LAW2009 (LA 209),(LW 211) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ภาคซ่อม 1/2549

การสอบซ่อมภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2009 (LA 209),(LW 211)

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ เก็บของในคลังสินค้า ประนีประนอมยอมความการพนันขันต่อ

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  3  ข้อ

ข้อ  1  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  กำหนดหน้าที่และความรับผิดของผู้ยืมใช้คงรูป  ในกรณีการใช้สอยทรัพย์สินไว้อย่างไรบ้าง  ให้อธิบายโดยอ้างอิงหลักกฎหมายด้วย

ธงคำตอบ

หน้าที่และความรับผิดของผู้ยืมใช้คงรูป  เกี่ยวกับการใช้สอยทรัพย์สิน  เป็นไปตามหลักกฎหมาย

มาตรา  643  ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น  ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น  หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี  เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี  เอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ก็ดี  ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหาย  หรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด  แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไรๆ  ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหาย  หรือบุบสลายอยู่นั่นเอง

สัญญายืมใช้คงรูปเป็นสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง  คือ  ผู้ให้ยืม  ให้บุคคลอีกคนหนึ่งคือผู้ยืม  ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า  โยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ  และผู้ยืมก็ตกลงว่าเมื่อผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้ว  ก็จะนำทรัพย์สินนั้นมาคืนให้  ดังนี้จะเห็นว่าผู้ยืมเป็นผู้ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว  กล่าวคือ  ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ยืมและยังไม่ต้องเสียค่าตอบแทนอีกด้วย  แต่การใช้ทรัพย์สินที่ยืมผู้อื่นเขามามิได้หมายความว่า  จะใช้เอาประโยชน์ของตนตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายอันจะเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของผู้ให้ยืมนั้น

จากบทบัญญัติตามมาตรา  643  ดังกล่าวข้างต้นได้กำหนดหน้าที่ของผู้ยืมใช้คงรูปไว้  4  ประการ  คือ  ใช้ทรัพย์สินที่ยืมตามการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น  ไม่เอาไปใช้นอกจากการอันปรากฏในสัญญา  ไม่เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย  หรือไม่เอาไปไว้นายกว่าที่ควรจะเอาไว้  และยังกำหนดอีกว่า  ผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุที่ทรัพย์สินที่ยืมเกิดความสูญหายหรือบุบสลาย  ถึงแม้จะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย  ก็ต่อเมื่อปรากฏข้อเท็จว่าผู้ยืมประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมแล้ว  หากความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากการที่ผู้ยืมประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืม  ผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิด

สำหรับกรณีที่จะถือว่าผู้ยืมประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืม  ตามมาตรา  643  มีดังนี้คือ

 1       เอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้อย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์นั้น  เช่น  ขอยืมใบมีดโกนเขามาแทนที่จะโกนหนวดโกนเครา  กลับเอาไปเหลาดินสอหรือหั่นเนื้อหั่นหมู  หรือยืมม้าแทนที่จะเอาไปขี่กลับเอาไปลากรถ  ลากซุง  เป็นต้น

2       เอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้อย่างอื่นนอกจากการอันปรากฏในสัญญา  เช่น  ขอยืมรถไปทำงานในกรุงเทพฯ  แต่กลับขัยรถออกไปนอกเส้นทางไปเที่ยวชลบุรี  เป็นต้น

3       เอาทรัพย์สินที่ยืมไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยแล้วเกิดความเสียหาย  เช่น  ขอยืมวัวไปไถนา  2  เดือน  ผู้ยืมใช้สอยเสร็จแล้วภายใน  1  เดือน  แต่ไม่ส่งคืน  กลับเอาไปให้บุคคลใช้สอยจนเกิดความเสียหายขึ้น  เช่นนี้ถือว่าผู้ยืมประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมแล้ว

4       เอาทรัพย์สินที่ยืมไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้  กล่าวคือ  เป็นการที่ผู้ยืมส่งคืนทรัพย์ที่ยืมล่าช้า  เช่น  ขอยืมรถมาใช้  3  วัน  เมื่อครบกำหนดแล้วยังไม่เอามาคืน  หรือในกรณีที่สัญญามิได้กำหนดเวลาส่งคืน  แต่ไม่ปรากฏว่ายืมเพื่อการใด  หากผู้ยืมใช้สอยเสร็จแล้ว  หรือเวลาล่วงเลยไปพอแก่การใช้ทรัพย์สินนั้นแล้วก็ยังไม่ส่งคืน  เป็นต้น

ดังนั้น  เมื่อผู้ยืมประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ผู้ยืมก็ต้องรับความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดๆ  แม้ความเสียหายนั้นจะเกิดเพราะเหตุสุดวิสัยก็ตาม

อนึ่งคำว่า  เหตุสุดวิสัย  หมายความว่า  เหตุใดๆอันจะเกิดขึ้นก็ดี  จะให้ผลพิบัติก็ดี  เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้  แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น  จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร  อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น  เช่น  ฟ้าผ่า  แผ่นดินไหว  น้ำท่วม  ฯลฯ

ตัวอย่างเช่น  นาย  ก.  ยืมรถยนต์นาย  ข.  ไปท่องเที่ยวพัทยา  แต่นาย  ก.  กลับขับรถไปนครสวรรค์เพื่อไปรับเพื่อนก่อน  ในระหว่างทางนั้นมีพายุฝนตกหนัก  ฟ้าผ่ารถคันที่นาย  ก.  ยืมไปเสียหาย  เช่นนี้  ถือว่านาย  ก.  ประพฤติผิดหน้าที่ผู้ยืม  โดยเอาทรัพย์สินที่ยืมไปใช้ในการอย่างอื่นนอกจากการอันปรากฏในสัญญาแล้ว  เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแม้เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยก็ตาม  นาย  ก.  ก็ยังคงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่  นาย  ข.  ผู้ให้ยืมด้วย

สรุป  ผู้ยืมใช้คงรูปมีหน้าที่และความรับผิด  ในกรณีการใช้สอยทรัพย์สิน  ตามมาตรา  643  ดังกล่าวข้างต้น 

ข้อ  2  นายเอ็กซ์ยืมเงินนายวายเป็นเงิน  2,000  บาท  โดยทำเป็นหนังสือความว่า  ข้าพเจ้าได้รับเงินยืมมาจากนายวายเป็นเงิน  2,000  บาท  และข้าพเจ้าจะใช้ดอกเบี้ยให้เดือนละ  26  บาท  ลงชื่อ  นาย  EX”  โดยไม่มีผู้ใดรับรองการลงรายมือชื่อ  ดังนี้  นายเอ็กซ์จะต้องรับผิดในการกู้ยืมเงินครั้งนี้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  650  อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น  คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้น  เป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม  และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท  ชนิด  และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น

สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม

มาตรา  653  วรรคแรก  การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น  ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม  เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ  จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น  ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง  ลงลายมือชื่อให้ผู้ยืมมาแสดง  หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้วหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

มาตรา  654  ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี  ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น  ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี

วินิจฉัย

การกู้ยืมเงินเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่งตามมาตรา  650  และตามมาตรา  653  ได้กำหนดหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินไว้ดังนี้

1       ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง  จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้  กล่าวคือ  หากเป็นกรณีการกู้ยืมเงิน  2,000  บาทหรือน้อยกว่านั้น  หากไม่มีการทำเป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง  ก็สามารถฟ้องร้องคดีกันได้  แต่หากเป็นจำนวนเงินมากกว่า  2,000  บาท  ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้  และ

2       ต้องลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ  หากมีการทำหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือ  แต่ไม่มีการลงลายมือชื่อผู้ยืม  จะฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้เลย

จากอุทาหรณ์ดังกล่าว  ผู้กู้และผู้ให้กู้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและผู้ลงลายมือชื่อท้ายสัญญานั้น  ถือว่ามีความชัดเจนว่าเป็นสัญญาเงินกู้แล้ว  ที่จริงแล้วหนังสือดังกล่าวที่ทำขึ้นเป็นการกู้ยืมเงินไม่เกิน  2,000  บาท  จึงไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามกฎหมาย  ศาลก็ต้องรับฟ้อง  แต่ดอกเบี้ยตามอุทาหรณ์นั้น  เป็นดอกเบี้ยซึ่งเกินกว่าร้อยละ  15  ต่อปี  จึงไม่สามารถที่จะเรียกร้องได้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยถือเป็นโมฆะทั้งหมด  เพราะนอกจากบทบัญญัติที่บัญญัติเอาไว้ตามาตรา  654  แล้ว  ยังมี  พ.ร.บ.  ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา  ซึ่งมีผลให้ผู้เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นอาชญากร  เพราะมีบทบัญญัติโทษจำคุกและปรับไว้มาตรา  654  จึงไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งหมด  ดอกเบี้ยที่เกินจึงตกเป็นโมฆะทั้งหมดจึงต้องคืนแต่เงินต้นจำนวน  2.000  บาทเท่านั้น

สรุป  นายเอ็กซ์จะต้องรับผิดเฉพาะเงินต้นจำนวน  2,000  เท่านั้น

ข้อ  3  นายเอกเป็นข้าราชการหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง  ถูกราชการมีคำสั่งให้ไปประจำที่ชายแดนภาคอีสานเกรงว่ารถที่ตนใช้อยู่เป็นประจำจะเสียหายไม่มีคนดูแล  จึงนำไปฝากให้นายโทช่วยดูแล  โดยขอฝากไว้มีกำหนดหกเดือน  แต่เพื่อไม่ให้รถเสียและเพื่อตอบแทนที่นายโทช่วยดูแลรถ  นายเอกจึงอนุญาตให้นายโทยืมรถออกขับขี่ใช้งานได้ตามที่นายโทมีความจำเป็น  ปรากฏว่าผ่านไป  3  เดือน  นายเอกได้รับคำสั่งให้ย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม  จึงมาเรียกรถคืนจากนายโท  ดังนี้  หากนายโทอ้างว่านายเอกตกลงให้ตนยืมใช้เป็นเวลาถึงหกเดือน  และตนก็ยังมีความจำเป็นที่จะใช้รถอยู่จะขอส่งคืนในตอนที่ครบกำหนดหกเดือนตามที่เคยตกลงไว้  ข้อต่อสู้ของนายโทรับฟังได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  657  อันว่าฝากทรัพย์นั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า  ผู้ฝาก  ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับฝาก  และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วจะคืนให้

มาตรา  660  ถ้าผู้ฝากมิได้อนุญาต  และผู้รับฝากเอาทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นออกมาใช้สอยเองหรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยหรือให้บุคคลภายนอกเก็บรักษาไซร้  ท่านว่าผู้รับฝากจะต้องรับผิดเมื่อทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นสูญหายหรือบุบสลายอย่างหนึ่งอย่างใด  แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไรๆ  ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง

มาตรา  663  ถึงแม้ว่าคู่สัญญาจะกำหนดเวลาไว้ว่าจะพึงคืนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเมื่อไรก็ตามถ้าว่าผู้ฝากจะเรียกคืนในเวลาใดๆ  ผู้รับฝากก็ต้องคืนให้

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์  แม้จะมีการอนุญาตให้นายโทใช้รถยนต์ได้ก็ตาม  ก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่านิติสัมพันธ์ที่ทำกันระหว่างนายเอกกับนายโท  เป็นนิติสัมพันธ์กันในสัญญายืม  เพราะตามอุทาหรณ์  เจตนาของคู่สัญญาส่วนใหญ่ต้องการให้ดูแลอารักขาทรัพย์สินยิ่งกว่าที่จะให้ใช้ทรัพย์สิน  เนื่องจากนายเอกเจ้าของทรัพย์สินมีความจำเป็นต้องไปประจำการต่างจังหวัดชายแดน  ไม่อาจดูแลรักษาทรัพย์สินของตนได้  การรับทรัพย์สินไว้ดูแลจึงเป็นการทำไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของทรัพย์  จึงเป็นเรื่องของสัญญาฝากทรัพย์  แม้ผู้ฝากจะอนุญาตให้ผู้รับฝากใช้สอยทรัพย์สินนั้นได้  ก็มิได้หมายความว่า  จะทำให้กลายเป็นสัญญายืมไป  แต่ก็ยังคงเป็นสัญญาฝากทรัพย์ได้อยู่  สังเกตได้จากความในมาตรา  660  ก็ยอมให้ผู้ฝากอนุญาตให้ผู้รับฝากใช้สอยทรัพย์สินที่ฝากได้

เมื่อเรื่องนี้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของเจ้าของทรัพย์  หรือผู้ที่ส่งมอบทรัพย์  และเป็นการมอบหมายให้อารักขาทรัพย์สินกัน  อันนับได้ว่า  เป็นเรื่องของสัญญาฝากทรัพย์ตามมาตรา  657  ไม่ใช่สัญญายืมอันจะถือว่าเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ทรัพย์หรือผู้ยืม  ดังนั้นเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้นั้น  จึงเป็นเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้สำหรับผู้ฝากทรัพย์  ซึ่งชอบที่จะสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นได้  ทั้งนี้เป็นตามมาตรา  663  ที่กำหนดว่า  ถึงแม้ว่าคู่สัญญาจะได้กำหนดเวลาไว้ว่าพึงจะคืนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเมื่อไรก็ตาม  ถ้าว่าผู้ฝากจะเรียกคืนในเวลาใดๆผู้รับฝากก็ต้องคืนให้

เพราะฉะนั้น  ตามอุทาหรณ์  แม้นายเอกจะทำสัญญาฝากรถยนต์ไว้กับนายโท  เป็นเวลา  6  เดือน  โดยนายโทใช้สอยรถยนต์นั้นได้ก็ตาม  เมื่อนายเอกมาเรียกคืนก่อนกำหนด  6  เดือน  กล่าวคือ  เรียกคืนเมื่อได้ฝากกันไว้เพียง  3  เดือนเท่านั้น  นายโทผู้รับฝากก็ต้องคืนให้ตามมาตรา  663  จะอ้างว่าขาดประโยชน์ในการที่จะใช้รถนั้นต่อไปอีก  3  เดือนไม่ได้  เพราะนายโทไม่ใช่ผู้ยืม  หากแต่เป็นผู้รับฝากดังกล่าวแล้ว  นายโทจึงไม่อาจอ้างเอาเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้นั้นมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้  ข้อต่อสู้ของนายโทจึงฟังไม่ขึ้น

สรุป  ข้อต่อสู้ของนายโทรับฟังไม่ขึ้น  เพราะเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์  ผู้ฝากเรียกทรัพย์คืนก่อนกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ได้