LAW3006 (LA 306),(LW 308) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1 1/2549

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3006 (LA 306),(LW 308) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 1

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายเอกใช้อาวุธปืนไม่มีทะเบียนยิงนายโทถึงแก่ความตาย  ระหว่างที่พนักงานสอบสวนคดีนี้  นางทิพย์ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโทยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ลงโทษนายเอกฐานฆ่านายโท  คดีอยู่ระหว่างศาลไต่สวนมูลฟ้อง

เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น  พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกฐานฆ่านายโทและฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน  ส่วนนางทิพย์เมื่อทราบว่าพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกแล้ว  จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง  ศาลอนุญาต

นายเทพบิดาตามความเป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายของนายโททราบเรื่อง  จึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนี้  ถ้าท่านเป็นศาลจะสั่งคำร้องของนายเทพว่าอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  2  ในประมวลกฎหมายนี้

(4) ผู้เสียหาย  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งรวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้  ดังบัญญัติไว้ในมาตรา  4, 5  และ  6

มาตรา  5  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้

(2) ผู้บุพการี  ผู้สืบสันดาน  สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา  ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  36  วรรคแรก  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้วจะนำมาอีกหาได้ไม่ ...

วินิจฉัย

ผู้ที่จะขอเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้นั้น  จะต้องเป็นผู้เสียหาย  ตามนัยมาตรา  2(4)  ซึ่งอาจเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง  หรืออาจเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายก็ได้  และในกรณีที่ผู้เสียหายคนเดียวมีผู้จัดการแทน  ตามมาตรา  5  หลายคน  ผู้จัดการแทนผู้เสียหายบางคนได้ฟ้องแล้วถอนฟ้องไป  ผู้จัดการแทนผู้เสียหายคนอื่นจะมาฟ้องจำเลยอีกไม่ได้

ศาลจะสั่งคำร้องของนายเทพอย่างไร  เห็นว่า  ในกรณีมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง  ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนนั้น  ในฐานความผิดดังกล่าว  ถือเป็นความผิดอาญาต่อรัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายเอกชนไม่สามารถเป็นผู้เสียหายได้  ดังนั้น  ทั้งนายโทและนายเทพ  ต่างไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดดังกล่าว  จึงขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้ตามมาตรา  30  (ฎ. 1231/2533)

ส่วนความผิดฐานฆ่านายโทนั้น  เห็นว่า  แม้ว่านายเทพจะเป็นบุพการีท่มีอำนาจจัดการแทนนายโทตามมาตรา  5(2)  ก็ตาม  แต่เมื่อได้ความว่า  นางทิพย์ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายโท  ได้ใช้สิทธิจัดการแทนนายโทไปแล้ว  ด้วยการฟ้องคดีและถอนฟ้องไป  ซึ่งผลของการถอนฟ้องดังกล่าว  ทำให้ไม่สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้อีกตามมาตรา  36  วรรคแรก  

ผลในทางกฎหมายที่เกิดขึ้นมีผลถึงนายเทพด้วย  เมื่อได้ความว่านายเทพไม่สามารถยื่นฟ้องได้  ก็ทำให้นายเทพขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้เช่นเดียวกัน  (ฎ. 1790/2492)

สรุป  ศาลต้องสั่งยกคำร้องนายเทพ

ข้อ  2  นายหนึ่งขับรถยนต์ประมาทชนท้ายรถยนต์ของนายสอง  ทำให้นายดำและนายขาวซึ่งนั่งโดยสารมาในรถยนต์ของนายสองได้รับบาดเจ็บ  โดยนายดำขาขวาหัก  ส่วนนายขาวแขนซ้ายหัก  นายดำจึงเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  300  ศาลพิพากษาลงโทษนายหนึ่งตามฟ้องคดีถึงที่สุด  จากนั้นต่อมานายขาวจึงเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายขาวรับอันตรายสาหัสตาม  ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  300  เช่นกัน  ดังนี้   ศาลจะวินิจฉัยคดีของนายขาวเช่นไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  39  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(4) เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

วินิจฉัย

ศาลจะวินิจฉัยคดีที่นายขาวยื่นฟ้องอย่างไรนั้น  เห็นว่า  การกระทำโดยประมาทของนายหนึ่งที่เป็นเหตุให้นายดำและนายขาวได้รับอันตรายสาหัส  ได้เกิดจากการกระทำในครั้งเดียวกันที่นายหนึ่งได้ขับรถยนต์โดยประมาทชนท้ายรถยนต์ของนายสอง  ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน  แต่มีผู้เสียหายหลายคน  เมื่อได้ความว่า  นายดำเป็นโจทก์ฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายดำได้รับอันตรายสาหัสตาม  ป.อ.  มาตรา  300  จนมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้วนั้นส่งผลให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตามมาตรา  39(4)  นายขาวจึงไม่มีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องนายหนึ่งในการกระทำกรรมเดียวกันนี้ได้อีก  เพราะจะเป็นการฟ้องซ้ำ  ศาลจึงต้องจำหน่ายคดีของนายขาวออกจากสารบบความ  (ฎ. 1853/2530)

