LAW1002 (LA102),(LW102) หลักกฎหมายเอกชน การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2546

การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2546

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW1002 (LA 102),(LW 102) หลักกฎหมายเอกชน

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี 3 ข้อ

ข้อ 1  ก. การตีความกฎหมายคืออะไร  จงอธิบายถึงหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายแพ่งมาพอสังเขป

   หลักกฎหมายทั่วไปในทางแพ่งคืออะไร  หลักกฎหมายทั่วไปสามารถนำมาใช้ในการอุดช่องว่างของกฎหมายแพ่งได้อย่างไร  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

ก.      การตีความกฎหมาย คือ  การค้นหาความหมายของกฎหมายที่มีถ้อยคำไม่ชัดเจนหรือกำกวมหรือมีความหมายได้หลายอย่าง  เพื่อจะได้ทราบว่าถ้อยคำของกฎหมายนั้นมีความหมายอย่างไร  เมื่อตีความกฎหมายได้แล้วก็จะได้นำเอากฎหมายไปปรับใช้ในการวินิจฉัยกับข้อเท็จจริงได้ต่อไป

หลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายแพ่ง  มีหลักเช่นเดียวกับการใช้กฎหมายแพ่ง  กล่าวคือ  จะต้องค้นหาความหมายของบทบัญญัติของกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายไปพร้อมๆกัน  จึงจะได้ความหมายที่ถูกต้องแท้จริงของกฎหมายนั้น  โดยเริ่มจาก

1       การตีความตัวอักษร  ทั้งศัพท์ธรรมดาและศัพท์กฎหมาย  เพื่อจะได้ทราบความหมายของตัวอักษรเสียก่อน  และ

2       การตีความตามเจตนารมณ์  เพื่อค้นหาความมุ่งหมายอันแท้จริงของกฎหมายว่าเป็นอย่างไร  เจตนารมณ์ของกฎหมายอาจดูได้จากที่มา  ตำแหน่งหรือหมวดหมู่ของกฎหมาย  จากถ้อยคำของบทบัญญัตินั้นๆ  หรือดูจากสถานการณ์ในขณะบัญญัติกฎหมาย  รวมถึงจากรายงานการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติในการออกกฎหมายนั้นๆด้วย

  หลักกฎหมายทั่วไป  คือ  หลักกฎหมายอันเป็นรากฐานหรือเป็นที่มาของบทบัญญัติกฎหมายใยเรื่องต่างๆในทางแพ่ง  บทบัญญัติองกฎหมายในมาตราต่างๆ  ของกฎหมายแพ่งมักจะบัญญัติขึ้นมาจากหลักทั่วไปดังกล่าว  เช่น  หลักสุจริต  หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน  หลักผู้ซื้อต้องระวัง  หลักกฎหมายปิดปาก  หลักบุคคลต้องปฏิบัติตามสัญญา  ฯลฯ  หลักกฎหมายทั่วไปนี้อาจมาจากหลักทั่วไปที่ใช้อยู่ในระบบกฎหมายไทยเอง คือระบบซีวิลลอว์  หรืออาจเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่มาจากระบบกฎหมายอื่น  เช่น  ระบบคอมมอน ลอว์ ก็ได้

หลักกฎหมายทั่วไปอาจนำมาใช้ในการอุดช่องว่างของกฎหมายได้ตาม  ป.พ.พ. มาตรา  4  วรรค  2  คือ  หากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่จะนำมาปรับกับคดี  และก็ไม่มีจารีตประเพณี  รวมถึงไม่มีบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง  ก็ต้องนำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้ปรับกับข้อเท็จจริงในคดีที่เกิดขึ้นแทน

ข้อ  2  นายภราดรเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารเพื่อไปทำธุรกิจที่ประเทศฝรั่งเศส  เมื่อวันที่  1  ตุลาคม  พ.ศ.2544  ปรากฏว่าเครื่องบินลำดังกล่าวได้สูญหายไประหว่างการเดินทาง  และนับจากวันเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีใครได้รับข่าวคราวหรือพบเห็นนายภราดรอีกเลย  นางสมสมรซึ่งเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของนายภราดรได้มาปรึกษาท่าน ว่าจะร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายภราดรเป็นคนสาบสูญได้หรือไม่  และจะมีสิทธิร้องขอได้เมื่อใด  อยากทราบว่า  ท่านจะให้คำปรึกษาแก่นางสมสมรได้อย่างไร  และเพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

มาตร  61     ถ้าบุคคลใดไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่  และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลา  5  ปี     เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ  ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญก็ได้ 

ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือ  2  ปี

1  นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง   ถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงคราม  และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว

2  นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง  อับปาง  ถูกทำลาย  หรือสูญหายไป

3  นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน  (1)  หรือ (2)  ได้ผ่านพ้นไป  ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น

4  ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนสาบสูญ

5  ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนสาบสูญ

กรณีตามอุทาหรณ์นั้น  นายภราดรได้เดินทางโดยเครื่องบินโดยสารเพื่อไปทำธุรกิจที่ประเทศฝรั่งเศส  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม  พ.ศ.2544  และปรากฏว่าเครื่องบินลำดังกล่าวได้สูญไประหว่างการเดินทางทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า  ไม่มีใครได้รับข่าวคราวหรือพบเห็นนายภราดรอีกเลยนับจากวันที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น 

