LAW3002 (LA 302),(LW 310) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน S/2551

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2551

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3002 (LA 302),(LW 310) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  แดง  ดำ  และขาว  ตกลงเข้าหุ้นส่วนกัน  โดยตั้งเป็นหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน  มีดำเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ  ห้างหุ้นส่วนนี้มีวัตถุประสงค์รับจ้างตกแต่งภายในอาคารดำเนินกิจการมาได้สามปีเศษแล้ว  มีกำไรดีทุกปี 

ต่อมา  เขียวซึ่งเป็นเพื่อนของแดงได้มาชักชวนแดงให้ร่วมลงหุ้นเปิดร้านรับจ้างตกแต่งภายในเช่นเดียวกัน  โดยให้แดงลงหุ้นเป็นเงินหนึ่งล้านบาท  ส่วนเขียวจะเป็นผู้ลงแรงดำเนินการทั้งหมดและถ้ามีกำไรก็จะแบ่งกำไรเท่าๆกัน  เมื่อมีหนี้สินก็จะร่วมกันรับผิดชอบแดงก็ตกลงร่วมหุ้นกับเขียว  ดำเนินกิจการมาได้หนึ่งปี  ดำและขาวทราบเรื่องว่าแดงร่วมหุ้นกับเขียวเปิดกิจการแข่งขันกับห้างฯ 

จึงต้องการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากแดง  ทั้งสองคนจึงมาปรึกษาท่านว่า  ในกรณีดังกล่าวดำและขาวจะเรียกค่าเสียหายจากแดงได้หรือไม่  ให้ท่านแนะนำบุคคลทั้งสอง

ธงคำตอบ

มาตรา  1038  ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่น  โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ

ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรานี้ไซร้  ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรซึ่งผู้นั้นหาได้ทั้งหมด  หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายเพราะเหตุนั้น  แต่ท่านห้ามมิให้ฟ้องเรียกเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันทำการฝ่าฝืน

วินิจฉัย

ในกรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนนั้น  มาตรา  1038  ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการค้าขายแข่งกับห้างฯ  หากผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งฝ่าฝืนไปประกอบกิจการที่มีลักษณะค้าขายแข่งกับห้าง  ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นสามารถเรียกเอาผลกำไรทั้งหมด  หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นได้

แต่ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งไปร่วมลงทุนหรือลงหุ้นกับผู้อื่นโดยมิใช่เป็นผู้ดำเนินกิจการในห้างหุ้นส่วนอันใหม่  แม้กิจการอันใหม่จะมีลักษณะเป็นการค้าขายกับห้างก็ตาม  ไม่ถือว่าเป็นการค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนสามัญเดิม

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า  ดำและขาวจะเรียกค่าเสียหายจากแดงได้หรือไม่  เห็นว่า  การที่แดง  ดำ  และขาว  ตกลงเข้าหุ้นกันโดยตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนมีวัตถุประสงค์รับจ้างตกแต่งภายในอาคาร  ต่อมาปรากฏว่า  แดงได้ไปร่วมลงทุนกับเขียวเปิดร้านตกแต่งภายในเช่นเดียวกัน  โดยแดงลงหุ้น  1  ล้านบาท  ส่วนเขียวจะเป็นผู้ลงแรงดำเนินกิจการทั้งหมด  และถ้ามีกำไรจะแบ่งเท่าๆกัน  กรณีไม่ถือว่าแดงประกอบกิจการซึ่งมีลักษณะค้าขายแข่งกับห้าง  แม้กิจการนั้นจะมีสภาพดุจเดียวกันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนเดิมเพราะเนื่องจากแดงมิได้เข้าไปดำเนินกิจการในห้างอันใหม่ที่แดงร่วมลงหุ้นกับเขียว  ทั้งกฎหมายก็ไม่มีข้อห้ามมิให้หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนไปลงหุ้นกับบุคคลอื่นเพื่อประกอบกิจการอันเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างฯ  แต่อย่างใด

เมื่อกรณีไม่เข้าตามมาตรา  1038  ดำและขาวจึงเรียกค่าสินไหมทดแทนจากแดงไม่ได้

สรุป  ดำและขาวไม่สามารถเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากแดงได้

ข้อ  2  เอก  โท  และตรี  ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันโดยจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  มีเอกเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  ส่วนโทและตรีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  แต่ก่อนที่จะไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  เอกได้ทำสัญญาซื้อสินค้าจากจัตวาเพื่อจะนำมาค้าขายตามวัตถุประสงค์ของห้างฯ  และยังไม่ชำระหนี้  ต่อมาได้มีการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด  แต่หนี้ดังกล่าวก็ยังมิได้มีการชำระ  จัตวาจึงเรียกร้องให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด  เอก  โท  และตรี  ร่วมกันรับผิดแทนห้างฯ  แต่โทและตรีได้ต่อสู้ว่า  ห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน  เจ้าหนี้ของห้างฯ  จะเรียกร้องในหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมิได้  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  ข้ออ้างของโทและตรีรับฟังได้หรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  1079  อันหางหุ้นส่วนจำกัดนั้น  ถ้ายังมิได้จดทะเบียนอยู่ตราบใด  ท่านให้ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดย่อมต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวนจนกว่าจะได้จดทะเบียน

มาตรา  1095  วรรคแรก  ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน  ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้

วินิจฉัย

โดยหลักตามมาตรา  1095  วรรคแรก  เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะฟ้องหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไม่ได้  ถ้าห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน  แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีต่อไปนี้คือ

 1       หนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  หรือเกิดขึ้นภายหลังจดทะเบียนแต่ก่อนที่จะประกาศโฆษณาข้อความในหนังสือราชกิจจานุเบกษา (มาตรา  1079)

2       หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดใช้ชื่อตนหรือใช้ชื่อระคนเป็นชื่อห้างฯ  (มาตรา  1082)

3       หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแสดงให้บุคคลภายนอกทราบว่าตนได้ลงหุ้นไว้มากกว่าจำนวนซึ่งได้จดทะเบียน  (มาตรา  1085)

4       หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯ  (มาตรา  1088)

เอก  โท  และตรี  ตกลงเข้าหุ้นจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด  โดยมีเอกเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด  ส่วนโทและตรีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่ห้างฯ  จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล  เอกได้ทำสัญญาซื้อสินค้าจากจัตวาเพื่อนำมาค้าขายตามวัตถุประสงค์ของห้างฯ  และยังไม่ชำระหนี้  เช่นนี้จัตวามีสิทธิเรียกร้อง  เอก  โท  และตรีร่วมกันรับผิดแทนห้างฯได้  เพราะว่าหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด  กฎหมายให้ถือว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ  ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดหรือจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัดจำนวน  ตามมาตรา  1079  จัตวาเจ้าหนี้ของห้างฯ  จึงสามารถฟ้องเรียกให้เอก  โท  และตรีรับผิดได้  แม้ว่าห้างจะยังมิได้เลิกกันก็ตาม  ดังนั้นข้อต่อสู้ของตรีที่ว่า  ห้างหุ้นส่วนจำกัดมิได้เลิกกัน  เจ้าหนี้ของห้างฯ  จะเรียกร้องให้หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดรับผิดมิได้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น  เพราะบทบัญญัติมาตรา  1079  เป็นข้อยกเว้นของมาตรา  1095  วรรคแรกนั่นเอง

สรุป  ข้ออ้างของโทและตรีรับฟังไม่ได้

ข้อ  3  สมชาย  สมศักดิ์  และดุสิต  เป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำกัดแห่งหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์รับจ้างก่อสร้างบ้าน  เมื่อได้จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเสร็จสิ้นแล้ว  สมชายจึงไปทำสัญญาซื้อปูนซีเมนต์จากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย  จำกัด  จำนวน  100  ตัน  โดยสมชายได้บอกกับผู้ขายว่า  จะนำปูนซีเมนต์ดังกล่าวมาใช้ในกิจการของบริษัทซึ่งกำลังจะจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในเร็วๆนี้  หลังจากที่มีการขายหุ้นครบถ้วนแล้ว  จึงได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นและที่ประชุมได้อนุมัติในสัญญาสั่งซื้อปูนซีเมนต์แล้ว    และที่ประชุมได้เลือกสมศักดิ์และดุสิตเป็นกรรมการชุดแรกของบริษัท  ทำให้สมชายไม่พอใจจึงขอถอนการลงทุนโดยอ้างว่าสำคัญผิดคิดว่าตัวเองจะได้เป็นกรรมการบริษัท  แต่สมศักดิ์และดุสิตไม่ยอมให้ถอน  จึงเกิดการทะเลาะกัน  และไม่สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้  บริษัทปูนซีเมนต์จึงมาปรึกษาท่านว่า  ถ้าหนี้ค่าปูนซีเมนต์ถึงกำหนดชำระแล้ว  จะเรียกร้องค่าปูนซีเมนต์จากผู้ใดได้บ้าง  ให้ท่านแนะนำบริษัทปูนซีเมนต์ไทย

ธงคำตอบ

มาตรา  1113  ผู้เริ่มก่อการบริษัทต้องรับผิดร่วมกันและโดยไม่จำกัดในบรรดาหนี้และการจ่ายเงิน  ซึ่งที่ประชุมตั้งบริษัทมิได้อนุมัติ  และแม้จะได้มีอนุมัติก็ยังคงต้องรับผิดอยู่เช่นนั้นไปจนกว่าจะได้จดทะเบียนบริษัท

วินิจฉัย

ตามมาตรา  1113  นั้น  บัญญัติให้ผู้เริ่มก่อการบริษัทต้องร่วมรับผิดกันโดยไม่จำกัดในบรรดาหนี้และการจ่ายเงิน  ซึ่งที่ประชุมตั้งบริษัทมิได้อนุมัติ  และแม้ที่ประชุมตั้งบริษัทจะได้อนุมัติแล้ว  ผู้เริ่มก่อการก็ยังต้องรับผิดอยู่จนกว่าจะได้จดทะเบียนบริษัท  ดังนั้นผู้ก่อการจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ของบริษัทก็ต่อเมื่อที่ประชุมบริษัทได้อนุมัติหนี้ดังกล่าวแล้วและบริษัทได้จดทะเบียนตั้งขึ้น

เหตุที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เริ่มก่อการยังต้องรับผิดอยู่ถึงแม้ว่าที่ประชุมตั้งบริษัทจะได้อนุมัติแล้วก็ตาม  ทั้งนี้ก็เพราะว่าบริษัทยังมิได้จดทะเบียนจึงยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย  จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆไม่สามารถเป็นจำเลยได้  ดังนั้นเจ้าหนี้จึงต้องฟ้องผู้เริ่มก่อการเท่านั้น

แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าที่ประชุมตั้งบริษัทได้อนุมัติสัญญาสั่งซื้อปูนซีเมนต์แล้วก็ตาม  แต่เมื่อบริษัทไม่สามารถจดทะเบียนตั้งขึ้นได้  ผู้ก่อการจัดตั้งบริษัททั้งหมดจึงต้องรับผิดในหนี้ค่าปูนซีเมนต์ดังกล่าว  ตามมาตรา  1113  หาได้หลุดพ้นจากความรับผิดไปไม่  ดังนั้นเมื่อหนี้ค่าปูนซีเมนต์ถึงกำหนดชำระแล้ว  บริษัทปูนซีเมนต์ไทยฯ  เจ้าหนี้จึงเรียกให้สมชาย  สมศักดิ์  และดุสิตซึ่งเป็นผู้ก่อการจัดตั้งบริษัทรับผิดได้

สรุป  บริษัทปูนซีเมนต์ไทย  จำกัด  มีสิทธิเรียกร้องให้สมชาย  สมศักดิ์  และดุสิตรับผิดชำระหนี้ค่าปูนซีเมนต์ได้