การสอบไล่ภาค  1  ปีการศึกษา  2549

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 3016 กฎหมายปกครอง (สำหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์)

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  ข้อละ  25  คะแนน

Advertisement

ข้อ  1  ก  จงอธิบายเรื่องต่อไปนี้

–                    ยกตัวอย่างกฎหมายปกครองมาสามฉบับ

–                    อธิบายว่าเพราะเหตุใดกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายปกครอง

–                    หน่วยงานของรัฐได้แก่หน่วยงานใด

–                    เจ้าหน้าที่ของรัฐได้แก่ใครบ้าง

–                    การใช้อำนาจทางปกครองเป็นอย่างไร

–                    การบริการสาธารณะหมายความว่าอย่างไร

ข  จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายปกครอง  หน่วยงานของรัฐ  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  การใช้อำนาจปกครอง  การบริการสาธารณะ  และศาลปกครอง

ธงคำตอบ  ก

–                    กฎหมายปกครองมีอยู่ประมาณเจ็ดร้อยกว่าฉบับ  เช่น  กฎหมายที่ดิน  และพระราชบัญญัติต่างๆ  นักศึกษาจะยกตัวอย่างกฎหมายฉบับใดก็ได้มา  3  ฉบับ  (ยกเว้นกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา)  เช่น  พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  พ.ศ. 2534  พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ศ. 2535  พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร  พ.ศ. 2528  เป็นต้น

–                    กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายปกครองเพราะเป็นกฎหมายบัญญัติให้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองแก่หน่วยงานของรัฐและแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ  และเมื่อเกิดกรณีพิพาทเป็นกรณีพิพาททางปกครอง  จะต้องนำคดีให้ศาลปกครองเป็นผู้พิจารณา

–                    หน่วยงานของรัฐ  ได้แก่  หน่วยงานในการบริหารราชการส่วนกลาง  ส่วนภูมิภาค  ส่วนท้องถิ่น  และรัฐวิสาหกิจ

–                    เจ้าหน้าที่ของรัฐ  ได้แก่  บุคคลหรือคณะบุคคลที่ใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครอง  ได้แก่  ข้าราชการ  พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ

–                    การใช้อำนาจทางปกครอง  คือการที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย  แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  โอน  สงวน  หรือระงับต่อสถานภาพหรือสิทธิของบุคคล  ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร

ธงคำตอบ  ข

กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจหน้าที่ในทางปกครองแก่หน่วยงานของรัฐและแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ  โดยหน่วยงานของรัฐ  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ  จะใช้อำนาจปกครอง  หรือจะดำเนินการในการบริการสาธารณะได้จะต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจหน้าที่ไว้  และเมื่อเกิดปัญหาจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเรียกว่าเป็นกรณีพิพาททางปกครอง  จะต้องนำคดีไปฟ้องยังศาลปกครอง  เนื่องจากศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีปกครอง

 


ข้อ  2  ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า  ผู้ฟ้องคดีกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมผู้ลักลอบนำน้ำมันโซล่าหลบหนีภาษีศุลกากร  (น้ำมันเถื่อน)  เข้ามาในราชอาณาจักร  พร้อมทั้งยึดเรือของกลาง  จำนวน  2  ลำ  ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค  3  มีคำพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าว  แต่ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์  ต่อมาเจ้าของเรือได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสตูลเพื่อขอคืนเรือของกลาง

และคดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาล  ปรากฏว่าเรือของกลางทั้ง  2  ลำได้หายไป  ผู้ฟ้องคดีจึงได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมองสตูล  แต่ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสตูลผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ลง บันทึกประจำวันและไม่ได้มีการดำเนินการตามที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความร้องทุกข์

จงวินิจฉัยว่า

1       ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจฟ้องหรือไม่  หลักกฎหมายมาตราใดบัญญัติว่าอย่างไร

2       ฟ้องศาลใด  หลักกฎหมายมาตราใดบัญญัติว่าอย่างไร

3       หากท่านเป็นศาลจะวินิจฉัยคดีนี้ว่าอย่างไร

ธงคำตอบ

1       ผู้ฟ้องคดีมีอำนาจฟ้องตามมาตรา  42  แห่งพระราชบัญญัติ  จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ.  2542  เนื่องจากเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย  หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา  42  วรรคหนึ่ง

2       ต้องนำคดีไปฟ้องศาลปกครองที่อยู่ในเขตอำนาจ  ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ. 2542  มาตรา  9  วรรคหนึ่ง  (2)  บัญญัติว่า  คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กำหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ  หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

3       สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด  ในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร  ตามบทบัญญัติมาตรา  72 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ. 2542 

 


ข้อ  3  
หลักกระจายอำนาจปกครองนั้นเป็นวิธีการจัดระเบียบการปกครองโดยให้ท้องถิ่นต่างๆ  มีความเป็นอิสระตามสมควรที่จะปกครองตนเองโดยราษฎรในท้องถิ่นนั้น  ราชการบริหารส่วนกลางเป็นแต่เพียงกำกับดูแลเท่านั้น  ดังนี้ให้อธิบายสาระสำคัญของ  หลักกระจายอำนาจปกครอง  และ  การกำกับดูแล  ตามที่ได้ศึกษามา

ธงคำตอบ

หลักการกระจายอำนาจทางปกครอง  เป็นวิธีการที่รัฐมอบอำนาจปกครองบางส่วนให้องค์การอื่นนอกจากราชการบริหารส่วนกลางจัดทำบริการสาธารณะบางอย่างโดยมีอิสระตามสมควร  ไม่ต้องขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลาง

ลักษณะสำคัญของหลักกระจายอำนาจปกครอง

1       มีการแยกหน่วยงานออกไปเป็นองค์กรนิติบุคคลอิสระจากราชการบริหารส่วนกลาง

2       มีการเลือกตั้ง

3       มีความเป็นอิสระที่จะวินิจฉัยสั่งการและดำเนินการด้วยงบประมาณและด้วยเจ้าหน้าที่ของตนเอง

การกำกับดูแล  เป้นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรควบคุมกำกับ  ได้แก่  อำนาจกำกับดูแลของส่วนกลางที่มีอยู่เหนือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น  ไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา  อำนาจกำกับดูแลเป็นอำนาจที่มีเงื่อนไข  จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจและต้องเป็นไปตามรุปแบบที่กฎหมายกำหนด

ลักษณะทั่วไปของการกำกับดูแล

1       อำนาจกำกับดูแลจะต้องก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมาย

2       อำนาจกำกับดูแลต้องมาจากส่วนกลาง

3       อำนาจกำกับดูแลเฉพาะความชอบด้วยกฎหมาย

 


ข้อ  4  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาศัยอำนาจตามกฎหมายข้าราชการตำรวจ  แต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงพันตำรวจเอกรักรามผู้ใต้บังคับบัญชา  และได้มีคำสั่งพักราชการพันตำรวจเอกรักรามในระหว่างการสอบสวนวินัยร้ายแรง  เพื่อรอฟังผลการสอบสวน  โดยอ้างว่าพันตำรวจเอกรักรามดำเนินการปกปิดและทำลายพยานหลักฐานสำคัญ

ในการสอบสวนพันตำรวจเอกรักรามเห็นว่าคำสั่งพักราชการมีผลกระทบต่อสถานภาพของ สิทธิและหน้าที่ของตนเองแม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตาม  โดยที่ตนเองไม่มีโอกาสโต้แย้งแสดงหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาออกคำสั่งพักราชการ  แต่ในขณะที่ผู้บังคับบัญชาทั้งสองกลับเห็นว่า  คำสั่งพักราชการเป็นเพียงคำสั่งภายในเพื่อรอฟังผลการสอบสวนวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยเท่านั้น

ซึ่งผลการสอบสวนอาจไม่ปรากฏมูลเหตุความผิดวินับร้ายแรงก็ได้  ดังนี้  พันตำรวจเอกรักรามจะโต้แย้งว่า  คำสั่งพักราชการเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  ยกหลักกฎหมายประกอบให้ชัดเจน  (ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  พ.ศ.  2539  หรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ. 2542)

ธงคำตอบ

คำสั่งพักราชการโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาเป็นคำสั่งทางปกครอง  มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของพันตำรวจเอกรักราม  แม้จะเป็นการชั่วคราว  แต่ก็ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง  ตามนัยที่บัญญัติไว้ในมาตรา  5 (1)  ห่างพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  พ.ศ. 2539  ให้นิยามคำว่า 

คำสั่งทางปกครอง  หมายความว่า  (1)  การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ  เปลี่ยนแปลง  โอน  สงวน  ระงับ  หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว  เช่น  การสั่งการ  การอนุญาต  การอนุมัติ  การวินิจฉัยอุทธรณ์  การรับรอง  และการรับจดทะเบียน  แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ

ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวคำสั่ง พักราชการเจ้าหน้าที่พิจารณาทางปกครองจะเห็นสมควรเปิดโอกาสให้คู่กรณีมี สิทธิทราบข้อเท็จจริงและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนได้ตามมาตรา  30 (6)  (กฎกระทรวงฉบับที่  2  พ.ศ. 2540)  เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่มิได้ให้โอกาสพันตำรวจเอกรัก รามทราบข้อเท็จจริงก่อนและไม่ให้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานที่อาศัยเป็นเหตุใน การออกคำสั่งพักราชการ  คำสั่งพักราชการจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อาจถูกเพิกถอนได้

หรือพันตำรวจเอกรักรามอาจขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งพักราชการว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่ง เนื่องจากกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ได้  ตามมาตรา  9(1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ. 2542

สรุป  พันตำรวจเอกรักรามสามารถโต้แย้งคำสั่งพักราชการว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบ ด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและมีโอกาส โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน  ตามมาตรา  30  พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  พ.ศ. 2539

หรือพันตำรวจเอกรักรามสามารถโต้แย้งคำสั่งพักราชการว่าเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เนื่องจากกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนที่กำหนดไว้สำหรับการออกคำสั่งทางปกครอง  ตามมาตรา  9 (1)  พะราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง  พ.ศ. 2542

Advertisement