LAW3003 (LA 303),(LW 304) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว 2/2551

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3003 (LA 303),(LW 304) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายสมคิดทำสัญญาหมั้น  น.ส.น้ำผึ้งด้วยแหวนเพชร  1  วง  ต่อมาทั้งสองได้มีเพศสัมพันธ์กันทำให้  น.ส.น้ำผึ้งตั้งครรภ์  แต่นายสมคิดไม่ทราบ  นายสมคิดได้ไปเที่ยวเตร่กับแฟนเก่าอีก  ทำให้  น.ส.น้ำผึ้งน้อยใจ  จึงไปคบกับนายมานพเพื่อนเก่าที่ชอบ  น.ส.น้ำผึ้งอยู่  นายมานพขอทำสัญญาหมั้น  น.ส.น้ำผึ้งด้วยแหวนเพชร  1  วง  ซึ่ง  น.ส.น้ำผึ้งก็ยินยอมตกลงจะจดทะเบียนสมรสกัน  นายสมคิดได้กลับมาง้องอนขอคืนดีนางน้ำผึ้งจึงทำหนังสือหย่ากับนายมานพและลงลายมือชื่อไว้เรียบร้อย  นางน้ำผึ้งจึงจดทะเบียนสมรสกับนายสมคิดทันที  เช่นนี้  การหมั้นระหว่างนายมานพกับ  น.ส.น้ำผึ้งจะมีผลอย่างไร  การสมรสระหว่างนายสมคิดกับนางน้ำผึ้งจะมีผลอย่างไร  บุตรที่เกิดมาเป็นบุตรของใคร  เพราะเหตุใด  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1437  วรรคแรก  การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

มาตรา  1438  การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้  ถ้าได้มีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิดสัญญาหมั้น  ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา  1452  ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้

มาตรา  1495  การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา  1449  มาตรา  1450  มาตรา  1452  และมาตรา  1458  เป็นโมฆะ

มาตรา  1514  การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดยคำพิพากษาของศาล

การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน

มาตรา  1515  เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว

มาตรา  1538  วรรคแรก  ในกรณีที่ชายหรือหญิงสมรสฝ่าฝืนมาตรา  1452  เด็กที่เกิดในระหว่างการสมรสที่ฝ่าฝืนนั้น  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีซึ่งได้จดทะเบียนสมรสครั้งหลัง

ธงคำตอบ

การที่นายสมคิดได้ทำสัญญาหมั้น  น.ส.น้ำผึ้งด้วยแหวนเพชร  1  วง  ถือเป็นสัญญาหมั้นที่สมบูรณ์  ตามมาตรา  1437  วรรคแรก  เพราะมีการส่งมอบของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

แต่เนื่องจากการหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้  ตามมาตรา  1438  การที่  น.ส.น้ำผึ้งรับหั้นนายมานพอีกย่อมสามารถกระทำได้  และเป็นสัญญาหมั้นที่สมบูรณ์  ตามมาตรา  1437 วรรคแรก  เพราะมีการส่งมอบแหวนเพชรของหมั้นแก่  น.ส.น้ำผึ้งแล้ว  ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด

เมื่อนายมานพและ  น.ส.น้ำผึ้งจดทะเบียนสมรสกัน  ย่อมเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย  การหย่าโดยความยินยอม  มาตรา  1514  บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อย  2  คน  และการหย่านั้นจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสามีภริยาได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว  ทั้งนี้ตามมาตรา  1515  ดังนั้นการที่  น.ส.น้ำผึ้งทำหนังสือหย่ากับนายมานพโดยลงลายมือชื่อไว้เรียบร้อยโดยยังมิได้จดทะเบียนหย่า  การหย่าจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  มาตรา  1514  และ  1515  การสมรสระหว่างนายมานพและ  น.ส.น้ำผึ้งจึงยังสมบูรณ์อยู่  เมื่อนางน้ำผึ้งได้จดทะเบียนสมรสกับนายสมคิดจึงเป็นการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่  อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา  1452  การสมรสที่ฝ่าฝืนนั้นจึงมีผลเป็นโมฆะ  ตามมาตรา  1495

