LAW3003 (LA 303),(LW 304) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3003 (LA 303),(LW 304) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายสุชาติทำสัญญาหมั้น  น.ส.รำไพด้วยแหวนเพชรหนึ่งวง  ต่อมานายสุชาติมีหนี้สินมากขึ้นจากการทำการค้า  ทำให้  น.ส.รำไพไม่ต้องการสมรสด้วย  น.ส.รำไพจึงไปจดทะเบียนสมรสกับนายสุเทพ  ในวันที่  3  มกราคม  ในระหว่างสมรสนายสุเทพมอบรถยนต์  1  คันให้นางรำไพโดยเสน่หา  ต่อมานายสุเทพทราบว่านางรำไพมีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่กลับมาจดทะเบียนสมรสกับตนเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง  นายสุเทพจึงจดทะเบียนหย่ากับนางรำไพตามกฎหมายเช่นนี้

ก.      ถ้านายสุชาติต้องการฟ้องนางรำไพเพื่อเรียกแหวนหมั้นคืน  และเรียกค่าทดแทนด้วยในวันที่  20  กรกฎาคม  จะทำได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ข.      ภายหลังการหย่าหนึ่งเดือน  นายสุเทพต้องการเอารถยนต์ที่ให้นางรำไพไว้คืน  แต่นางรำไพไม่ให้คืน  จะสามารถทำได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  1439  เมื่อมีการหมั้นแล้ว  ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน  ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย

มาตรา  1440  ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้  ดังต่อไปนี้

(1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

มาตรา  1447/1  วรรคแรก  สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา  1439  ให้มีอายุความหกเดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น

มาตรา  1447/2  วรรคแรก  สิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา  1439  ให้มีอายุความหกเดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น

มาตรา  1469  สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต

วินิจฉัย

ก.      การที่นายสุชาติทำสัญญาหมั้น  น.ส.รำไพ  ด้วยแหวนเพชรหนึ่งวง  จึงถือเป็นสัญญาหมั้นที่สมบูรณ์  ตามมาตรา  1437  วรรคแรก  เมื่อได้ความว่า  น.ส.รำไพ  ไปจดทะเบียนสมรสกับนายสุเทพจึงเป็นการผิดสัญญาหมั้นตามมาตรา  1439  นายสุชาติจึงสามารถฟ้องเรียกของหมั้นคืนได้ตามมาตรา  1439  และฟ้องเรียกค่าทดแทนในความเสียหายต่อชื่อเสียงได้  ตามมาตรา  1440(1)  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางรำไพจดทะเบียนสมรสวันที่  3  มกราคม  แต่นายสุชาติมาฟ้องเรียกของหมั้นและค่าทดแทนในวันที่  20  กรกฎาคม  นั้น  ไม่สามารถทำได้  เพราะสิทธิเรียกร้องค่าทดแทน  และสิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา  1439  นั้น  จะต้องฟ้องในอายุความ  6  เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น  ทั้งนี้ตามมาตรา  1447/1  วรรคแรก  และมาตรา  1447/2  วรรคแรก

ข.      เมื่อนางรำไพจดทะเบียนสมรสกับนายสุเทพ  และในระหว่างสมรสการที่นายสุเทพมอบรถยนต์ให้นางรำไพโดยเสน่หานั้นถือเป็นการทำสัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา  1469  เพราะเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำต่อกันในระหว่างสมรส  ซึ่งตามมาตรา  1469  กำหนดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างสัญญาเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่  หรือภายในกำหนด  1  ปี  นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  ดังนั้นภายหลังการหย่า  1  เดือน  นายสุเทพสามารถบอกล้างสัญญาการให้รถยนต์และให้นางรำไพคืนรถยนต์ได้ตามมาตรา  1469

สรุป 

ก.      นายสุชาติไม่สามารถฟ้องเรียกแหวนหมั้นและค่าทดแทนได้

ข.      นายสุเทพสามารถเรียกให้นางรำไพคืนรถยนต์ได้

ข้อ  2  นายจอมและนางภาเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย  ปู่นายจอมได้ให้เงินนายจอมจำนวน  100,000  บาท  หลังจากที่สมรสกับนางภา  นายจอมนำเงินดังกล่าวไปให้นายสิงห์เพื่อนรักกู้ยืมโดยไม่ได้รับดอกเบี้ยซึ่งนางภาไม่เห็นด้วย  และไม่ได้ให้ความยินยอมในการกู้ยืมเงินแต่อย่างใด  ต่อมานายจอมได้นำเงินเดือนของตนเองที่ได้มาระหว่างสมรสจำนวน  200,000  บาท  ไปซื้อหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่ง  หลังจากนั้นนายจอมได้นำหุ้นดังกล่าวไปแลกเปลี่ยนกับที่ดินแปลงหนึ่งของนายชาญเพื่อนของนายจอม  โดยที่นางภาไม่ได้รู้เห็นและไม่ได้ให้ความยินยอมในการแลกเปลี่ยนดังกล่าว  ต่อมานางภาได้ทราบเรื่องทั้งหมด  นางภาเห็นว่าที่ดินแปลงที่นายจอมได้แลกเปลี่ยนมานั้นอยู่ในทำเลที่ไม่ดี  นางภาจึงมาปรึกษาท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายครอบครัวว่า  นางภาจะฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการให้กู้ยืมเงินและการแลกเปลี่ยนดังกล่าวหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1471  สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส  โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา

มาตรา  1473  สินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้จัดการ

มาตรา  1474  สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน

(1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

มาตรา  1476  สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้

(1)  ขาย  แลกเปลี่ยน  ขายฝาก  ให้เช่าซื้อ  จำนอง  ปลดจำนอง  หรือโอนสิทธิจำนอง  ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้

การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง  สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

วินิจฉัย

เงินที่นายจอมได้รับจากปู่โดยการให้โดยเสน่หาจำนวน  100,000  บาท  ในระหว่างสมรสนั้นถือว่าเป็นสินส่วนตัวของนายจอม  ตามมาตรา  1471(3)  นายจอมจึงมีอำนาจจัดการเงินดังกล่าวได้โดยลำพังตามมาตรา  1473  แม้นายจอมนำเงินดังกล่าวไปให้นายสิงห์เพื่อนรักกู้ยืมโดยไม่ได้รับดอกเบี้ย  และโดยที่นางภาไม่เห็นด้วยและไม่ได้ให้ความยินยอมก็ตาม  นางภาก็จะฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการให้กู้ยืมเงินตามมาตรา  1480  ไม่ได้  (ฎ.337/2530)

ส่วนการที่นายจอมได้นำเงินเดือนของตนเองที่ได้มาระหว่างสมรสจำนวน  200,000  บาท  ซึ่งถือว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา  1474(1)  ไปซื้อหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งนั้น  หุ้นดังกล่าวก็ถือว่าเป็นสินสมรสด้วยเช่นกัน  แต่การที่นายจอมนำหุ้นที่เป็นสินสมรสไปแลกเปลี่ยนกับที่ดินแปลงหนึ่งของนายชาญไม่ใช่การจัดการสินสมรสตามมาตรา  1476(1)  ที่สามีภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง  เพราะไม่ใช่การแลกเปลี่ยนระหว่างอสังหาริมทรัพย์กับอสังหาริมทรัพย์  หรืออสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้  นายจอมจึงจัดการแลกเปลี่ยนหุ้นกับที่ดินได้ตามลำพังโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากนางภาตามมาตรา  1476  วรรคสอง  ดังนั้นนางภาจึงฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการแลกเปลี่ยนดังกล่าวไม่ได้เช่นกัน

สรุป  นางภาจะฟ้องศาลขอเพิกถอนนิติกรรมการให้กู้ยืมเงินและการแลกเปลี่ยนหุ้นกับที่ดินไม่ได้

ข้อ  3  นายปรีชาและนางนิติมา  เป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย  นางนิติมาทราบว่านายปรีชาได้ไปอุปการะเลี้ยงดูนายสุรีย์ฉันภริยา  นางนิติมาจึงฟ้องหย่าในระหว่างที่ศาลกำลังดำเนินกระบวนการพิจารณา  นายปรีชาได้ขอให้นางนิติมาถอนฟ้องโดยสัญญายกเงิน  1  ล้านบาท  ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของตนให้แก่นางนิติมาและสัญญาว่าตนจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับนายสุรีย์อีก  นางนิติมาจึงยอมถอนฟ้อง  ต่อมานายปรีชาก็ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับนายสุรีย์อีกจนนางนิติมาทนไม่ได้จึงมาฟ้องหย่าอีกครั้ง  นายปรีชาต่อสู้ว่าเรื่องนี้นางนิติมาได้ให้อภัยตนแล้ว  จึงไม่เป็นเหตุหย่า

1       อยากทราบว่าข้อต่อสู้ของนายปรีชาฟังขึ้นหรือไม่

2       นายปรีชาจะเรียกเงิน  1  ล้านบาทคืนได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1469  สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต

มาตรา  1516  เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี  เป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

มาตรา  1518  สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว

วินิจฉัย

1       ข้อต่อสู้ของนายปรีชาที่ว่านางนิติมาได้ให้อภัยตนแล้วฟังไม่ขึ้น  เพราะการอภัยนั้นนางนิติมาได้อภัยการกระทำที่นายปรีชาได้ไปอุปการะเลี้ยงดูนายสุรีย์ฉันภริยาโดยการถอนฟ้อง  เมื่อปรากฏว่าหลังจากนางนิติมาถอนฟ้องแล้ว  นายปรีชายังคงไปยุ่งเกี่ยวกับนายสุรีย์อีก  ทั้งการที่นางนิติมายอมถอนฟ้องในคดีก่อนที่นางนิติมาฟ้องหย่านายปรีชานั้นก็เป็นเพราะนายปรีชาตกลงเงื่อนไขว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนายสุรีย์อีก  เมื่อนายปรีชาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข  ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้อื่น  จึงมิใช่กรณีที่นางนิติมายอมให้อภัยนายปรีชาตลอดไป  ตามมาตรา  1518  การกระทำของนายปรีชาจึงเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามมาตรา  1516(1)  (ฎ.173/2540)

