LAW2001 (LA201),(LW204) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ 1/2550

การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2550

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2001 (LA 201),(LW 204) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  นายน้ำเข้าครอบครองที่ดินมีโฉนดของนายเปลวโดยสงบ  เปิดเผย  และมีเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันได้เก้าปี  พอขึ้นปีที่สิบ  นายเปลวได้ฟ้องขับไล่นายน้ำให้ออกไปจากที่ดินแปลงนั้น  คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล  นายน้ำกับนายเปลวตกลงยอมความกัน  โดยนายเปลวยินยอมให้นายน้ำเช่าซื้อที่ดินพิพาท  หากชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วนายเปลวยอมให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายน้ำทันที  และนายเปลวจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นายน้ำ  หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 

และศาลมีคำพิพากษาตามยอม  คดีถึงที่สุดแล้ว  หลังจากนายน้ำชำระราคาครบถ้วน  นายเปลวยังไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้นายน้ำ  นายเปลวก็ถึงแก่ความตาย  นายเพลิงซึ่งเป็นบุตรของนายเปลวได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาทในฐานะทายาทโดยชอบธรรม  และไม่รู้เรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนายน้ำกับนายเปลวแต่อย่างใด 

ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า  นายน้ำจะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาทและบังคับให้นายเพลิงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ตนได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1299  ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น  ท่านว่า  การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์  เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา  1300  ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์  หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์  เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้  แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน  ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น  ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด  ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้

วินิจฉัย  นายน้ำแย่งการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของนายเปลวติดต่อกันยังไม่ครบสิบปี  ก็ถูกนายเปลวฟ้องขับไล่จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์  แต่ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลนายน้ำกับนายเปลวตกลงยอมความกัน  โดยนายเปลวยินยอมให้นายน้ำเช่าซื้อที่ดินพิพาท  หากชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วนายเปลวยอมให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายน้ำทันที  และนายเปลวจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นายน้ำ  หากปฏิบัติตามข้อตกลงให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา  และศาลมีคำพิพากษาตามยอม  คดีถึงที่สุดแล้ว  และนายน้ำชำระราคาเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว  เช่นนี้นายน้ำจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท  โดยสัญญาประนีประนอม  ยอมความในชั้นศาล  ซึ่งเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมตามมาตรา  1299  วรรคแรก  เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่  การได้ซึ่งกรรมสิทธิ์จึงยังไม่บริบูรณ์ในฐานะทรัพยสิทธิ  แต่ยังคงมีผลบังคับนายน้ำกับนายเปลวในฐานะบุคคลสิทธิ  ซึ่งนายน้ำสามารถฟ้องบังคับให้นายเปลวไปจดทะเบียนโนกรรมสิทธิ์ให้แก่ตนได้

หลังจากนั้น  นายเปลวถึงแก่ความตาย  นายเพลิงซึ่งเป็นบุตรของนายเปลวได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาทในฐานะทายาทโดยชอบธรรม  ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนายเปลวต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของมรดกและการจดทะเบียนรับมรดกดังกล่าวทำให้นายน้ำผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนต้องเสียเปรียบนายน้ำจึงสามารถฟ้องศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับมรดกของนายเพลิงได้ตามมาตรา  1300  เพราะเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทน  และบังคับให้นายเพลิงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ตนได้

สรุป  นายน้ำสามารถฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับมรดกและบังคับให้นายเพลิงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ตนได้

ข้อ  2  นายเอกมีที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ติดกับที่ดินของนายโท  นายเอกได้สร้างบ้านบนที่ดินของตนโดยก่อนปลูกสร้างได้เรียกเจ้าพนักงานมารังวัดสอบเขตแล้ว  แต่เมื่อสร้างเสร็จจึงพบว่ารั้วกำแพงและท่อระบายน้ำรุกล้ำอยู่ในเขตที่ดินของนายโท  1  ตารางวา  ดังนี้  นายเอกจะต้องรื้อถอนรั้วกำแพงและท่อระบายน้ำหรือไม่  นายเอกและนายโทมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร  หรือไม่  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

มาตรา  144  ส่วนควบของทรัพย์  หมายความว่า  ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่แห่งทรัพย์นั้น  และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย  ทำให้บุบสลาย  หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น

มาตรา  1312  วรรคแรก  บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น  แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้นและจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม  ต่อภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด  เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้

วินิจฉัย  การที่นายเอกทำการรังวัดสอบเขตก่อนปลูกบ้านเป็นการปลูกสร้างที่สุจริต  เพราะไม่ได้เพิกเฉยละเลยในการตรวจสอบแนวเขต  แต่เมื่อสร้างเสร็จพบว่ารั้วกำแพงและท่อระบายน้ำรุกล้ำอยู่ในเขตของนายโท  นายเอกจึงต้องรื้อถอนรั้วกำแพงและท่อระบายน้ำออกจากที่ดินของนายโท  แม้ว่าจะเป็นการปลูกสร้างที่สุจริตก็ตาม  เพราะรั้วกำแพงและท่อระบายน้ำมิใช่ส่วนควบของโรงเรือน  ตามมาตรา  144  จึงไม่อยู่ในความหมายของการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำในมาตรา  1312  วรรคแรก  ดังนั้น  นายเอกจึงมีหน้าที่ต้องรื้อถอนรั้วกำแพง  และท่อระบายน้ำออกไปจากที่ดินของนายโท  แม้ว่าจะเป็นการสร้างรุกล้ำที่สุจริตก็ตาม

สรุป  นายเอกมีหน้าที่ต้องรื้อถอนรั้วกำแพงและท่อระบายน้ำออกไปจากที่ดินของนายโท

ข้อ  3  นายสมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งไดภาระจำยอมในการใช้ทางผ่านที่ดินของนายแสงตลอดไป  และได้จดทะเบียนไว้แล้ว  แต่เมื่อใช้ภาระจำยอมไปได้ระยะหนึ่ง  นายสมได้กั้นรั้วแบ่งแยกที่ดินแปลงนั้นของตนออกเป็นสองส่วน  ที่ดินอีกส่วนที่แบ่งแยกออกไปได้ให้นายสดเช่าปลูกบ้าน  นายสดปลูกบ้านอยู่บนที่ดินแปลงนั้น  และใช้ทางผ่านเข้าออกบนที่ดินของนายสวยเพื่อออกสู่ทางสาธารณะ  และไม่เคยได้ใช้ทางผ่านที่ดินของนายแสงอีกเลย  มีเพียงแต่นายสมเท่านั้นใช้ทางผ่านที่ดินของนายแสง  นายสดได้ใช้ถนนผ่านเข้าออกบนที่ดินของนายสวยเพื่อออกสู่สาธารณะโดยไม่เคยขอหรือบอกนายสวยเลย 

ให้นักศึกษาอธิบายว่า

1       นายแสงจะขอให้ที่ดินส่วนที่นายสดครอบครองพ้นจากภาระจำยอมได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

2       ถ้านายสดใช้ทางผ่านที่ดินของนายสวยจะก่อให้เกิดภาระจำยอมบนที่ดินของนายสมและส่วนที่นายสดครอบครองนั้นได้หรือไม่เพียงใด  อธิบายให้ละเอียด

ธงคำตอบ

มาตรา  1382  บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ  ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

มาตรา  1387  อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน  หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์นั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น

มาตรา  1395  ถ้ามีการแบ่งแยกสามยทรัพย์  ท่านว่าภาระจำยอมยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์แก่ทุกส่วนที่แยกออกนั้น  แต่ถ้าภาระจำยอมนั้นไม่ใช้  และใช้ไม่ได้ตามรูปการเพื่อประโยชน์แก่ส่วนใดไซร้  ท่านว่าเจ้าของภารยทรัพย์จะเรียกให้พ้นจากภาระจำยอมอันเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนนั้นก็ได้

มาตรา  1399  ภาระจำยอมนั้น  ถ้ามิได้ใช้สิบปี  ท่านว่าย่อมสิ้นไป

มาตรา  1401  ภาระจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ  ท่านให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ  3  แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วินิจฉัย

นายสมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงหนึ่ง  ซึ่งได้ภาระจำยอมในการใช้ทางผ่านที่ดินของนายแสงตลอดไป  และจดทะเบียนไว้แล้ว  แต่เมื่อใช้ภาระจำยอมไปได้ระยะหนึ่ง  นายสมได้แบ่งแยกกั้นรั้วที่ดินแปลงนั้นของตนออกเป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งให้นายสดปลูกบ้านเช่าอยู่  นายสดจึงปลูกบ้านอยู่บนที่ดินแปลงนั้น  และนายสดก็ไม่เคยใช้ทางผ่านที่ดินของนายแสงอีกเลย  มีเพียงนายสมเท่านั้นใช้ทางผ่านที่ดินของนายแสงนายสดใช้ถนนผ่านเข้าออกบนที่ดินของนายสวยเพื่อออกสู่สาธารณะแทนโดยไม่เคยขอหรือบอกนายสวยเลย

1       นายแสงจะขอให้ที่ดินส่วนที่นายสดครอบครองพ้นจากภาระจำยอมไม่ได้  เพราะไม่ใช่แบ่งแยกกรรมสิทธิ์  ที่ดินทั้งแปลงยังเป็นของนายสม  จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะขอให้พ้นจากภาระจำยอมตามมาตรา  1395  และภาระจำยอมก็ยังไม่สิ้นไปตามมาตรา  1399  เพราะนายสมยังคงใช้ภาระจำยอมผ่านที่ดินของนายแสงอยู่

2       ถ้านายสดใช้ทางผ่านที่ดินของนายสวยจะก่อให้เกิดภาระจำยอมบนที่ดินของนายสมทั้งแปลงทั้งส่วนของนายสดที่ครอบครองอยู่  ในการผ่านที่ดินของนายสวยโดยการครอบครองปรปักษ์ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ใครก็ตามที่อยู่ในสามยทรัพย์ก่อให้เกิดภาระจำยอมโดยการครอบครองปรปักษ์ได้  มาตรา  1387

สรุป  1  นายแสงไม่มีสิทธิที่จะขอให้พ้นจากภาระจำยอมได้

2  นายสดจะก่อให้เกิดภาระจำยอมบนที่ดินของนายสมทั้งแปลง  รวมทั้งส่วนของนายสดครอบครองอยู่ได้โดยการครอบครองปรปักษ์

ข้อ  4  นายแดงได้กู้ยืมเงินนายดำมาจำนวน  500,000  บาท  กำหนดชำระเงินคืนภายในสามปี  และได้ให้นายดำเข้าครอบคอรงทำประโยชน์บนที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งของนายแดงแทนค่าดอกเบี้ยเงินกู้  ต่อมาเมื่อกู้ยืมเงินกันไปได้หนึ่งปี  นายขาวบุตรชายของนายแดงได้มาทำสัญญาขายที่ดินแปลงนั้นกับนายดำ  โดยนายดำได้ให้เงินนายขาวไปจำนวน  200,000  บาท  แต่ก่อนที่จะครบสามปีตามสัญญากู้ยืม  โดยนายดำได้นำเงิน  500,000  บาท  มาชำระหนี้เงินกู้  และเรียกที่ดินแปลงนั้นคืน  แต่นายดำไม่ยอมรับและไม่ยอมออกไปจากที่ดินแปลงนั้นโดยอ้างว่าที่ดินแปลงนั้นนายขาวได้ขายให้ตนมาได้เกินกว่าหนึ่งปีแล้ว  ดังนี้ถ้านายแดงมาปรึกษาท่าน  ท่านจะให้คำแนะนำกับนายแดงอย่างไร  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตรา  1367  บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน  ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง

มาตรา  1375  ถ้าผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายไซร้  ท่านว่าผู้ครอบครองมีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครอง  เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินดีกว่า  ซึ่งจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผู้ครอบครองได้

การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น  ท่านว่าต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง 

มาตรา  1381  บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนผู้ครอบครอง  บุคคลนั้นจะเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือได้ก็แต่โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่า  ไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองต่อไป  หรือตนเองเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริต  อาศัยอำนาจใหม่อันได้จากบุคคลภายนอก

วินิจฉัย

นายแดงได้กู้ยืมเงินมาจากนายดำจำนวน  500,000  บาท  กำหนดชำระเงินคืนภายในสามปี  และได้ให้นายดำเข้าใช้ประโยชน์บนที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งของนายแดงแทนค่าดอกเบี้ยเงินกู้  ต่อมาเมื่อกู้ยืมเงินไปได้หนึ่งปี  นายขาวบุตรชายของนายแดงได้มาทำสัญญาขายที่ดินแปลงนั้นกับนายดำโดยนายดำได้ให้เงินนายขาวไปจำนวน  200,000  บาท  แต่ก่อนที่ครบสามปีตามสัญญากู้ยืมเงิน  นายแดงได้นำเงิน  500,000  บาท  มาชำระหนี้เงินกู้และเรียกที่ดินแปลงนั้นคืน  แต่นายดำไม่ยอมรับและก็ไม่ยอมออกไปจากที่ดินแปลงนั้น  โดยอ้างว่าที่ดินแปลงนั้นนายขาวได้ขายที่ดินแปลงนี้ให้ตนมาได้กว่าหนึ่งปีแล้ว  ดังนี้  นายแดงต้องฟ้องเรียกคืนที่ดินแปลงนั้นจากนายดำภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับตั้งแต่นายแดงไปชำระหนี้เงินกู้  และนายดำไม่ยอมรับชำระหนี้กู้ยืมไม่ยอมออกไปและไม่ส่งที่ดินแปลงนั้นคืนนายแดง  โดยอ้างว่าได้ซื้อที่ดินแปลงนั้นจากนายขาวบุตรชายของนายแดงแล้ว  แสดงว่านายดำได้แย่งการครอบครองที่ดินมือเปล่าแปลงนั้นจากนายแดงสำเร็จแล้ว  ตามมาตรา  1381  นายดำครอบครองที่ดินแปลงนั้นด้วยตนเองตามมาตรา  1367  นายแดงต้องฟ้องต่อศาลเรียกคืนที่ดินแปลงนั้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีตามมาตรา  1375

สรุป  ข้าพเจ้าจะแนะนำให้นายแดงฟ้องต่อศาลเรียกคืนที่ดินแปลงนั้นภายในระยะเวลา  1  ปี  นับแต่วันที่นายดำไม่ยอมรับชำระหนี้เงินกู้  และไม่ยอมออกไปจากที่ดิน