ส่วนบุตรที่เกิดมานั้น  เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางน้ำผึ้งมารดา  และเมื่อนางน้ำผึ้งสมรสโดยฝ่าฝืนมาตรา  1452  และเด็กนั้นก็เกิดในระหว่างการสมรสที่ฝ่าฝืน  ย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐาน  ตามมาตรา  1538  วรรคแรก  คือ  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมคิดชายผู้เป็นสามีซึ่งได้จดทะเบียนสมรสครั้งหลังด้วย

สรุป

(1) การหมั้นระหว่างนายมานพกับ  น.ส.น้ำผึ้งมีผลสมบูรณ์

(2) การสมรสระหว่างนายสมคิดกับนางน้ำผึ้งมีผลเป็นโมฆะ

(3) บุตรที่เกิดมานั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางน้ำผึ้งและนายสมคิด

ข้อ  2  ในงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อการกุศลของสมาคมแห่งหนึ่ง  ทางคณะผู้จัดได้จัดให้มีการแสดงลิเกที่เป็นการแสดงของคนไทย  ตัวพระเอกในเรื่องนี้ชื่อว่า  นายไชยา  ในขณะที่มีการแสดงอยู่นั้น  ปรากฏว่าไม่มีใครคาดฝันนายไชยาได้ร้องและรำเดินลงมาจากเวที  มาขอหมั้นนางสาวแบม  อายุ  18  ปี  จากบิดามารดาซึ่งนั่งอยู่    ที่นั้น  โดยรับรองว่าจะเลี้ยงดูและจะซื่อสัตย์สุจริต  ซึ่งบิดามารดาหญิงก็ยินยอมต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติในงานนั้น  ตกลงกันว่าจะจดทะเบียนสมรสภายใน  2  ปีข้างหน้า  ครั้นถึงวันที่กำหนด  นางสาวแบมไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วย  โดยอ้างว่าแพทย์ประจำตัวของตนได้บอกว่าตนจะมีชีวิตอยู่อีกเพียง  2  ปี  อยากทราบว่า  นายไชยาจะเรียกค่าเสียหายที่ตนได้รับความอับอายขายหน้า  เสียหายต่อชื่อเสียง  จากบิดามารดาหรือจากนางสาวแบมได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1435  การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว

การหมั้นที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ

มาตรา  1436  ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้

(1) บิดาและมารดา  ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา

การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ

มาตรา  1437  วรรคแรก  การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

มาตรา  1439  เมื่อมีการหมั้นแล้ว  ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน  ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย

มาตรา  1440  ค่าตอบแทนนั้นอาจเรียกได้  ดังต่อไปนี้

(1)          ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

วินิจฉัย

แม้นางสาวแบมจะมีอายุ  18  ปี  ซึ่งสามารถทำการหมั้นได้  ตามมาตรา  1435  และแม้การหมั้นดังกล่าว  จะได้รับความยินยอมจากบิดามารดาของนางสาวแบมผู้เยาว์ให้หมั้นกับนายไชยา  ตามมาตรา  1436(1)  ก็ตาม  แต่การหมั้นนั้นจะสมบูรณ์ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อชายหรือฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น  ตามมาตรา  1437  วรรคแรก  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการหมั้นครั้งนี้ไม่มีการส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นแต่อย่างใดให้นางสาวแบมเลย  การหมั้นจึงไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย  ถือว่าไม่มีการหมั้นเกิดขึ้น