ข้าพเจ้าจะให้คำปรึกษาแก่นางสมสมรภรรยานายภราดรว่า  นางสมสมรย่อมมีสิทธิของการเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้นายภราดรเป็นผู้สาบสูญได้แล้ว  และนางสมสมรจะเริ่มใช้สิทธิดังกล่าวได้เมื่อครบ 2 ปีนับจากวันเกิดเหตุคือ  วันที่ 2 ตุลาคม  พ.ศ. 2546  เพราะเป็นการสาบสูญในกรณีพิเศษระยะเวลาจะลดลงจาก 5 ปี  เหลือเพียง  2  ปีเท่านั้น  ส่วนศาลจะมีคำสั่งตามคำขอหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาล

ดังนั้นข้าพเจ้าจะให้คำปรึกษาแก่นางสมสมรว่า   สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้นายภราดรเป็นผู้สาบสูญได้ตั้งแต่วันที่  2  ตุลาคม  พ.ศ.2546  เป็นต้นไป

ข้อ 3  ก . บุคคลธรรมดาประเภทใดบ้างที่ถูกจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรม

  ศาลจะสั่งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ  คนไร้ความสามารถ  จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ที่สำคัญๆอย่างไรบ้าง  จงอธิบาย

ธงคำตอบ 

ก. บุคคลธรรมดาที่ถูกจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรมคือ

1  ผู้เยาว์

2  คนเสมือนไร้ความสามารถ

3  คนไร้ความสามารถ

  หลักเกณฑ์ของการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถจากมาตรา  32  วรรคแรก  มีดังต่อไปนี้ คือ

1        ต้องมีเหตุบกพร่อง  กรณีที่จะถือว่าเป็น  เหตุบกพร่อง  นั้น  อาจจะเป็นเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้

(1)   กายพิการ  คือ  ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งได้ขาดไปหรือไม่สมประกอบ  ซึ่งอาจจะเกิดแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลังก็ได้  เช่น  ตาบอด  หูหนวก  เป็นใบ้  ขาแขนขาด  หรือเป็นอัมพาตง่อยเปลี๊ยเสียขา  เป็นต้น

(2)   จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ  คือ  จิตใจไม่ปกติ  เป็นโรคจิตแต่ไม่ถึงกับวิกลจิต คือ  มีเวลาที่รู้สึกตัว  มีสติรู้สึกผิดชอบธรรมดา  แต่บางครั้งก็เลอะเลือนไปบ้าง

(3)  
ประพฤติสุลุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ  หมายถึง  คนที่มีนิสัยใช้จ่ายทรัพย์สินอย่างไม่มีประโยชน์เกินกว่ารายได้ที่ได้รับและเป็นอาจิณคือเป็นประจำ


(4)  
เป็นคนติดสุรายาเมา  คือ  คนที่เสพสุรา  หรือของมึนเมาต่างๆ  เมื่อเสพไปแล้ว  ก็ต้องเสพเป็นนิจ  ซึ่งขาดเสียมิได้


(5)  
เหตุอื่นใดทำนองเดียวกันกับข้อ (1) (4)  เช่น  พวกหลงใหลในสิ่งของต่างๆหรือเป็นโรคประจำตัวจนไม่สามารถทำการงานของตนเองหรือจัดการเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว  เป็นต้น

 
  1. บุคคลนั้นไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้  หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว  เพราะเหตุบกพร่องนั้น  เช่น  นายดำเป็นอัมพาตอย่างร้ายแรงจนไม่สามารถทำการงานของตนเองได้  เช่นนี้นายดำอาจถูกร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้  แต่อย่างไรก็ตามถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่า  แม้นายดำจะเป็นอัมพาต  แต่นายดำก็สามารถขายล็อตเตอรี่หาเลี้ยงครอบครัวได้  เช่นนี้นายดำยังสามารถจัดทำการงานของตนได้  จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้เป็นต้น

 3       ผู้มีส่วนได้เสีย  (บุคคลตามที่ระบุในมาตรา  28  )  ได้แก่  สามี  ภริยา  บุพการี  ผู้สืบสันดานหรือพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล  ศาลอาจจะ สั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งผู้พิทักษ์ขึ้นมาดูแลตราบ ใดที่ศาลยังไม่มีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ  บุคคลนั้นก็ยังไม่เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ  ย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นอย่างบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป  และเมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว  การเป็นคนไร้ความสามารถย่อมเริ่มตั้งแต่วันที่ศาลสั่ง  ไม่ใช่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 ศาลจะสั่งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นคนไร้ความสามารถ  ต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้คือ

1       บุคคลนั้นเป็นคนวิกลจริต

2       คู่สมรส  หรือบุพการี (บิดามารดา  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ทวด)  ผู้สืบสันดาน  (ลูก หลาน เหลน  ลื่อ)  ผู้ปกครอง  ผู้พิทักษ์  ผู้ปกครองดูแลบุคคลนั้น  หรือพนักงานอัยการ  ร้องขอต่อศาล

ศาลอาจจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ  และตั้งผู้อนุบาลเป็นผู้ดูแลบุคคลนั้น  (หลักกฎหมาย มาตรา 19, 28 , 32)