สรุป  ศาลจึงต้องจำหน่ายคดีของนายขาวออกจากสารบบความ

ข้อ  3  ในคดีอาญาพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวก  ร่วมกันปล้นทรัพย์  และขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  40,000  บาท  แก่ผู้เสียหาย  ตามที่ผู้เสียหายได้แจ้งไว้ในการสอบสวนด้วยผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลอนุญาต  ต่อมาผู้เสียหายเห็นว่าราคาทรัพย์ที่แจ้งไว้นั้นต่ำไป  ความจริงเมื่อคำนวณราคาใหม่แล้วเป็นเงิน  140,000  บาท  ก่อนเริ่มสืบพยาน  ผู้เสียหายจึงได้ดำเนินการในทางศาล  2  วิธี  คือ

(1) ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของพนักงานอัยการ  เพื่อให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  140,000  บาท

(2) ยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น  ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  โดยให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ตนเป็นเงิน  140,000  บาท

ทั้งสองกรณีนี้  ถ้าท่านเป็นศาล  ท่านจะรับคำร้องของผู้เสียหายไว้พิจารณาพิพากษาอย่างไร  หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  30  คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา  43  คดีลักทรัพย์  วิ่งราวทรัพย์  ชิงทรัพย์  ปล้นทรัพย์  โจรสลัด  กรรโชก  ฉ้อโกง  ยักยอก  หรือรับของโจร  ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนเมื่อพนักงานยื่นฟ้องคดีอาญาก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย

มาตรา  44/1  วรรคท้าย  คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้  และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา  43  แล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้

วินิจฉัย

(1) ในกรณีที่ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการตามมาตรา  30  ต้องถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นสำคัญ  ผู้เสียหายจะขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องให้นอกเหนือไปจากฟ้องของพนักงานอัยการไม่ได้  ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของพนักงานอัยการเพื่อให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  140,000  บาท  (ฎ. 3833/2525)

(2) เมื่อพนักงานอัยการได้ดำเนินการขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  40,000  บาท  แก่ผู้เสียหาย  อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา  43  แล้ว  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกไม่ได้  แม้ว่าราคาทรัพย์สินตามความจริงเป็นเงิน  140,000  บาทก็ตาม  ก็จะยื่นคำร้องเรียกอีกไม่ได้  เพราะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคำฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์  ตามมาตรา  44/1  วรรคท้าย

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลจะมีคำสั่งไม่รับ  โดยยกคำร้องทั้งสองกรณีของผู้เสียหาย

ข้อ  4  เมื่อวันที่  1  สิงหาคม  2549  ร.ต.อ. ชิษณุ  นำหมายจับของศาลอาญาไปจับนายวุฒิไกรผู้ต้องหาฐานฆ่านายไตรจักรโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  โดยในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  ร.ต.อ. ชิษณุ  ได้แจ้งแก่นายวุฒิไกรว่าต้องถูกจับและได้แจ้งข้อกล่าวหาพร้อมทั้งแสดงหมายจับต่อนายวุฒิไกรและแจ้งให้นายวุฒิไกรทราบว่านายวุฒิไกรมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้  ถ้อยคำของนายวุฒิไกรนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้  และนายวุฒิไกรมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ  แต่มิได้แจ้งให้นายวุฒิไกรทราบถึงสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งนายวุฒิไกรไว้วางใจทราบถึงการที่นายวุฒิไกรถูกจับกุม  เมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว  ร.ต.อ. ชิษณุได้ถามนายวุฒิไกร  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  ว่าจะให้การอย่างไรหรือไม่  นายวุฒิไกรให้การภาคเสธว่าขณะที่นายไตรจักรถูกฆ่า  นายวุฒิไกรอยู่ในที่เกิดเหตุแต่มิได้เป็นคนฆ่านายไตรจักร  หลังจากนายวุฒิไกรให้การดังกล่าวแล้ว  ร.ต.อ. ชิษณุ  จึงสั่งให้นายวุฒิไกรไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมกับ  ร.ต.อ. ชิษณุ  นายวุฒิไกรยอมไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนแต่โดยดีในการนี้  ร.ต.อ. ชิษณุได้บันทึกการจับกุมไว้ด้วย  และเมื่อไปถึงยังที่ทำการของพนักงานสอบสวน  ร.ต.อ. ชิษณุ  และตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  84  ครบถ้วนทุกประการ

ดังนี้  ถ้อยคำที่นายวุฒิไกรให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ.ชิษณุ  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายวุฒิไกรได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  83  ในการจับนั้นเจ้าของพนักงานราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ  แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ  เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น  ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว  แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป

ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ  ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ  หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ  พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้และผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความถ้าผู้ถูกจับประสงค์จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมที่สามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและไม่เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับหรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ก็ให้เจ้าพนักงานอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามสมควรแก่กรณี  ในการนี้ให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นบันทึกการจับดังกล่าวไว้ด้วย

ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับหรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี  ผู้ทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น

มาตรา  84  เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา  83  โดยทันทีและเมื่อถึงที่นั้นแล้ว  ให้ส่งตัวผู้ถูกจับให้แก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจของที่ทำการของพนักงานสอบสวนดังกล่าว  เพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับให้เจ้าพนักงานผู้จับนั้นแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ  ถ้ามีหมายจับให้แจ้งให้ผู้ถูกจับทราบและอ่านให้ฟังและมอบสำเนาบันทึกการจับแก่ผู้ถูกจับนั้น...