เมื่อไม่มีการหมั้นเกิดขึ้น  แม้นางสาวแบมจะปฏิเสธไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับนายไชยา  ก็ไม่ถือว่านางสาวแบมผิดสัญญาหมั้น  ตามมาตรา  1439  แต่อย่างใด  เพราะการจะถือว่าคู้หมั้นฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นจะต้องเป็นกรณีที่การหมั้นมีผลสมบูรณ์  ตามมาตรา  1437  วรรคแรก  และคู่หมั้นมีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย (ฎ.8954/2549)  เมื่อการหมั้นไม่สมบูรณ์  ตามมาตรา  1437  วรรคแรก  สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาหมั้นย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้  นายไชยาจึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียง  ตามมาตรา  1440(1)  จากบิดามารดาหรือจากนางสาวแบมได้  ไม่มีบทมาตราใดบัญญัติว่า  ในกรณีที่ไม่มีการหมั้น  หากฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น  ให้ฝ่ายนั้นรับผิดใช้ค่าทดแทนอย่างเช่นกรณีที่มีการหมั้น  (ฎ.45/2532)

สรุป  นายไชยาไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจากบิดามารดาหรือนางสาวแบมได้

ข้อ  3  นายสันต์และนางแก้วเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  นางแก้วได้ยกเครื่องลายครามที่นางแก้วได้รับมรดกจากบิดาในระหว่างสมรสให้กับนายสันต์  ต่อมานายสันต์ได้นำเครื่องลายครามไปให้นายเพชรซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่นายสันต์นับถือ  โดยนายเพชรไม่ได้ทราบว่าเป็นเครื่องลายครามที่นางแก้วยกให้นายสันต์  หลังจากนั้นนายสันต์เกษียณอายุราชการ  นายสันต์นำเงินบำเหน็จจำนวน  500,000  บาท  ไปเช่าซื้อบ้านและที่ดินแปลงหนึ่งในต่างจังหวัดที่ซึ่งนายสันต์ตั้งใจจะไปอยู่อาศัยในบั้นปลายชีวิตโดยนายสันต์ทำตามลำพัง  นางแก้วไม่ได้รู้เห็นและให้ความยินยอมแต่อย่างใด  ต่อมานางแก้วทราบเรื่องดังกล่าวทั้งหมด  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า

ก)     นางแก้วจะบอกล้างนิติกรรมการให้เครื่องลายครามกับนายสันต์ได้หรือไม่  และนางแก้วจะฟ้องเรียกเอาเครื่องลายครามคืนจากนายเพชรได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ข)     นางแก้วจะฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการเช่าซื้อบ้านและที่ดินได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1469  สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต

มาตรา  1471  สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส  โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่ห์หา

มาตรา  1473  สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ

มาตรา  1474  สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน

(1)  ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

มาตรา  1476  สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ขาย  แลกเปลี่ยน  ขายฝาก  ให้เช่าซื้อ  จำนอง  ปลดจำนอง  หรือโอนสิทธิจำนอง  ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้

มาตรา  1480  การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา  1476  ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว  หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง  คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้  เว้นแต่คู้สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว  หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน

วินิจฉัย

ก)     การที่นางแก้วยกเครื่องลายครามที่นางแก้วได้รับมรดกจากบิดาในระหว่างสมรสอันเป็นสินส่วนตัวของนางแก้ว  ตามมาตรา  1471(3)  ให้กับนายสันต์ถือเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา  1469  เครื่องลายครามเป็นทรัพย์สินที่นายสันต์ได้มาโดยเสน่หาระหว่างสมรสจึงตกเป็นสินส่วนตัวของนายสันต์  ตามมาตรา  1471(3)  นายสันต์มีอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับเครื่องลายครามได้  ตามมาตรา  1473  นายสันต์จึงมีสิทธิให้เครื่องลายครามแก่นายเพชรได้  แต่เนื่องจากการให้เครื่องลายครามระหว่างนางแก้วและนายสันต์เป็นสัญญาระหว่างสมรส  นางแก้วจึงมีสิทธิบอกล้างการให้เครื่องลายครามในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนด  1  ปี  นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  แต่การบอกล้างต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต  ตามมาตรา  1469  ดังนั้นเมื่อนายเพชรซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้รับเครื่องลายครามจากนายสันต์โดยสุจริต  เพราะนายเพชรไม่ทราบว่าเป็นเครื่องลายครามที่นางแก้วยกให้นายสันต์  นายเพชรจึงมีกรรมสิทธิ์ในเครื่องลายครามดังกล่าว  นางแก้วจะฟ้องเรียกเครื่องลายครามคืนจากนายเพชรไม่ได้

