LAW2011 (LA 211),(LW 303) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า 2/2550

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2011 (LA 211),(LW 303)

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า

 คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1    มอบ    ให้หาซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรแบ่งขาย    ซื้อที่ดินของตนเองโดย    มิได้ยินยอมด้วย  เมื่อ    ได้ที่ดินมาแล้วได้นำที่ดินมาจัดสรรแบ่งขาย  ขายดีจนหมดสิ้น    ได้สมประโยชน์  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า    จะได้บำเหน็จหรือไม่อย่างไร  ให้ท่านวินิจฉัยโดยยกหลักกฎหมายประกอบมาให้ชัดแจ้ง

ธงคำตอบ

มาตรา  805  ตัวแทนนั้น  เมื่อไม่ได้รับความยินยอมของตัวการ  จะเข้าทำนิติกรรมอันใดในนามของตัวการทำกับตนเองในนามของตนเอง  หรือในฐานเป็นตัวแทนของบุคคลภายนอกหาได้ไม่  เว้นแต่นิติกรรมนั้นมีเฉพาะแต่การชำระหนี้

มาตรา  818  การในหน้าที่ตัวแทนส่วนใดตัวแทนได้ทำมิชอบในส่วนนั้น  ท่านว่าตัวแทนไม่มีสิทธิจะได้บำเหน็จ

วินิจฉัย

ตามหลักมาตรา  805  ดังกล่าวนั้น  จะเห็นได้ว่าตัวแทนจะต้องทำการเพื่อตัวการแต่เพียงผู้เดียวเสมือนหนึ่งตัวการกระทำการนั้นด้วยตนเอง  ย่อมไม่นำเอาประโยชน์ผู้อื่นเข้ามาขัดกับประโยชน์ของตน  ดังนั้นจึงห้ามมิให้ตัวแทนทำนิติกรรมกับตัวการไม่ว่าจะทำในนามของตนเองหรือทำในฐานะเป็นตัวแทนของบุคคลภายนอก  แต่ทั้งนี้ก็มีข้อยกเว้นใน  2  กรณี  คือ

1       เมื่อได้รับความยินยอมจากตัวการ  หรือ

2       นิติกรรมนั้นมีเฉพาะแต่การชำระหนี้

ดังนั้น  หากตัวแทนกระทำการฝ่าฝืนมาตรา  805  ถือว่าตัวแทนกระทำโดยปราศจากอำนาจมิชอบด้วยการเป็นตัวแทน  สัญญาที่ตัวแทนทำกับบุคคลภายนอกจึงไม่ผูกพันตัวการ  และเป็นผลทำให้ตัวแทนขาดสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จ  แม้จะมีข้อสัญญาหรือธรรมเนียมให้ตัวแทนได้รับบำเหน็จก็ตาม

  มอบหมายให้    ไปซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรแบ่งขาย  จะถือว่า    ยินยอมให้    ซื้อที่ดินของตนได้ด้วยนั้นหาได้ไม่  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏโดยชัดแจ้งว่า    ซื้อที่ดินของตนโดย    มิได้ยินยอมด้วย  จึงเป็นการที่    ตัวแทนเข้าทำนิติกรรมในนามของตัวการทำกับตนเองในนามของตนเอง  อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย  มาตรา  805  ถือว่าเป็นการอันมิชอบด้วยการเป็นตัวแทน  ในกรณีนี้    จะไม่ได้รับบำเหน็จ  ตามมาตรา  818  ที่ว่าการใดที่ตัวแทนทำไม่ถูก  จะไม่ได้บำเหน็จ

แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อ    ได้นำที่ดินที่ซื้อมาจากการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา  805  มาจัดสรรแบ่งขาย  และขายจนหมด  ถือได้ว่า    ตัวการได้สมประโยชน์  ในกรณีหลังนี้    ทำชอบด้วยการเป็นตัวแทน  จึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จ  ตามมาตรา  818

สรุป 

กรณีซื้อที่ดินโดยตัวการไม่ยินยอม    ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตัวแทน

กรณีที่    นำที่ดินมาจัดสรรแบ่งขายจนสมประโยชน์ตัวการ    มีสิทธิได้รับบำเหน็จตัวแทน

ข้อ  2  นายหนึ่งเปิดร้านซื้อขายรถยนต์มือสองอยู่ที่ถนนรัชดา  นายสองมีรถยนต์ยี่ห้อ  TOYOTA  อยู่  1  คัน  ซึ่งใช้มาแล้วเป็นเวลา  10  ปี  นายสองต้องการขายรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่  จึงได้นำรถยนต์ของตนไปฝากนายหนึ่งขายโดยกำหนดให้ขายในราคา  200,000  บาท  โดยตกลงกันว่าถ้าขายได้ตามราคาที่ตกลงกันนายสองจะให้ค่าตอบแทนแก่นายหนึ่งเป็นเงินจำนวน  20,000  บาท  และตกลงให้นายหนึ่งซื้อรถยนต์ยี่ห้อ  Honda  ซึ่งใช้งานมาแล้วประมาณ  3  ปี  ให้ตน  1  คันในราคา  450,000  บาท  และจะให้ค่าตอบแทนแก่นายหนึ่งจำนวน  20,000  บาทเช่นกัน  รวมเงินค่าตอบแทนทั้งซื้อและขายเป็นเงินจำนวน  40,000  บาท  ปรากฏว่านายหนึ่งได้ขายรถยนต์ของนายสองได้ในราคา  220,000  บาท  และได้ซื้อรถยนต์คันใหม่ให้แก่สองในราคา  400,000  เงินที่ขายรถยนต์คันดังกล่าวได้สูงกว่าที่นายสองกำหนด  20,000  บาท  และเงินที่ซื้อต่ำกว่าที่นายสองกำหนดจำนวน  50,000  บาท  นายหนึ่งได้ถือเอาเป็นประโยชน์ของตนทั้งหมด  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่าการกระทำของนายหนึ่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  840  ถ้าตัวแทนค้าต่างได้ทำการขายได้ราคาสูงกว่าที่ตัวการกำหนด  หรือทำการซื้อได้ราคาต่ำกว่าที่ตัวการกำหนดไซร้  ท่านว่าตัวแทนหาอาจจะถือเอาเป็นประโยชน์ของตนได้ไม่  ต้องคิดให้แก่ตัวการ

วินิจฉัย

ตัวแทนค้าต่างมีหน้าที่ต้องงคืนเงินหรือคืนประโยชน์ให้แก่ตัวการในกรณีดังต่อไปนี้

1       ได้ทำการขายทรัพย์สินได้ในราคาสูงกว่าที่ตัวการกำหนด

2       ได้ทำการซื้อทรัพย์สินได้ในราคาต่ำกว่าที่ตัวการกำหนดไว้

ดังนั้นตัวแทนจึงไม่อาจยึดถือเอาเงินในส่วนดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ต่อตนได้

นายสองได้ให้นายหนึ่งขายรถยนต์ของตนในราคา  200,000  บาท  แต่นายหนึ่งขายรถยนต์คันนั้นไปในราคา  220,000  บาท  นายหนึ่งจึงขายได้สูงกว่าราคาที่นายสองกำหนดไว้เป็นเงินจำนวน  20,000  บาท  และนายสองได้ให้นายหนึ่งซื้อรถยนต์คันใหม่ให้แก่ตน  1  คัน  ในราคา  450,000  บาท  แต่นายหนึ่งซื้อรถยนต์คันใหม่ได้ในราคา  400,000  บาท  ซึ่งต่ำกว่าราคาที่นายสองกำหนดไว้เป็นจำนวน  50,000  บาท  เงินที่เหลือจากการขายได้สูงกว่าและเงินที่เหลือจากการซื้อต่ำกว่ารวมเป็นเงิน  70,000  บาท  นายหนึ่งไม่มีสิทธิที่จะถือเอาเป็นประโยชน์แก่ตน  ต้องคิดคนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นายสองตัวการทั้งหมดตามมาตรา  840  เมื่อปรากฏว่านายหนึ่งได้ถือเอาเงินจำนวน  70,000  บาท  เป็นของตนทั้งหมด  ดังนั้น  การกระทำของนายหนึ่งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป  การกระทำของนายหนึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  มาตรา  840

ข้อ  3    มอบ    ให้ขายที่ดินโดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จ    นำเสนอขาย      ตกลงซื้อเป็นเงิน  1,000,000  ล้านบาท    โอนที่ดินให้    เรียบร้อยแล้ว  หลังจากนั้น    ได้จ่ายบำเหน็จนายหน้าให้    ร้อยละ  2  ของยอดขายจริง  แต่    ปฏิเสธโดยอ้างว่า    ให้บำเหน็จนายหน้าน้อยเกินไป  ซึ่ง    น่าจะต้องจ่ายร้อยละ  5  ของยอดขาย  สุดท้ายตกลงกันไม่ได้    จึงฟ้องเรียกบำเหน็จร้อยละ  5  จาก    ถ้าท่านเป็นศาล  ท่านจะสั่งให้    จ่ายบำเหน็จนายหน้าให้กับ    ร้อยละเท่าใดจึงจะถูกต้อง  (ให้ท่านตอบพร้อมยกหลักกฎหมายและหลักฎีกาประกอบด้วย)

ธงคำตอบ

มาตรา  846  วรรคสอง  ค่าบำเหน็จนั้นถ้ามิได้กำหนดจำนวนกันไว้  ท่านให้ถือว่าได้ตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียม

วินิจฉัย

กรณีที่ได้มีการตกลงกันว่าจะให้บำเหน็จนายหน้า  แต่มิได้กำหนดจำนวนค่าบำเหน็จนายหน้ากันไว้  ตามมาตรา  846  วรรคสอง  ให้ถือว่าคู่สัญญาได้ตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียมที่เคยมีบุคคลอื่นปฏิบัติกันมา  ดังนั้นค่าบำเหน็จนายหน้าที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นพิเศษจะต้องกำหนดกันไว้โดยชัดแจ้ง  มิฉะนั้นจะต้องถือว่าตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียม  ตามบทบัญญัติมาตรา  846  วรรคสอง

ทั้งนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่  3581/2526  วางหลักของจำนวนตามธรรมเนียม  ตามนัยมาตรา  846  วรรคสอง  ว่า  เมื่อไม่อาจฟังเป็นยุติได้ว่ามีการตกลงกำหนดค่าบำเหน็จนายหน้ากันไว้เท่าใดแน่นอน  จึงต้องถือเอาอัตราตามธรรมเนียมการซื้อขายทรัพย์สินต่างๆ  โดยทั่วไปแล้วหมายถึงร้อยละ  5  ของราคาที่ซื้อขายกันแท้จริง

  มอบหมายให้    เป็นนายหน้าขายที่ดินโดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จ  แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกำหนดจำนวนค่าบำเหน็จนายหน้ากันไว้ว่าจะต้องจ่ายเท่าใด  จึงต้องถือว่าตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียมตามมาตรา  846  วรรคสอง  ประกอบแนวคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น  คือ  ต้องจ่ายบำเหน็จนายหน้าให้กับ    ร้อยละ  5   ของราคาที่ขายกันจริง

การที่    มาฟ้องเรียกบำเหน็จร้อยละ  5  จาก    นั้น  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล  จะสั่งให้    จ่ายบำเหน็จนายหน้าให้กับ    ร้อยละ  5  ของราคาที่ขายกันจริงตามที่    ฟ้องจึงจะถูกต้อง

สรุป  ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาล  จะสั่งให้    จ่ายบำเหน็จนายหน้าร้อยละ  5  ของราคาที่ขายกันจริง