2       การที่นายปรีชาสัญญายกเงิน  1  ล้านให้กับนางนิติมานั้น  เป็นสัญญาระหว่างสมรส  ตามมาตรา  1469  เพราะเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดๆที่สามีภริยาได้ทำต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน  (ศาลยังมิได้พิพากษาให้หย่ากัน)  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกลเกเสียในเวลาที่เป็นสามีภริยากันอยู่  หรือภายใน  1  ปี  นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  ดังนั้นนายปรีชาสามารถเรียกเงิน  1  ล้านบาทคืนได้

สรุป

1       ข้อต่อสู้ของนายปรีชาฟังไม่ขึ้น

2       นายปรีชาเรียกเงิน  1  ล้านบาทคืนได้

ข้อ  4  นายไก่และนางไข่อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนนางไข่ตั้งครรภ์  นายไก่จึงไปกู้เงินนายดำมา  5  แสนบาท  เพื่อใช้ในการคลอดของนางไข่และต่อเติมบ้านของนายไก่เพื่อใช้อยู่อาศัยร่วมกันกับนางไข่  หลังจากคลอด  ด.ช.หนึ่ง  นายไก่และนางไข่ได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน  ห้าเดือนต่อมานางไข่ก็คลอดบุตรอีกคนหนึ่งคือ  สอง  ต่อมานายดำทวงเงิน  5  แสนบาทจากนางไข่ๆปฏิเสธ

1       ด.ช.หนึ่งและสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของใคร  ตั้งแต่เมื่อใด

2       หนี้นายดำ  5  แสนบาท  นายไก่และนางไข่จะต้องรับผิดชอบอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1488  ถ้าสามีหรือภริยาต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพื่อชำระหนี้ที่ก่อไว้ก่อนหรือระหว่างสมรสให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน  เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้น

มาตรา  1489  ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน  ให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย

มาตรา  1490  หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น  ให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้

(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว  การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ

มาตรา  1536  วรรคแรก  เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง  ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี  หรือเคยเป็นสามีแล้วแต่กรณี

มาตรา  1546  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา  1547  เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน  จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

มาตรา  1557  การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา  1547  ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด  แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่เกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้

วินิจฉัย

1       ด.ช.หนึ่งเป็นบุตรของนายไก่และนางไข่ซึ่งเกิดก่อนที่บิดามารดาจะได้จดทะเบียนสมรสกัน  ดังนั้นด.ช.หนึ่งจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนางไข่นับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นมารก  ตามมาตรา  1546  ที่ว่า  เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชาย  ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น  และเมื่อนายไก่และนางไข่จดทะเบียนสมรสกันภายหลัง  ด.ช.หนึ่งจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่บิดานับแต่วันที่  ด.ช.หนึ่งเกิด  แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุให้เสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่  ด.ช.หนึ่งเกิดจนถึงเวลาที่บาดามารดาได้สมรสกันไม่ได้  ตามมาตรา  1547  ประกอบมาตรา  1557

ส่วนสองนั้นเป็นบุตรที่เกิดเมื่อบิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันแล้ว  (เกิดระหว่างสมรส)  จึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่และนางไข่นับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก  ตามมาตรา  1536  วรรคแรก

2       หนี้เงินกู้จำนวน  5  แสนบาท  ที่นายไก่ไปกู้ยืมมาจากนายดำ  เป็นหนี้ส่วนตัวของนายดำตามมาตรา  1488  เพราะเป็นหนี้ที่นายไก่ได้ก่อขึ้นก่อนจดทะเบียนสมรส  แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้คลอดบุตรและต่อเติมบ้านเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว  ก็ไม่ทำให้เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา  1490(1)  อันจะทำให้สามีภริยาต้องรับผิดร่วมกันตามมาตรา  1489  ได้  เพราะหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาจะต้องเกิดขึ้นระหว่างสมรสเท่านั้น  ดังนั้นหนี้เงินกู้จำนวน  5  แสนบาทนี้นายไก่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

สรุป

1       ด.ช.หนึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนางไข่  นับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก  ตามมาตรา  1546  และเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายไก่  นับแต่คลอดและอยู่รอดเป็นทารก  ตามมาตรา  1547  ประกอบมาตรา  1557

2       หนี้เงินกู้จำนวน  5  แสนบาท  นายไก่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว