ. 6678/2531)

สรุป  ดังนี้  นายกัลป์จะยื่นฟ้องนายอาร์ตข้อหาบุกรุกต่อศาลที่มีอำนาจอีกไม่ได้

ข้อ  4  พ.ต.ต. สรรชัย  มีหลักฐานตามสมควรว่า  นายมนัสเป็นผู้ลักรถยนต์ของนายบุญชัย  ระหว่างที่  พ.ต.ต. สรรชัย  กำลังดำเนินการขอหมายจับนายมนัสจากศาล  ร.ต.ต. มนต์ชีพ  ได้รายงานให้  พ.ต.ต. สรรชัย  ทราบว่า  นายมนัสกำลังขับรถยนต์คันที่ลักจากนายบุญชัยออกไปนอกประเทศไทยหากรอหมายจับ  นายมนัสน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน  พ.ต.ต. สรรชัย  จึงตัดสินใจจับกุมนายมนัสทันทีโดยไม่มีหมายจับ

ดังนี้  การจับของ  พ.ต.ต. สรรชัย  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด 

ธงคำตอบ

มาตรา  78  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่

(3) เมื่อมีเหตุที่ออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา  66(2)  แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้

มาตรา  66  เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

วินิจฉัย

พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้  เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

การจับของ  พ.ต.ต. สรรชัย  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เห็นว่า  พ.ต.ต. สรรชัยมีหลักฐานตามสมควรว่านายมนัสเป็นผู้ลักรถยนต์ของนายบุญชัย  และมีเหตุอันควรเชื่อว่านายมนัสจะหลบหนีเนื่องจาก  ร.ต.ต. มนต์ชีพได้รายงานให้  พ.ต.ต. สรรชัยทราบว่านายมนัสกำลังขับรถยนต์คันที่ลักจากนายบุญชัยออกไปนอกประเทศไทย  จึงมีเหตุที่จะขอให้ศาลออกหมายจับนายมนัสได้  ตามมาตรา  66(2)  แต่หากรอหมายจับจากศาลนายมนัสน่าจะขับรถออกนอกประเทศไทยไปก่อน  จึงถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายมนัสได้  พ.ต.ต. สรรชัยจึงมีอำนาจจับกุมนายมนัสได้โดยไม่มีหมายจับตามมาตรา  78(3)

สรุป  การจับของ  พ.ต.ต. สรรชัยจึงชอบด้วยกฎหมาย