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ  ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  7/1  รวมทั้งจัดให้ผู้ถูกจับสามารถติดต่อกับญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมได้ในโอกาสแรกเมื่อผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามวรรคหนึ่ง  หรือถ้ากรณีผู้ถูกจับร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้แจ้งก็ให้จัดการตามคำร้องขอนั้นโดยเร็ว  และให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบันทึกไว้ในการนี้มิให้เรียกค่าใช้จ่ายใดๆ  จากผู้ถูกจับ...

ถ้อยคำใดๆ  ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ  ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน  แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น  จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง  หรือมาตรา  83  วรรคสองแก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

ร.ต.อ. ชิษณุ  นำหมายจับของศาลอาญาไปจับนายวุฒิไกร  ผู้ต้องหาฐานฆ่านายไตรจักรโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  โดยในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  เจ้าพนักงานผู้ทำการจับต้องปฏิบัติตามที่มาตรา  83  บัญญัติไว้คือ

1       ต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ

2       สั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมผู้จับ  เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในขณะนั้น

3       ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ

4       หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ

ตามข้อเท็จจริงนั้น  ร.ต.อ. ชิษณุ  ได้ปฏิบัติครบถ้วนทั้ง  4  ประการข้างต้นแล้ว

5       แจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับ  3  ประการ

(1) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้

(2) หากมีการให้ถ้อยคำ  ถ้อยคำนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

(3) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ที่จะเป็นทนายความ

โดยการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับ  3  ประการดังกล่าวนี้  หากเจ้าพนักงานผู้ทำการจับไม่แจ้งหรือแจ้งไม่ครบทั้ง  3  ข้อ  ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้แก่เจ้าพนักงานในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ทำการจับ)  กรณีที่เป็นถ้อยคำอื่น  (ที่ไม่ใช่ถ้อยคำรับสารภาพ)  จะไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้

ส่วนสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งถูกจับไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุม  เจ้าพนักงานผู้จับยังไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งในขณะจับกุม  หากแต่เป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ  ซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับเป็นผู้แจ้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  7/1  วรรคสองและมาตรา  84  วรรคสอง  แต่ผู้ถูกจับร้องในขณะถูกจับกุมว่ามีความประสงค์ที่จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจทราบถึงการจับกุม  ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยสะดวกและการแจ้งนั้นไม่เป็นการขัดขวางการจับกุมหรือการควบคุมตัวหรือจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดเจ้าพนักงานผู้จับจะอนุญาตให้ผู้ถูกจับดำเนินการได้ตามมาตรา  83  วรรคสอง

สำหรับกรณีตามปัญหาในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  ร.ต.อ. ชิษณุ  ได้ถามนายวุฒิไกรว่าจะให้การอย่างไรหรือไม่  นายวุฒิไกรให้การภาคเสธว่าขณะที่นายไตรจักรถูกฆ่านายวุฒิไกรอยู่ในที่เกิดเหตุ  แต่มิได้เป็นคนฆ่านายไตรจักร  ดังนี้ถ้อยคำของนายวุฒิไกรถือเป็นถ้อยคำอื่น  (ที่ไม่ใช่ถ้อยคำรับสารภาพ)  ที่จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อ  ร.ต.อ. ชิษณุได้ทำการแจ้งสิทธิแก่นายวุฒิไกรครบถ้วนทั้ง  3  ประการ  ตามข้อ  5(1) (3)

โดยตามปัญหา  ร.ต.อ. ชิษณุได้แจ้งสิทธิครบถ้วนทั้ง  3  ประการ  ส่วนสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุม  ร.ต.อ. ชิษณุผู้จับยังไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งในขณะจับกุม  และนายวุฒิไกรผู้ถูกจับก็มิได้ร้องขอในขณะถูกจับกุม  ให้  ร.ต.อ. ชิษณุอนุญาตให้นายวุฒิไกรแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมแต่อย่างใด  การกระทำของ ร.ต.อ. ชิษณุจึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการตามมาตรา  83  และถ้อยคำที่นายวุฒิไกรให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. ชิษณุ  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายวุฒิไกรได้

สรุป  ถ้อยคำที่นายวุฒิไกรให้ไว้ต่อ  ร.ต.อ. ชิษณุ  ในชั้นจับกุม  (ณ  ที่ซึ่งทำการจับ)  จะสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของนายวุฒิไกรได้