LAW3002 (LA 302),(LW 310) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วนการสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2553

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW3002 (LA 302),(LW 310) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ 1 นายแพทย์สมชายเข้าหุ้นกับนายแพทย์สมนึก เปิดคลินิกเสริมความงามและลดความอ้วน แต่การเข้าหุ้นของนายแพทย์ทั้งสองมิได้จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ทั้งสองได้นำเงินมาลงหุ้นคนละ 3 ล้านบาท เปิดกิจการที่ห้างบิ๊กซี สาขาบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยเปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 นาฬิกา ถึง 21.00 นาฬิกา มีนายแพทย์สมชายเป็นผู้ดำเนินกิจการทั้งหมด ส่วนนายแพทย์สมนึกนำเงินมาลงหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว

หากมีกำไรจะแบ่งกำไรเป็นสามส่วน นายแพทย์สมชายได้สองส่วน นายแพทย์สมนึกได้หนึ่งส่วน กิจการดำเนินไปมีกำไรดีทุกปี นายแพทย์สมนึกจึงชักชวนแพทย์หญิงกุลธิดา ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องศัลยกรรมตกแต่งและเสริมความงามมาเข้าหุ้นกันเปิดคลินิกเสริมความงามอีกแห่งหนึ่ง 

โดยเปิดที่ห้างบิ๊กซี สาขาบางพลีเช่นเดียวกัน แต่อยู่กันคนละชั้น มีแพทย์หญิงกุลธิดาเป็นผู้ดำเนินกิจการทั้งหมด ส่วนนายแพทย์สมนึกมิได้ดำเนินกิจการแต่อย่างใด คงนำเงินมาลงหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว นายแพทย์สมชายเห็นว่า นายแพทย์สมนึกมาเปิดคลินิกเสริมความงามที่ห้างบิ๊กซี สาขาบางพลี

ทำให้กิจการของห้างหุ้นส่วนที่ตนลงหุ้นกับนายแพทย์สมนึกมีกำไรลดลง จึงกล่าวหาว่านายแพทย์สมนึกประกอบกิจการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วน และประสงค์จะเรียกเอากำไรที่นายแพทย์สมนึกได้รับมาจากการลงหุ้นด้วย จึงได้มาปรึกษาท่านว่า ในกรณีดังกล่าว นายแพทย์สมชายจะเรียกร้องเอากำไรจากนายแพทย์สมนึกได้หรือไม่ ให้ท่านแนะนำนายแพทย์สมชายด้วย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1038 ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่น โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ

ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรานี้ไซร้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรซึ่งผู้นั้นหาได้ทั้งหมด หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายเพราะเหตุนั้น แต่ท่านห้ามมิให้ฟ้องเรียกเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันทำการฝ่าฝืน

วินิจฉัย

ตามมาตรา 1038 บัญญัติห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนประกอบกิจการที่มีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการค้าขายแข่งกับห้างฯ หากผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นสามารถเรียกเอาผลกำไรทั้งหมด หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นได้

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งเพียงแต่ไปลงหุ้นกับผู้อื่นโดยมิได้เป็นผู้ดำเนินกิจการในห้างหุ้นส่วนอันใหม่นั้น แม้ว่ากิจการที่ร่วมลงหุ้นนั้นจะมีลักษณะเป็นการค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนเดิม ก็ไม่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนเดิมแต่อย่างใด

ตามอุทาหรณ์ การเข้าหุ้นเปิดคลินิกเสริมความงามและลดความอ้วนระหว่างนายแพทย์สมชายกับนายแพทย์สมนึก เมื่อมิได้มีการจดทะเบียนจึงถือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน และการที่นายแพทย์สมนึกได้เข้ามาหุ้นกับแพทย์หญิงกุลธิดาเปิดคลินิกเสริมความงามอีกแห่งหนึ่งนั้น ถึงแม้กิจการดังกล่าวจะมีสภาพดุจเดียวกันและมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนเดิม แต่เมื่อนายแพทย์สมนึกเพียงแต่นำเงินมาลงหุ้น มิได้เข้าดำเนินกิจการในห้างหุ้นส่วนอันใหม่แต่อย่างใด จึงไม่ถือว่านายแพทย์สมนึกได้ประกอบกิจการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนเดิมตามมาตรา 1038 วรรคแรก ดังนั้นนายแพทย์สมชายจึงเรียกเอากำไรที่นายแพทย์สมนึกได้รับมาจากการลงหุ้นจากการเข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับแพทย์หญิงกุลธิดาไม่ได้

สรุป นายแพทย์สมชายจะเรียกร้องเอาผลกำไรจากนายแพทย์สมนึกไม่ได้ เพราะการกระทำของนายแพทย์สมนึก ไม่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการค้าขายแข่งขันกับห้างฯ ตามมาตรา 1038 วรรคแรก

ข้อ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเดช มีนายพรเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด นายเดชเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนี้ได้จดทะเบียนแล้ว ดำเนินกิจการมาได้สามปี เป็นหนี้นายสมศักดิ์ 8 แสนบาท นายพรเห็นว่ากิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่มีกำไรเลย จึงได้โอนหุ้นที่ตนลงไว้ทั้งหมด 1 แสนบาท ให้นายอภิชาติ และได้ออกจากห้างหุ้นส่วนจำกัดไป แต่ก่อนออกจากห้างฯไปนั้น นายพรได้ไปจดทะเบียนออกจากห้างฯด้วย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 และได้จดทะเบียนเพิ่มชื่อนายอภิชาตลงไปว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดลงหุ้นไว้เป็นเงิน 1 แสนบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเดชยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในชื่อเดิมทุกประการ ต่อมาหนี้จำนวน 8 แสนบาท ซึ่งนายสมศักดิ์เป็นเจ้าหนี้ถึงกำหนดชำระ และห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเดชยังเป็นหนี้ค่าสินค้าอีกจำนวน 8 หมื่นบาท นายสมศักดิ์ประสงค์จะฟ้องให้นายพรรับผิดชอบร่วมกับห้างฯด้วย จึงมาปรึกษากับท่านเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 นี้ว่า ในกรณีดังกล่าว นายสมศักดิ์จะเรียกร้องให้นายพรรับผิดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1051 ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไป

มาตรา 1068 ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน

มาตรา 1080 วรรคแรก บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญข้อใดๆ หากมิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปโดยบทบัญญัติแห่งหมวด 3 นี้ ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย

มาตรา 1082 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนใดยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็นชื่อห้างไซร้ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนดังว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดฉะนั้น

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ การที่นายพรซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้ยินยอมให้ใช้ชื่อของตนเองระคนเป็นชื่อของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเดช นายพรจึงต้องรับผิดในหนี้สินของห้างฯ เสมือนว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดตามมาตรา 1082 วรรคแรก

และเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นเป็นหนี้นายสมศักดิ์ 8 แสนบาท และนายพรได้โอนหุ้นที่ตนลงไว้ให้นายอภิชาติและได้จดทะเบียนออกจากห้างฯไปนั้น กรณีนี้แม้นายพรจะได้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไปแล้ว แต่หนี้สินดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่นายพรได้ออกจากหุ้นส่วนไป นายพรจึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วยตามมาตรา 1051 ประกอบกับมาตรา 1080 วรรคแรก และเมื่อปรากฏว่านายสมศักดิ์ได้มาปรึกษาข้าพเจ้าเพื่อที่จะฟ้องนายพรให้รับผิดชอบร่วมกับห้างฯนั้น คือวันที่ 28 กันยายน 2553 ซึ่งยังไม่ครบกำหนดเวลา 2 ปีนับแต่วันที่นายพรได้ออกจากห้างหุ้นส่วนไป ดังนั้นนายสมศักดิ์ย่อมสามารถฟ้องให้นายพรรับผิดร่วมกับห้างฯได้ตามมาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 วรรคแรก