ข)     ส่วนการที่นายสันต์ได้นำเงินบำเหน็จ  จำนวน  500,000  บาท  ซึ่งถือว่าเป็นสินสมรส  ตามมาตรา  1474(1)  ไปเช่าซื้อบ้านและที่ดินแปลงหนึ่งในต่างจังหวัดนั้น  การเช่าซื้อไม่ใช่การจัดการสินสมรส  ตามมาตรา  1476(1)  ที่สามีภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง  นายสันต์จึงสามารถเช่าซื้อบ้านและที่ดินดังกล่าวตามลำพังได้  นางแก้วจึงฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการเช่าซื้อบ้านและที่ดิน  ตามมาตรา  1480  ไม่ได้

สรุป

ก)     นางแก้วบอกล้างนิติกรรมการให้กับนายสันต์ได้  แต่ฟ้องเรียกเอาเครื่องลายครามคืนจากนายเพชรไม่ได้

ข)     นางแก้วฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการเช่าซื้อบ้านและที่ดินตามมาตรา  1480  ไม่ได้

ข้อ  4  นายไก่และนางไข่อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนมีบุตรด้วยกันคือ  ด.ช.หนึ่ง  จึงไปจดทะเบียนสมรสกัน  หลังจากนั้นไม่นาน  นางไข่ก็ไปอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับนายห่านแฟนเก่าและคลอดบุตรอีกหนึ่งคนคือ  เด็กหญิงสอง  ซึ่งการกระทำของนางไข่ทำให้นายไก่เสียใจมาก  จึงไปตัดอวัยวะเพศทิ้งแปลงเพศเป็นหญิง

1)    หนึ่งและสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของใคร  นับแต่เมื่อใด

2)    นายไก่จะฟ้องหย่านางไข่  และนางไข่จะฟ้องหย่านายไก่ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1516  เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี  เป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย  ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล  อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

มาตรา  1517  วรรคสอง  เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา  1516(10)  ถ้าเกิดเพราะการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง  อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้

มาตรา  1546  เด็กหญิงจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1547  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน  จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

มาตรา  1557  การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  1547  ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด  แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่เกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้

วินิจฉัย

1)    ด.ช.หนึ่งเป็นบุตรของนายไก่และนางไข่ซึ่งเกิดก่อนที่บิดามารดาจะได้จดทะเบียนสมรสกัน  ดังนั้น  ด.ช.หนึ่งจึงเป็นบุตรที่อชด้วยกฎหมายของนางไข่นับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารกตามมาตรา  1546  ที่ว่าเด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชาย  ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  และเมื่อนายไก่และนางไข่จดทะเบียนสมรสกันภายหลัง  ด.ช.หนึ่งจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่บิดานับแต่วันที่  ด.ช.หนึ่งเกิด  ตามมาตรา  1547  ประกอบมาตรา  1557

ส่วน  ด.ญ.สอง  เป็นบุตรที่เกิดจากนางไข่และนายห่านซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส  ด.ญ.สองจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนางไข่แต่เพียงผู้เดียวนับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก  ตามมาตรา  1546

2)    นายไก่เป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย  จึงมีสิทธิฟ้องหย่านางไข่ได้  ตามมาตรา  1516(1)  เพราะถือว่านางไข่มีชู้  ส่วนนางไข่ก็สามารถฟ้องหย่านายไก่ได้เช่นกัน  ตามมาตรา  1516(10)  เพราะนายไก่มีสภาพแห่งกายที่ทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล  ทั้งการที่นายไก่ไปตัดอวัยวะเพศและแปลงเพศเป็นหญิง  ก็เกิดจากความสมัครใจของนายไก่เอง  มิใช่เกิดเพราะการกระทำของนางไข่  (นางไข่มิได้เป็นผู้ตัดอวัยวะเพศ)  กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา  1517  วรรคสอง