LAW2007 (LA 207),(LW 207) กฎหมายอาญา 2 1/2552

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2552

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2007 (LA 207),(LW 207) กฎหมายอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  อย่างไรเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  หรือโดยทุจริต  (มาตรา  157)

ธงคำตอบ

มาตรา  157  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด  หรือปฏิบัติ  หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต  ต้องระวางโทษ

อธิบาย

มาตรานี้กฎหมายบัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดอยู่  2  ความผิดด้วยกัน  กล่าวคือ  ความผิดแรกเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ส่วนความผิดที่สองเป็นเรื่องเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

(ก)  องค์ประกอบความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

1       เป็นเจ้าพนักงาน

2       ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

3       เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

4       โดยเจตนา

เป็นเจ้าพนักงาน  หมายถึง  เป็นข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย  โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือน  หรือบุคคลที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษให้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน

ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  หมายถึง  การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามหน้าที่  แต่เป็นการอันมิชอบ  เช่น  เจ้าพนักงานตำรวจทำการสอบสวนผู้ต้องหา  ผู้ต้องหาไม่ยอมรับสารภาพ  ตำรวจจึงใช้กำลังชกต่อยให้รับสารภาพ  เป็นต้น

ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  หมายถึง  การงดเว้นกระทำการตามหน้าที่  อันเป็นการมิชอบ  เช่น  เจ้าพนักงานตำรวจละเว้นไม่จับคนร้ายที่ลักทรัพย์ผู้เสียหายไป  เป็นต้น

ดังนั้น  ถ้าการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัตินั้น  ไม่อยู่ในหน้าที่หรือเป็นการนอกหน้าที่หรือเป็นการชอบด้วยหน้าที่  ก็ไม่ผิดตามมาตรา  157  นี้

ความผิดตามมาตรานี้จะต้องประกอบด้วยเจตนาพิเศษ  คือ  ต้องเป็นการกระทำ  เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด  ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะความเสียหายในทางทรัพย์สินเท่านั้น  แต่รวมถึงความเสียหายในทางอื่นด้วย  เช่น  ต่อชีวิต  ร่างกาย  ชื่อเสียง  เป็นต้น  และอาจเป็นความเสียหายต่อบุคคลใดก็ได้  ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดความเสียหายขึ้นแล้วจริงๆจึงจะเป็นความผิด  เพียงแต่การกระทำนั้นเพื่อให้เกิดความเสียหายก็เพียงพอที่จะถือเป็นความผิดแล้ว

โดยเจตนา  หมายความว่า  ผู้กระทำต้องรู้ถึงหน้าที่ของตนที่ชอบ  และผู้กระทำต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยมิชอบ

(ข)  องค์ประกอบความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

1       เป็นเจ้าพนักงาน

2       ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่

3       โดยทุจริต

4       โดยเจตนา

โดยทุจริต  หมายถึง  เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  สำหรับตนเองหรือผู้อื่นทั้งนี้ไม่ว่าประโยชน์นั้นจะเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น  ดังนั้นถ้าผู้กระทำขาดเจตนาทุจริตแล้ว  ย่อมไม่เป็น

ความผิดตามมาตรานี้

ความผิดที่สองนี้เพียงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตก็เป็นความผิดแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยชอบหรือโดยมิชอบด้วยหน้าที่ก็ตาม  และโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่  ต่างกับความผิดแรกที่ต้องกระทำโดยมิชอบ  เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดจึงจะเป็นความผิด

ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต  เช่น  เจ้าพนักงานพูดจูงใจให้ผู้เสียภาษีมอบเงินค่าภาษีให้เกินจำนวนที่ต้องเสีย  แล้วเอาเงินส่วนที่เกินไว้เสียเอง  เป็นต้น

ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต  เช่น  พนักงานที่ดินรับเงินค่าธรรมเนียมและค่าพาหนะในการรังวัดแล้ว  มิได้นำเงินลงบัญชี  ทั้งมิได้ดำเนินการให้  ดังนี้เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ข้อ  2  นายแดงผู้เดียวลักทรัพย์นายดำ  นายดำจึงฟ้องนายแดง  แต่แทนที่จะฟ้องนายแดงว่าลักทรัพย์กลับฟ้องว่านายแดงกับพวกปล้นทรัพย์  ในชั้นพิจารณา  นายดำได้อ้างตนเองเป็นพยานเข้าเบิกความต่อศาลว่า  นายแดงกับพวกปล้นทรัพย์ของตน  ดังนี้  นายดำมีความผิดประการใด  หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  175  ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา  หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นจริง  ต้องระวางโทษ

มาตรา  177  ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล  ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี  ต้องระวางโทษ

ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก  ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา  ผู้กระทำต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า  นายดำมีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่  เห็นว่า  องค์ประกอบความผิดฐานฟ้องเท็จ  ตามมาตรา  175  สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้

1       เอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาล

2       ว่ากระทำความผิดอาญา  หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง

3       โดยเจตนา

นายแดงผู้เดียวลักทรัพย์นายดำ  แต่นายดำกลับฟ้องนายแดงกับพวกต่อศาลว่าปล้นทรัพย์  จึงเป็นการเอาข้อความที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง  อันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาร้ายแรงกว่าที่เป็นจริง  กล่าวคือ  ความผิดอาญาฐานปล้นทรัพย์เป็นการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำตั้งแต่  3  คนขึ้นไปซึ่งมีโทษหนักกว่าความผิดฐานลักทรัพย์  และได้กระทำโดยมีเจตนา  นายดำจึงมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา  175  เพราะการกระทำของนายดำครบองค์ประกอบความผิดตามที่กล่าวไว้ข้างต้นทุกประการ

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า  การที่นายดำเบิกความต่อศาลในฐานะพยานว่านายแดงกับพวกปล้นทรัพย์ของตนนั้น  จะมีความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่  เห็นว่า  องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลตามมาตรา  177  วรรคสอง  ประกอบด้วย

1       เบิกความอันเป็นเท็จ

2       ในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล

3       ความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี

4       โดยเจตนา

การที่นายดำได้อ้างตนเป็นพยานและเข้าเบิกความต่อศาลว่านายแดงกับพวกปล้นทรัพย์ของตน  จึงเป็นการให้ถ้อยคำแก่ศาลในการพิจารณาคดีอาญาในฐานะพยาน  ซึ่งข้อความที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง  ถือได้ว่าเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จ  เมื่อความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี  เพราะเป็นข้อความที่อาจมีน้ำหนักในการวินิจฉัยคดีของศาลหรือข้อความในประเด็นที่อาจทำให้คดีแพ้หรือชนะและนายดำรู้ว่าความที่จะเบิกนั้นเป็นเท็จด้วย  ถือได้ว่ามีเจตนากระทำผิด  ดังนั้นนายดำจึงมีความผิดอาญาฐานเบิกความเท็จในคดีอาญาตามมาตรา  177  วรรคสอง  อีกกระทงหนึ่งด้วย

สรุป  นายดำมีความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา  175  และมีความผิดฐานเบิกความเท็จคดีอาญาตามมาตรา  177  วรรคสอง  อีกกระทงหนึ่ง

ข้อ  3  นายเล็กประกอบพิธีขวัญนาคให้บุตรชายซึ่งจะอุปสมบทในวันรุ่งขึ้น  โดยทำพิธีที่บ้านของนายเล็กมีญาติมิตรชาวบ้านซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนมาประชุมกันในพิธีนี้เป็นจำนวนมาก  ขณะทำพิธีอยู่นั้นนายใหญ่ซึ่งมีสาเหตุโกรธกับนายเล็ก  ต้องการให้พิธีแตก  จึงจุดประทัดโยนเข้าไปในที่ประชุมนั้น  ทำให้ผู้คนแตกตื่นวุ่นวาย  ดังนี้  นายใหญ่มีความผิดเกี่ยวกับศาสนาประการใดหรือไม่

ธงคำตอบ

มาตรา  207  ผู้ใดก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน  นมัสการหรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใดๆ  โดยชอบด้วยกฎหมาย  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานก่อให้เกิดความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชนตามมาตรา  207ประกอบด้วย

1       ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชน

2       เวลาประชุมกัน  นมัสการ  หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใดๆ

3       โดยชอบด้วยกฎหมาย

4       โดยเจตนา

สำหรับการก่อให้เกิดความวุ่นวายที่จะมีความผิดดังกล่าวข้างต้นนั้น  จะต้องเกิดในเวลาประชุมกันในเวลานมัสการ  หรือในเวลากระทำพิธีกรรมและต้องเป็นเรื่องตามศาสนาด้วย  เช่น  เวลาสวดมนต์ไหว้พระ  เวลาทำพิธีบรรพชาอุปสมบท  และไม่จำกัดสถานที่ว่าจะต้องทำในสถานที่ใด  อาจจะเป็นในบ้านก็ได้  ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาแล้ว  ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรานี้

การที่นายใหญ่จุดประทัดโยนเข้าไปในที่ประชุมทำให้ผู้คนแตกตื่นวุ่นวายนั้น  เป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกันหรือกระทำพิธีกรรม  แต่เนื่องจากการประกอบพิธีทำขวัญนาคซึ่งจะมีการอุปสมบทในวันรุ่งขึ้น  ไม่ใช่การประชุมหรือพิธีกรรมตามศาสนา  แม้ว่าการบวชจะเป็นพิธีทางศาสนา  แต่การทำขวัญนาคก็เป็นเพียงประเพณีนิยม  ยังไม่ถึงขั้นเป็นพิธีทางศาสนา  ดังนั้นแม้นายใหญ่จะกระทำด้วยเจตนาต้องการให้พิธีแตก  ก็ไม่มีความผิดเกี่ยวกับศาสนาตามมาตรา  207  แต่อย่างใด  (ฎ.1109/2500)

สรุป  นายใหญ่ไม่มีความผิดเกี่ยวกับศาสนา

ข้อ  4  นายแดงไม่เคยกู้เงินนาย    วันเกิดเหตุนาย    นำกระดาษมาแผ่นหนึ่ง  เขียนข้อความว่า  นายแดงกู้เงินนาย    500,000  บาท  จากนั้น  ได้เซ็นชื่อนายแดงในช่องผู้กู้  ต่อมานาย    ทำเอกสารฉบับนั้นหายไป  จำเลยเป็นคนเก็บได้  จำเลยใช้ยางลบลบคำว่า  นาย    ออกแล้วเขียนใหม่ว่า  จำเลย  ข้อความจึงกลายเป็นว่า  นายแดงกู้เงินจำเลย  500,000  บาท  ดังนี้  จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับเอกสารหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  264  วรรคแรก  ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด  เติมหรือตัดทอนข้อความ  หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ  ในเอกสารที่แท้จริง  หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร  โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน  ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร  ต้องระวางโทษ   

มาตรา  265  ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ  หรือเอกสารราชการ  ต้องระวางโทษ

มาตรา  268  ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา  264  มาตรา  265  มาตรา  266  หรือมาตรา  267  ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน  ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา  264  วรรคแรก  ประกอบด้วย

1       กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(ก)  ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด

(ข)  เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆในเอกสารที่แท้จริง  หรือ

(ค)  ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร

2       โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

3       ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง

4       โดยเจตนา

การที่นายแดงไม่เคยกู้ยืมเงินนาย    เมื่อนาย    ทำสัญญากู้ขึ้นเองเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ  เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารสิทธิปลอม

การที่จำเลยทำการแก้ไขจากคำว่า  นาย    เป็นคำว่า  จำเลย  ถึงแม้จำเลยไม่มีอำนาจที่จะกระทำก็ตาม  แต่การแก้ไขของจำเลยเป็นการแก้ไขข้อความในเอกสารที่มีการปลอมมาก่อน  การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา  264  วรรคแรก  ประกอบมาตรา  265  เพราะการที่จะเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารนั้นจะต้องเป็นการแก้ไขข้อความในเอกสารที่แท้จริงเท่านั้น

เมื่อไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร  การที่จำเลยนำเอกสารไปเรียกเก็บเงินจากนายแดง  จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้เอกสารตามมาตรา  268

สรุป  จำเลยไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา  264  วรรคแรก