สรุป นายสมศักดิ์เรียกร้องให้นายพรรับผิดได้

ข้อ 3 นางสาวเพ็ญ นางสาวพร และนายเพชร เป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท น้ำเพชร จำกัด แต่ก่อนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด นายเพชรได้สั่งซื้อสินค้าจากนายทองเพื่อจะนำมาขายในบริษัท น้ำเพชรจำกัด ไว้เป็นเงิน 5 แสนบาท เนื่องจากเกรงว่าหากไม่สั่งซื้อไว้ก่อนสินค้าดังกล่าวจะขึ้นราคาไปมากกว่านี้ แต่เมื่อวันประชุมตั้งบริษัท นายเพชรไม่ได้นำสัญญาที่สั่งซื้อสินค้านั้นมาให้ที่ประชุมตั้งบริษัทให้ความเห็นชอบ แต่เมื่อบริษัทได้จดทะเบียนตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้ว นายเพชรซึ่งได้รับเลือกเป็นกรรมการบริษัทก็ได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นทุกคน เมื่อถึงวันประชุม ผู้ถือหุ้นทุกคนก็มีมติให้การรับรองสัญญาที่นายเพชรได้ทำไว้ทั้งหมดรวมทั้งสัญญาที่สั่งซื้อสินค้าจากนายทองด้วย แต่การบริหารงานของนายเพชรทำให้บริษัทขาดทุนไม่อาจใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ นายทองจึงมาปรึกษาท่านว่าในกรณีดังกล่าว นายทองจะเรียกร้องให้ผู้ใดรับผิดในหนี้ค่าสินค้าจำนวน 5 แสนบาทได้บ้าง ให้ท่านแนะนำนายทอง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1113 ผู้เริ่มก่อการบริษัทต้องรับผิดร่วมกันและโดยไม่จำกัดในบรรดาหนี้และการจ่ายเงินซึ่งที่ประชุมตั้งบริษัทมิได้อนุมัติ และแม้จะได้มีอนุมัติก็ยังคงต้องรับผิดอยู่เช่นนั้นไปจนกว่าจะได้จดทะเบียนบริษัท

วินิจฉัย

ตามมาตรา 1113 นั้น บัญญัติให้ผู้เริ่มก่อการต้องร่วมรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดในบรรดาหนี้และการจ่ายเงิน ซึ่งที่ประชุมตั้งบริษัทมิได้อนุมัติ และแม้ที่ประชุมตั้งบริษัทจะได้อนุมัติแล้ว ผู้เริ่มก่อการก็ยังต้องรับผิดจนกว่าจะได้จดทะเบียนบริษัท ดังนั้นผู้เริ่มก่อการจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ของบริษัทก็ต่อเมื่อที่ประชุมตั้งบริษัทได้อนุมัติหนี้ดังกล่าวแล้วและบริษัทได้จดทะเบียนตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ตามอุทาหรณ์ การที่นายเพชรซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท น้ำเพชร จำกัด ร่วมกับนางสาวเพ็ญ และนางสาวพร ได้สั่งซื้อสินค้าจากนายทองเพื่อจะนำมาขายในบริษัท น้ำเพชร จำกัด ถือเป็นหนี้ที่ผู้เริ่มก่อการบริษัทได้ทำไว้ในการเริ่มก่อตั้งบริษัท เมื่อปรากฏว่าในวันประชุมตั้งบริษัท นายเพชรไม่ได้นำสัญญาที่สั่งซื้อสินค้าดังกล่าวมาให้ที่ประชุมตั้งบริษัทให้ความเห็นชอบและอนุมัติ นายเพชรและผู้เริ่มก่อการทั้งหมดจึงยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามสัญญานั้นตามมาตรา 1113

และกรณีตามข้อเท็จจริง เมื่อบริษัทได้จดทะเบียนตั้งขึ้นแล้ว ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ให้การรับรองสัญญาที่นายเพชรสั่งซื้อสินค้าจากนายทองด้วย จึงเท่ากับว่าบริษัท น้ำเพชร จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ยินยอมรับผิดชดใช้หนี้ดังกล่าวแล้ว ดังนั้นนายทองจึงเรียกร้องให้บริษัท น้ำเพชร จำกัด พร้อมทั้งนายเพชร นางสาวเพ็ญและนางสาวพร ซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อการบริษัทรับผิดในหนี้ค่าสินค้าได้

สรุป นางทองเรียกร้องให้บริษัท น้ำเพชร จำกัด นายเพชร นางสาวเพ็ญ และนางสาวพร รับผิดในหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวได้