LAW2012 (LA212),(LW212) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย S/2553

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2012 (LA 212),(LW 212) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  นายชายอยู่กินกับนางสมฉันสามีภริยา  โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส  นายชายขวนขวายจัดให้นางสมเอาประกันชีวิตแบบอาศัยความมรณะไว้กับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งเป็นเงิน  1  ล้านบาท  โดยนายชายเป็นผู้ให้ข้อความในแบบพิมพ์คำขอประกันชีวิต  และนายชายเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันแทนนางสม  ในกรมธรรม์ประกันภัยมีชื่อผู้เอาประกันคือนางสม  แต่ระบุให้นายชายเป็นผู้รับประโยชน์  

ต่อมาในระหว่างที่สัญญามีผลบังคับ  นางสมถึงแก่ความตาย  นายชายจึงยื่นขอรับประโยชน์  ปรากฏว่าบริษัทประกันชีวิตปฏิเสธการจ่ายเงิน  อ้างว่านางสมไม่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยเอง  แต่นายชายเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกัน  นายชายจึงเป็นผู้เอาประกันไม่ใช่นางสม  สัญญาประกันชีวิตรายนี้จึงเป็นการที่นายชายประกันชีวิตผู้อื่นคือนางสม  ไม่ใช่เป็นการที่นางสมประกันชีวิตตนเอง  ดังนี้ให้วินิจฉัยว่า 

(ก)   สัญญานี้ใครเป็นผู้เอาประกันชีวิต

(ข)  เป็นการประกันชีวิตตนเองหรือผู้อื่น

(ค)  สัญญาผูกพันหรือไม่

(ง)   บริษัทประกันชีวิตต้องจ่ายเงิน  1  ล้านบาท  ให้นายชายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  862  ตามข้อความในลักษณะนี้

คำว่า  ผู้เอาประกันภัย  ท่านหมายความว่า  คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย

มาตรา  863  อันสัญญาประกันภัยนั้น  ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้  ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

มาตรา  867  วรรคสาม  กรมธรรม์ประกันภัย  ต้องลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัย  และมีรายการดังต่อไปนี้

(8)  ชื่อหรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย

มาตรา  889  ในสัญญาประกันชีวิตนั้น  การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง

วินิจฉัย

 กรณีตามอุทาหรณ์  พิจารณาได้ดังนี้
(ก)   จากข้อเท็จจริง  การที่นายชายเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันภัยนั้น  ไม่ได้หมายความว่านายชายจะต้องเป็นผู้เอาประกันภัยเสมอไป  เพราะเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ตามสัญญาซึ่งผู้เอาประกันภัยตกลงจะส่งให้ผู้รับประกันภัย  (มาตรา  862)  ซึ่งในทางปฏิบัติผู้เอาประกันภัยอาจไม่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยด้วยตนเอง  คนอื่นซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอาจเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยแทนผู้เอาประกันภัยก็ได้

ส่วนใครเป็นผู้เอาประกันภัยรายนี้นั้น  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายชายได้ขวนขวายจัดให้นางสมเอาประกันชีวิต  และในกรมธรรม์ประกันภัยมีชื่อผู้เอาประกันภัยคือ  นางสม  ดังนั้นตามมาตรา  867  วรรคสาม(8)  สัญญานี้ผู้เอาประกันชีวิตก็คือนางสมนั่นเอง  ทั้งนี้เพราะนางสมเป็นผู้เอาประกันโดยแท้จริง  และมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงในเรื่องส่วนได้เสียแต่อย่างใด (ฎ. 1769/2521)

 (ข)   จากข้อเท็จจริง  เมื่อนางสมเป็นผู้เอาประกันชีวิต  และชีวิตที่เอาประกันแบบอาศัยความมรณะ  ก็คือชีวิตของนางสมเอง  จึงเป็นการประกันชีวิตตนเอง

 (ค)   จากข้อเท็จจริง  เมื่อเป็นการเอาประกันชีวิตของนางสม  โดยนางสมเป็นผู้เอาประกันซึ่งเป็นการประกันชีวิตตนเอง  ดังนั้น   จึงถือว่านางสมผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้น  เพราะในเรื่องสัญญาประกันชีวิตมีหลักอยู่ว่า  ทุกคนล้วนแล้วแต่มีส่วนได้เสียในชีวิตของตนเองทั้งสิ้น  ดังนั้น  สัญญาจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามมาตรา  863

 (ง)   จากข้อเท็จจริง  เมื่อสัญญาประกันชีวิตมีผลผูกพันคู่สัญญา  และนางสมผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่ความตายนั้น  ดังนั้น  บริษัทประกันชีวิตจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินประกันจำนวน  1  ล้านบาท  ให้แก่นายชายผู้รับประโยชน์ (มาตรา 889) 

สรุป

(ก)    สัญญานี้นางสมเป็นผู้เอาประกันชีวิต

(ข)   เป็นการประกันชีวิตตนเอง

(ค)   สัญญามีผลผูกพัน

(ง)    บริษัทประกันชีวิตต้องจ่ายเงิน  1  ล้านบาทให้แก่นายชาย

ข้อ  2  นายสมหวังนำตึกหลังหนึ่งไปทำสัญญาประกันอัคคีภัยไว้กับบริษัทดำในวงเงิน  200,000  บาท  และต่อมานำไปประกันไว้กับบริษัทแดงในวงเงิน  400,000  บาท  เกิดอัคคีภัยเสียหาย  250,000  บาท  อยากทราบว่า  บริษัทดำและบริษัทแดงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายสมหวังหรือไม่  ถ้าต้องรับผิดจะรับผิดมากน้อยเพียงใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  870  ถ้าได้ทำสัญญาประกันภัยเป็นสองรายหรือกว่านั้นพร้อมกันเพื่อความวินาศภัยอันเดียวกัน  และจำนวนเงินซึ่งเอาประกันรวมกันทั้งหมดนั้นท่วมจำนวนที่วินาศจริงไซร้  ท่านว่าผู้รับประโยชน์ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียงเสมอจำนวนวินาศจริงเท่านั้น  ผู้รับประกันภัยแต่ละคนต้องใช้เงินจำนวนวินาศจริงแบ่งตามส่วนมากน้อยที่ตนได้รับประกันภัยไว้

อันสัญญาประกันภัยทั้งหลาย  ถ้าลงวันเดียวกัน  ท่านให้ถือว่าได้ทำพร้อมกัน

ถ้าได้ทำสัญญาประกันภัยเป็นสองรายหรือกว่านั้นสืบเนื่องเป็นลำดับกัน  ท่านว่าผู้รับประกันภัยรายแรกจะต้องรับผิดเพื่อความวินาศภัยก่อน  ถ้าและจำนวนเงินซึ่งผู้รับประกันภัยคนแรกได้ใช้นั้นยังไม่คุ้มจำนวนวินาศภัยไซร้  ผู้รับประกันภัยคนถัดไปก็ต้องรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่นั้นต่อๆกันไปจนกว่าจะคุ้มวินาศ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายสมหวังนำตึกหลังหนึ่งไปทำสัญญาประกันอัคคีภัยไว้กับบริษัทดำและต่อมานำไปประกันไว้กับบริษัทแดงอีกนั้น  ถือเป็นเรื่องการประกันวินาศภัยหลายรายในวัตถุเดียวกันและเป็นสัญญาสืบต่อเนื่องกัน  ซึ่งตามหลักในเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีเกิดวินาศภัยนั้น  ผู้รับประโยชน์จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเท่าที่เสียหายจริง  และตามมาตรา  870  วรรคสามได้กำหนดไว้ว่า  ถ้าผู้เอาประกันภัยได้ทำสัญญาประกันภัยเป็นสองรายหรือกว่านั้นสืบเนื่องเป็นลำดับกัน  ผู้รับประกันภัยคนแรกจะต้องรับผิดเพื่อความวินาศภัยก่อน  ถ้าและจำนวนเงินซึ่งผู้รับประกันภัยคนแรกได้ใช้นั้นยังไม่คุ้มจำนวนเงินวินาศภัย  ผู้รับประกันภัยคนถัดไปก็ต้องรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่นั้นต่อๆกันไปจนกว่าจะคุ้มวินาศ

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ได้เกิดวินาศภัยคืออัคคีภัยขึ้นเสียหายเป็นจำนวนเงิน 250,000  บาท  ดังนั้น  บริษัทดำและบริษัทแดงจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายสมหวังตามลำดับดังนี้คือ  บริษัทดำผู้รับประกันภัยรายแรกจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อน  เป็นจำนวนเงิน  200,000  บาท  เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับประกันไว้  เมื่อปรากฏว่ายังไม่คุ้มจำนวนวินาศภัย  บริษัทแดงผู้รับประกันภัยรายต่อมาจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ยังไม่คุ้มเป็นจำนวนเงิน  50,000 บาท  (ตามมาตรา  870  วรรคสาม)

สรุป  บริษัทดำและบริษัทแดงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายสมหวัง  โดยบริษัทดำต้องรับผิดเป็นจำนวน  200,000  บาท  ส่วนบริษัทแดงรับผิดเป็นจำนวน  50,000  บาท

ข้อ  3  นายเอกชัยสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวาสนา  ทำสัญญาประกันชีวิตแบบอาศัยความมรณะไว้กับบริษัท  แสนดีประกันชีวิต  จำนวนเงินที่เอาประกันภัย  2,000,000  บาท  โดยระบุให้นางวาสนาเป็นผู้รับประโยชน์  นางวาสนาทะเลาะกับนายเอกชัยอย่างรุนแรงเนื่องจากว่านายเอกชัยระแวงว่านางวาสนาจะกลับไปอยู่กับสามีเก่าและคิดจะฆ่าตนเองเพื่อเอาเงินประกันภัย  นางวาสนาน้อยใจนายเอกชัยจึงหนีไปอยู่กับน้องสาว  ต่อมาบริษัทประกันภัยส่งกรมธรรม์มาให้  นายเอกชัยจึงทำหนังสือแจ้งไปที่บริษัทประกันภัยว่าตนเองต้องการเปลี่ยนผู้รับประโยชน์เป็นนายเอกราชลูกชาย  ซึ่งเป็นลูกกับภริยาคนก่อน  หลังจากนั้นอีก  2  ปี  นายเอกชัยเดินทางไปดูงานที่ต่างจังหวัดได้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต  นางวาสนาได้ทราบข่าวทางหนังสือพิมพ์  จึงได้ไปเรียกร้องขอเงินประกันชีวิต  แต่บริษัทประกันภัยแจ้งว่าได้จ่ายเงินให้แก่นายเอกราชไปแล้ว  ดังนี้  บริษัทฯ  แสนดีประกันภัยจ่ายเงินให้นายเอกราชนั้นถูกต้องหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  891  วรรคแรก  แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี  ผู้เอาประกันภัยย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้  เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว  และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจำนงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  891  วรรคแรกนั้น  แม้ผู้เอาประกันชีวิตจะได้กำหนดตัวผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตไว้แล้ว  ผู้เอาประกันชีวิตก็ยังมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์ตามสัญญานั้นให้บุคคลอื่นได้  (โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิตในการที่จะได้รับชดใช้เงินที่เอาประกันภัย)  เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขทั้ง  2  ประการต่อไปนี้  ผู้เอาประกันชีวิตไม่มีสิทธิโอนประโยชน์ให้แก่ผู้ใดอีก  คือ

1       ได้ส่งมอบกรมธรรม์นั้นให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว และ

2       ผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจำนงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายเอกชัยทำหนังสือแจ้งไปที่บริษัทประกันภัยว่าต้องการเปลี่ยนตัวผู้รับประโยชน์เป็นนายเอกราชลูกชายนั้น  ถือเป็นการโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันภัยให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งคือจากนางวาสนาเป็นนายเอกราช  เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า  นางวาสนาผู้รับประโยชน์ยังไม่ได้รับมอบกรมธรรม์ประกันภัย  เนื่องจากหนีไปอยู่กับน้องสาว  และไม่ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังบริษัทประกันภัยว่าตนเองประสงค์จะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญาประกันภัยนั้น  ดังนั้น  การโอนประโยชน์ในสัญญาประกันภัยที่นายเอกชัยได้กระทำนั้นจึงมีผลสมบูรณ์  นายเอกราชจึงเป็นผู้รับโอนประโยชน์แห่งสัญญาประกันภัยตามมาตรา  891  วรรคแรก  ดังนั้น  เมื่อปรากฏว่านายเอกชัยประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย  การที่บริษัท  แสนดีประกันภัยจ่ายเงินประกันภัยตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาให้นายเอกราชนั้นจึงถูกต้องแล้ว

สรุป  บริษัท  แสนดีประกันภัยจ่ายเงินให้นายเอกราชนั้นถูกต้องแล้ว