LAW2007 (LA 207),(LW 207) กฎหมายอาญา 2 การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2552

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2007 (LA 207),(LW 207) กฎหมายอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  ดำเห็นคนร้ายแปลกหน้า  2  คน  รุมทำร้ายขาว  ดำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจกับ  ร.ต.อ.ขยัน  พนักงานสอบสวนว่า  ตนเองเห็นคนร้าย  3  คน  ไม่รู้จักชื่อรุมทำร้ายขาว  ดังนี้  ดำจะมีความผิดอาญาฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  172  ผู้ใดแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา  แก่พนักงานอัยการ  ผู้ว่าคดี  พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา  ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

ความผิดฐานแจ้งความเท็จคดีอาญาตามมาตรา  172  มีองค์ประกอบความผิดดังนี้  คือ

1       แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ

2       เกี่ยวกับความผิดอาญา

3       แก่พนักงานอัยการ  ผู้ว่าคดี  พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

4       ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย

5       โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ดำได้เห็นคนร้ายแปลกหน้า  2  คน  รุมทำร้ายขาว  แต่ดำได้ไปแจ้งความว่า  ตนเองเห็นคนร้าย  3  คน  ซึ่งเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ  และการแจ้งความว่ามีการรุมทำร้าย  ถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญา  การแจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาดังกล่าวได้แจ้งแก่พนักงานสอบสวน  คือ  ร.ต.อ.ขยัน  อีกทั้งการแจ้งความเท็จนี้ลักษณะของการกระทำอาจจะทำให้ผู้อื่นเสียหายได้ตามความรู้สึกของวิญญูชนและได้กระทำโดยเจตนา  ดังนั้นการกระทำของดำจึงครบองค์ประกอบความผิดตามหลักกฎหมายดังกล่าวทุกประการ  ดำจึงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  172

สรุป  ดำมีความผิดฐานแจ้งความเท็จคดีอาญา  ตาม  ป.อ. มาตรา  172

ข้อ  2  หนึ่งไปแจ้งความร้องทุกข์กับ  ร.ต.อ.สอง  พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ  ร.ต.อ.สองไม่ยอมรับแจ้งความของหนึ่ง  เพราะเหตุไม่ชอบขี้หน้าหนึ่ง  ร.ต.อ.สองจะมีความผิดอาญาฐานใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  157  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด  หรือปฏิบัติ  หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา  157  มีองค์ประกอบความผิดดังนี้  คือ

1       เป็นเจ้าพนักงาน

2       ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

3       เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

4       โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่หนึ่งได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับ  ร.ต.อ.สอง  พนักงานสอบสวน  แต่  ร.ต.อ.สองไม่ยอมรับแจ้งความของหนึ่ง  เพราะเหตุไม่ชอบขี้หน้าหนึ่งนั้น  เมื่อ  ร.ต.อ.สองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยการไม่ยอมรับแจ้งความร้องทุกข์ของหนึ่ง  เพราะเหตุไม่ชอบขี้หน้าหนึ่ง  ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้หนึ่งเกิดความเสียหาย  และได้กระทำไปโดยมีเจตนา  การกระทำของ  ร.ต.อ.สองจึงครบองค์ประกอบความผิดตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นทุกประการ  ร.ต.อ.สองจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  157

สรุป  ร.ต.อ.สองมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  157

ข้อ  3  ชาย  15  คน  ชุมนุมกันที่ศาลากลางจังหวัดกล่าวโจมตีและขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด  จากนั้นได้เผาศาลลากลางและขู่ว่าถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ย้ายออกจากพื้นที่จะฆ่าให้ตาย  ต่อมาความทราบถึงตำรวจ  ตำรวจได้ไปยังสถานที่เกิดเหตุและสั่งให้สลายตัว  ปรากฏว่าชาย  15  คน  ไม่ยอมสลายตัว  ดังนี้  ชาย  15  คน  มีความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชนหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  215  วรรคแรก  ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป  ใช้กำลังประทุษร้าย  ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย  หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง  ต้องระวางโทษ

มาตรา  216  เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา  215  ให้เลิกไป  ผู้ใดไม่เลิก  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

ความผิดฐานมั่วสุมกันทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามมาตรา  215  วรรคแรก  มีองค์ประกอบความผิดดังนี้  คือ

1       มั่วสุมกันตั้งแต่  10  คนขึ้นไป

2       ใช้กำลังประทุษร้าย  ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย  หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

3       โดยเจตนา

ส่วนความผิดตามมาตรา  216  มีองค์ประกอบความผิดดังนี้  คือ

1       เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา  215  ให้เลิกไป

2       ผู้ใดไม่เลิก

3       โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ชาย  15  คน  ได้ชุมนุมกันที่ศาลากลางจังหวัดและได้เผาศาลากลาง  อีกทั้งได้ขู่ว่าจะฆ่าผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น  การกระทำของชาย  15  คนดังกล่าว  ถือว่าเป็นการมั่วสุมกันของคนตั้งแต่  10  คนขึ้นไป  และเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง  และได้กระทำไปโดยเจตนา  การกระทำของชาย  15  คนนั้น  จึงครบองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา  215  วรรคแรก  ทุกประการ  ชาย  15  คนจึงมีความผิดฐานมั่วสุมกันทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

การกระทำของชาย  15  คนไม่มีความผิดตามมาตรา  216  เพราะกรณีที่จะเป็นความผิดตามมาตรา  216  นั้น  จะต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานได้มีคำสั่งก่อนที่ผู้มั่วสุมจะได้ลงมือใช้กำลังประทุษร้าย  หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย  หรือก่อนที่ผู้มั่วสุมจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามมาตรา  215  แต่ผู้มั่วสุมไม่ยอมเลิก

สรุป  ชาย  15  คนมีความผิดฐานมั่วสุมกันทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามมาตรา  215  แต่ไม่มีความผิดตามมาตรา  216

ข้อ  4  จำเลยมีรถยนต์หนึ่งคันหมายเลขทะเบียน  ก. 1234  ปรากฏว่า  แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ของจำเลยหลุดหายไป  จำเลยได้ถอดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ของนายขาวคนข้างบ้านหมายเลขทะเบียน  ข. 5678  จากนั้นนำมาติดท้ายรถยนต์ของจำเลย  ต่อมาจำเลยนำรถยนต์ออกขับขี่  ท้ายที่สุดถูกตำรวจจับ  ข้อเท็จจริงได้ความว่า  แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ของนายขาวเป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่ทางราชการออกให้จริง  ดังนี้  จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับเอกสารหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  264  วรรคแรก  ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเติมหรือตัดทอนข้อความ  หรือแก้ไขด้วยประการใดๆในเอกสารที่แท้จริง  หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมเอกสารโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน  ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา  264  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้

(ก)  ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด

(ข)  เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆในเอกสารที่แท้จริง  หรือ

(ค)  ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร

2       โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

3       ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง

4       โดยเจตนา

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่จำเลยถอดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ของนายขาวนำมาติดท้ายรถยนต์ของจำเลยนั้น  การกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด  และจำเลยไม่ได้เติม  ตัดทอน  หรือแก้ไขข้อความในเอกสารที่แท้จริง  รวมทั้งจำเลยไม่ได้ประทับตราปลอม  หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารแต่อย่างใด  ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบของความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา  264  วรรคแรก  จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร

สรุป  จำเลยไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร