LAW2012 (LA212),(LW212)กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 2/2553

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2553

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2012 (LA 212),(LW 212) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ 

ข้อ  1  นายบวรติดต่อทำสัญญาประกันชีวิตของนางจันทร์ภริยากับบริษัท  มั่นใจประกันชีวิต  จำกัด  ในการแถลงถึงสุขภาพ  นายบวรแถลงว่าภริยามีสุขภาพดี  ซึ่งความเป็นจริงนางจันทร์เป็นมะเร็งที่เต้านม  แต่นางจันทร์นิ่งเฉยเสีย  บริษัทตกลงรับทำประกันภัยให้  เวลาผ่านไปหกเดือนหลังจากทำสัญญา  นางจันทร์ได้เสียชีวิตลงเพราะถูกไฟฟ้าดูด  นายบวรจึงติดต่อขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท  แต่บริษัทปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่านางจันทร์ปกปิดข้อความจริง  นายบวรโต้แย้งว่านายบวรเป็นผู้เอาประกันไม่เกี่ยวกับการปกปิดของนางจันทร์  และการที่นางจันทร์เสียชีวิตมาจากสาเหตุไฟฟ้าดูด  ซึ่งไม่เกี่ยวกับโรค  ดังนี้  ข้อโต้แย้งของนายบวรฟังขึ้นหรือไม่  อย่างไร  ให้อธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  863  อันสัญญาประกันภัยนั้น  ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้  ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

มาตรา  865  ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย  ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิตบุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี  รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา  หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้  ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ

ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี  หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี  ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  นายบวรและนางจันทร์เป็นสามีภริยากัน  จึงถือว่านายบวรมีส่วนได้เสียในเหตุที่

เอาประกัน  สัญญาประกันชีวิตจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามมาตรา  863

ตามข้อเท็จจริง  การที่นายบวรติดต่อทำสัญญาประกันชีวิตของนางจันทร์กับบริษัท  มั่นใจประกันชีวิตจำกัด โดยที่นางจันทร์ผู้ถูกเอาประกันนิ่งเฉยเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงว่าตนเป็นมะเร็งที่เต้านม  ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญ  โดยหากบริษัทฯได้ทราบความจริงก็จะเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น  หรือมิฉะนั้นก็บอกปัดไม่ทำสัญญาด้วยนั้น  ย่อมส่งผลทำให้สัญญาประกันชีวิตดังกล่าวตกเป็นโมฆียะตามมาตรา  865

และเมื่อนางจันทร์เสียชีวิตและบริษัทฯปฏิเสธการจ่ายเงิน  การที่นายบวรได้โต้แย้งว่าตนเป็นผู้เอาประกันไม่เกี่ยวกับการปกปิดของนางจันทร์นั้น  ฟังไม่ขึ้น  เพราะหน้าที่เปิดเผยข้อความจริงตามมาตรา  865  ย่อมเป็นของทั้งผู้เอาประกันและผู้ถูกเอาประกัน

ส่วนการโต้แย้งที่ว่านางจันทร์เสียชีวิตจากการถูกไฟฟ้าดูดไม่เกี่ยวกับโรคนั้น  ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน  เพราะสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวตกเป็นโมฆียะแล้วตั้งแต่ต้น  แม้เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด  บริษัทก็มีสิทธิบอกล้างและปฏิเสธการจ่ายเงินได้ทั้งสิ้น  หากเป็นการใช้สิทธิบอกล้างภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

สรุป  ข้อโต้แย้งของนายบวรฟังไม่ขึ้นทั้งสองกรณี

ข้อ  2  นายมีเจ้าของตึกแถวทำสัญญาเอาประกันอัคคีภัยไว้กับบริษัทประกันวินาศภัยแห่งหนึ่ง  โดยระบุให้นายมากเจ้าหนี้เป็นผู้รับประโยชน์  กำหนดเวลาคุ้มครอง  1  ปี  หนึ่งอาทิตย์ต่อมานายมากแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบว่าเมื่อเกิดเพลิงไหม้บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน  สองเดือนต่อมานายมีขายตึกแถวนี้ให้นายแมน  โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน  หลังจากนั้น  7  วันต่อมานายมีบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังบริษัทประกันวินาศภัย  ต่อมาอีก  1  เดือน  ในระหว่างที่สัญญามีผลบังคับเกิดอัคคีภัยขึ้นทำให้ตึกแถวของนายมีเสียหายทั้งหมด  ดังนี้อยากทราบว่า  นายมี  นายมาก  นายแมน  ใครเป็นผู้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  374  วรรคสอง  ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น  สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น

มาตรา  875  ถ้าวัตถุอันได้เอาประกันภัยไว้นั้น  เปลี่ยนมือไปจากผู้เอาประกันภัยโดยพินัยกรรมก็ดี  หรือโดยบัญญัติกฎหมายก็ดี  ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยก็ย่อมโอนตามไปด้วย

ถ้าในสัญญามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  เมื่อผู้เอาประกันภัยโอนวัตถุที่เอาประกันภัยและบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันไซร้  ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยนั้นย่อมโอนตามไปด้วย  อนึ่งถ้าในการโอนเช่นนี้ช่องแห่งภัยเปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มขึ้นหนักไซร้  ท่านว่าสัญญาประกันภัยนั้นกลายเป็นโมฆะ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  โดยปกติสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่เกิดวินาศภัยขึ้นนั้นย่อมเป็นของคู่สัญญา  คือ  นายมีผู้เอาประกันภัย แต่เมื่อนายมีระบุให้นายมากเป็นผู้รับประโยชน์  และนายมากได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น  คือ  ได้ปฏิบัติตามมาตรา  374  วรรคสองแล้ว  สิทธินี้จึงตกไปเป็นของนายมาก

ตามข้อเท็จจริง  แม้ต่อมานายมีจะได้โอนวัตถุที่เอาประกันภัยคือตึกแถวให้นายแมน  และได้บอกกล่าวการโอนไปยังบริษัทประกันภัย  ซึ่งโดยหลักจะมีผลทำให้สิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยโอนตามไปด้วย  ตามมาตรา  875  วรรคสองก็ตาม  แต่เมื่อปรากฏว่านายมีไม่มีสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทน  ผู้ที่มีสิทธิคือนายมาก  ดังนั้น  สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจึงไม่โอนไปยังนายแมน  เพราะสิทธิดังกล่าวจะโอนไปได้ก็ต่อเมื่อนายมีผู้เอาประกันเป็นผู้มีสิทธิเท่านั้น ดังนั้น  เมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้นทำให้ตึกแถวของนายมีเสียหาย  และในสัญญามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  นายมากผู้รับประโยชน์จึงเป็นผู้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย

สรุป  การโอนวัตถุที่เอาประกันภัยรายนี้  ไม่ทำให้สิทธิตามสัญญาประกันภัยโอนไปยังผู้รับโอน  คือนายแมน  ผู้มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนคือนายมาก

ข้อ  3   นายดำได้ทำสัญญาประกันชีวิตตนเองโดยอาศัยเหตุแห่งการมรณะไว้กับบริษัท  ประกันชีวิต  จำกัด  จำนวนเงินที่เอาประกัน  5  แสนบาท  สัญญากำหนด  10  ปี  ระบุให้นางเหลืองภริยาเป็นผู้รับประโยชน์  ในขณะทำสัญญานายดำได้แถลงอายุของตนกับบริษัทว่ามีอายุ  58  ปี  ทั้งที่อายุจริงของนายดำคือ  63  ปี  ทั้งนี้เพื่อให้อายุอยู่ในเกณฑ์ตามข้อกำหนดของบริษัท  ซึ่งบริษัทได้กำหนดว่าผู้ที่จะเอาประกันชีวิตได้นั้นต้องมีอายุขั้นสูงไม่เกิน  60  ปี  ในระหว่างอายุสัญญานายดำประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  นางเหลืองจึงไปขอรับเงินตามสัญญาประกันชีวิตในฐานะผู้รับประโยชน์  แต่บริษัทปฏิเสธการจ่าย  โดยอ้างว่านายดำปกปิดเรื่องอายุ  โดยแถลงไว้คลาดเคลื่อน  สัญญาจึงเป็นโมฆียะ  และได้บอกล้างสัญญาประกันชีวิตนี้ภายในกำหนดระยะเวลาบอกล้าง  จงวินิจฉัยว่า  บริษัทมีสิทธิที่จะบอกล้างได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบการวินิจฉัยด้วย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  863  อันสัญญาประกันภัยนั้น  ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้  ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

มาตรา  889  ในสัญญาประกันชีวิตนั้น  การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง

มาตรา  893  วรรคสอง  แต่ถ้าผู้รับประกันภัยพิสูจน์ได้ว่าในขณะที่ทำสัญญานั้น  อายุที่ถูกต้องแท้จริงอยู่นอกจำกัดอัตราตามทางการค้าปกติของเขาแล้ว  ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  นายดำได้ทำสัญญาประกันชีวิตตนเองโดยอาศัยเหตุแห่งการมรณะ  จึงถือว่านายดำเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกัน  สัญญาจึงมีผลผูกพันตามมาตรา  863  ประกอบมาตรา  889

ตามข้อเท็จจริง  ในขณะทำสัญญา  ดำได้แถลงอายุของตนคลาดเคลื่อน  เพื่อให้อายุอยู่ในเกณฑ์ตามข้อกำหนดของบริษัท  ซึ่งแท้จริงแล้ว  อายุของดำอยู่นอกจำกัดอัตราตามทางการค้าปกติของบริษัท  จึงทำให้สัญญาประกันชีวิตของดำตกเป็นโมฆียะตามมาตรา  893  วรรคสอง

เมื่อสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ  บริษัทจึงมีสิทธิที่จะบอกล้างได้ภายในกำหนดระยะเวลาการบอกล้าง  ข้ออ้างของบริษัทจึงฟังขึ้น  ดังนั้น  นางเหลืองผู้รับประโยชน์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิตของดำ

สรุป  สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ  บริษัทมีสิทธิบอกล้างได้