LAW2012 (LA 212),(LW 212) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย S/2548

การสอบภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2548

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2012 (LA 212),(LW 212) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  หนึ่งได้นำรถยนต์ของตนไปประกันวินาศภัยไว้กับบริษัท  ประกันภัย  จำกัด  จำนวนเงินที่เอาประกัน  4  แสนบาท  สัญญากำหนด  1  ปี  วนเวลาทำสัญญาหนึ่งได้กรอกข้อความลงในแบบคำขอเอาประกันภัยว่ารถยนต์ของตนมีสภาพดี  ไม่เคยถูกชนมาก่อน  ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่ารถยนต์เคยพลิกคว่ำมาแล้วแต่ไม่อยากเปิดเผยให้บริษัททราบ  เพราะเกรงว่าบริษัทจะไม่ยอมรับประกันในวงเงินสูงถึง  4  แสนบาท  ซึ่งถ้าบริษัททราบเรื่องนี้คงจะลดจำนวนเงินที่เอาประกันภัยลงเหลือเพียง  3  แสนบาทเท่านั้น  ต่อมาในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย  หนึ่งได้ขับรถคันดังกล่าวด้วยอาการมึนเมาสุราโดยประมาทเลินเล่อไปชนเสาไฟฟ้าทำให้รถเสียหาย  เสียค่าซ่อมไป  1  แสนบาท  หนึ่งจึงไปเรียกร้องให้บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทน  แต่บริษัทปฏิเสธความรับผิด  โดยอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆียะ  เพราะหนึ่งได้ปกปิดความจริงในเรื่องรถยนต์ที่เคยพลิกคว่ำมาแล้ว  จงวินิจฉัยว่าข้ออ้างของบริษัทฟังได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  863  อันสัญญาประกันภัยนั้น  ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้  ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

มาตรา  865  ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย  ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิตบุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี  รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา  หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้  ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆะ

วินิจฉัย

หนึ่งเป็นเจ้าของรถที่นำไปเอาประกัน  ย่อมมีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย  สัญญามีผลผูกพันตามมาตรา  863

การที่หนึ่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรู้อยู่แล้วละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงอันจะเป็นเหตุให้สัญญาประกันภัยตกเป็นโมฆียะตามมาตรา  865  นั้น  จะต้องเป็นข้อความจริงที่มีลักษณะสำคัญถึงขนาดว่าอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา

แต่จากข้อเท็จจริง  บริษัทไม่อาจอ้างเหตุที่หนึ่งปกปิดความจริงเรื่องรถเคยพลิกคว่ำมาก่อนขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้  เพราะความจริงที่ปกปิดเป็นเพียงเหตุให้บริษัทประกันภัยจะไม่ยอมรับประกันภัยในวงเงินที่สูงถึง  4  แสนบาท  แต่จะรับประกันภัยในวงเงินที่เอาประกันเพียง  3  แสนบาทเท่านั้น  มิใช่จะจูงใจให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น  หรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา  จึงใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ตามมาตรา  865  วรรคแรก

สรุป  ข้ออ้างของบริษัทฟังไม่ขึ้น

ข้อ  2  ดำเป็นเจ้าของรถยนต์  เขาได้นำรถคันดังกล่าวไปให้แดงเช่าเพื่อทำเป็นรถแท็กซี่มิเตอร์รับส่งคนโดยสาร  ต่อมาแดงได้นำรถไปทำสัญญาประกันวินาศภัยไว้กับบริษัท  ประกันภัย  จำกัดจำนวนเงินที่เอาประกัน  2  แสนบาท  สัญญากำหนด  1  ปี  ระบุให้ดำเป็นผู้รับประโยชน์  หลังจากทำสัญญาประกันภัยไปได้  5  เดือน  ดำก็ได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้กับขาวไปในราคา  4  แสนบาท  โดยแดงซึ่งเป็นทั้งผู้เช่าและผู้เอาประกันภัยเป็นผู้แจ้งการซื้อขายให้บริษัททราบแล้ว  ต่อมาอีก  3  เดือน  ขาวได้ขับรถโดยประมาทไปชนรถยนต์บรรทุกที่จอดอยู่ริมถนน  รถของขาวเสียหาย  เสียค่าซ่อมไปเป็นเงิน  1  แสนบาท  จงวินิจฉัยว่าขาวจะเรียกให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยที่แดงได้ทำไว้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  863  อันสัญญาประกันภัยนั้น  ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้  ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

มาตรา  875  วรรคสอง  ถ้าในสัญญามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น  เมื่อผู้เอาประกันภัยโอนวัตถุที่เอาประกันภัยและบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันไซร้  ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยนั้นย่อมโอนตามไปด้วย  อนึ่งถ้าในการโอนเช่นนี้ช่องแห่งภัยเปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มขึ้นหนักไซร้  ท่านว่าสัญญาประกันภัยนั้นกลายเป็นโมฆะ

วินิจฉัย

แดงเป็นผู้เช่ารถจากดำ  แม้แดงจะไม่ได้เป็นเจ้าของ  แต่เขาก็เป็นผู้เช่าย่อมมีส่วนได้เสียตามสัญญาเช่า  จึงสามารถนำรถที่เช่าไปทำสัญญาประกันภัยได้สัญญาจึงมีผลผูกพัน  ตามมาตรา  863

ขาวจะเรียกให้บริษัทประกันภัยที่แดงผู้เช่าได้ทำสัญญาประกันภัยไว้  ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตนนั้นไม่ได้  เพราะสิทธิตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวไม่ได้โอนตามวัตถุที่เอาประกันภัยมาที่ขาวผู้ซื้อ  เนื่องจากแดงเป็นเพียงผู้เช่าและเป็นผู้เอาประกันภัยที่มีส่วนได้เสียตามสัญญาเช่าเท่านั้น  แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เอาประกันแต่อย่างใด  อีกทั้งดำซึ่งเป็นเจ้าของรถที่ไม่ได้เป็นผู้เอาประกันภัยตามเงื่อนไขของกฎหมาย  ดังนั้นแม้ว่าสัญญาประกันภัยจะไม่ได้กำหนดข้อห้ามโอนไว้  และแดงผู้เอาประกันได้แจ้งให้บริษัททราบแล้วก็ตาม  แต่ก็ไม่มีผลให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยโอนมายังขาวได้ตามมาตรา  863  และมาตรา  875  วรรคสอง

สรุป  ขาวเรียกให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามสัญญาประกันภัยไม่ได้

ข้อ  3  เอกได้ทำสัญญาประกันชีวิตตนเองโดยอาศัยเหตุแห่งการสรณะไว้กับบริษัท  ประกันชีวิต  จำกัด  จำนวนเงินที่เอาประกัน  1  ล้านบาท  สัญญากำหนด  10  ปี  ระบุให้โทน้องชายเป็นผู้รับประโยชน์  โดยที่โทยังไม่ทราบว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์  หลังจากทำสัญญาประกันชีวิตได้  8  เดือน  โทน้องชายทำธุรกิจขาดทุน  เอกสงสารน้องและต้องการช่วยเหลือ  เขาจึงคิดฆ่าตัวตายเพื่อให้โทได้รับเงินตามสัญญาประกันชีวิตจึงกินยาฆ่าแมลงเข้าไป  โทมาพบเข้าจึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเขาเป็นคนขับรถเอง  ระหว่างทางโทขับรถโดยประมาทด้วยความเร่งรีบจึงชนท้ายรถบรรทุกอย่างแรง  ด้วยแรงกระแทกของรถทำให้เอกถึงแก่ความตายทันที  โททราบเรื่องที่เอกทำสัญญาประกันชีวิตไว้  จึงไปขอรับเงินจากบริษัทประกันฯ  จงวินิจฉัยว่าบริษัทจะจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่โทหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  863  อันสัญญาประกันภัยนั้น  ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้  ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

มาตรา  889  ในสัญญาประกันชีวิตนั้น  การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง

มาตรา  890  จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น  จะชำระเป็นเงินจำนวนเดียว  หรือเป็นเงินรายปีก็ได้  สุดแล้วแต่จะตกลงกันระหว่างคู่สัญญา

มาตรา  891  วรรคแรก  แม้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้รับประโยชน์เองก็ดี  ผู้เอาประกันภัยย่อมมีสิทธิที่จะโอนประโยชน์แห่งสัญญานั้นให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้  เว้นแต่จะได้ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก้ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว  และผู้รับประโยชน์ได้บอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้รับประกันภัยแล้วว่าตนจำนงจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้น

มาตรา  895   เมื่อใดจะต้องใช้จำนวนเงินในเหตุมรณะของบุคคลคนหนึ่งคนใด  ท่านว่าผู้รับประกันภัยจำต้องใช้เงินนั้นในเมื่อมรณภัยอันนั้นเกิดขึ้น  เว้นแต่

(1)          บุคคลผู้นั้นได้กระทำอัตตวินิบาตด้วยใจสมัครภายในปีหนึ่งนับแต่วันทำสัญญา  หรือ

(2)          บุคคลผู้นั้นถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา

วินิจฉัย

เอกเอาประกันชีวิตตนเองโดยอาศัยเหตุแห่งการมรณะ  ย่อมมีส่วนได้เสียตามมาตรา  863  ประกอบมาตรา  889  สัญญาประกันชีวิตมีผลผูกพัน

โทเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาฯ  ที่เอกทำไว้  ดังนั้นเมื่อมีมรณะเกิดขึ้น  บริษัทก็ต้องจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่โท  ตามมาตรา  890  ประกอบมาตรา  895  วรรคแรก  แม้โทจะไม่ทราบว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์เขาก็ยังคงได้รับประโยชน์ตามสัญญาอยู่เพราะไม่มีการโอนประโยชน์ให้กับใครจึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา  891  และแม้เอกจะฆ่าตัวตาย  หลังจากทำสัญญาประกันชีวิตได้  8  เดือน  แต่เอกก็ไม่ได้ตายเพราะฆ่าตัวตายด้วยใจสมัครภายใน  1  ปี  นับแต่วันทำสัญญาตามมาตรา  895  (1)  หรือถูกโทผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา  ตามมาตรา  895  (2)

สรุป  บริษัท  ประกันชีวิต  จำกัด  จึงต้องชดใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โทตามเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น