LAW 2011 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า S/2554

การสอบไล่ภาคฤดูร้อน  ปีการศึกษา  2554

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2011 (LA 211),(LW 303)

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1    เซ็นชื่อในใบมอบอำนาจให้    ไปกรอกข้อความเอง  โดยมอบให้    นำที่ดินไปจำนอง  แต่    กลับกรอกข้อความว่า  ให้นำที่ดินไปขายฝาก  ซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของ    แต่จากพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้    ผู้รับซื้อฝากเข้าใจว่า    มีอำนาจทำได้  จึงรับซื้อฝากไว้โดยสุจริต  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า

(1)    ต้องรับผิดผูกพันกับการกระทำของ    หรือไม่

(2)    จะปฏิเสธความรับผิดและฟ้องเพิกถอนการโอนสัญญาระหว่าง    กับ    ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

(3)    ฟ้อง    ว่าปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม  ศาลพิพากษาว่า    ผิดจริงตามฟ้อง  ดังนี้    จะนำคำพิพากษาดังกล่าวมาทำให้กระทบกระเทือนสิทธิของ    ผู้กระทำการโดยสุจริตได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  821  บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี  รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี  ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน

มาตรา  822  ถ้าตัวแทนทำการอันใดเกินอำนาจตัวแทน  แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการอันนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน  ท่านให้ใช้บทบัญญัติมาตราก่อนนี้เป็นบทบังคับแล้วแต่กรณี

วินิจฉัย

(1)  การที่  ก  ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจให้ตัวแทนไปจำนองที่ดิน  โดยไม่กรอกข้อความลงในใบมอบอำนาจ  เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ  ยอมเสี่ยงภัยในการกระทำของตนเองอย่างร้ายแรง  เมื่อ  ข  นำใบมอบอำนาจไปกรอกข้อความเป็นให้ขายฝาก  ซึ่งเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของ  ก  เป็นกรณีเข้าลักษณะความรับผิดของตัวการต่อบุคคลภายนอก  ตามมาตรา  822  ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวแทน  คือ  ข  ทำการเกินอำนาจตัวแทน  แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลภายนอกมีเหตุอันสมควรจะเชื่อได้ว่า  การนั้นอยู่ภายในของอำนาจของตัวแทน  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ค.  รับซื้อฝากไว้โดยสุจริต  และเสียค่าตอบแทน  ดังนั้น  ก  ตัวการจึงต้องรับผิดผูกพันกับการกระทำของ  ข  ตัวแทนตามมาตรา  822  ประกอบมาตรา  821  (ฎ. 671/2523)

(2)  เมื่อ  ก  ตัวการจะต้องรับผิดผูกพันกับการกระทำของ  ข  ตัวแทนแล้ว  ดังนั้น  ก  จะปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างเอาความประมาทเลินเล่อของตนมาเป็นเหตุให้พ้นจากความรับผิดไม่ได้  และจะเพิกถอนการโอนสัญญาระหว่าง  ข  กับ  ค  ไม่ได้  (ฎ. 580/2507)

(3) แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า  ข  จะถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม  ก  ก็จะนำคำพิพากษาดังกล่าวมาทำให้กระทบกระเทือนสิทธิของ  ค  ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้  กล่าวคือ สิทธิของ  ค  ย่อมไม่เสียไปเพราะคำพิพากษาดังกล่าว  ดังนั้นถ้าหาก  ก  ต้องการได้ที่ดินคืน  ก็ต้องชำระสินไถ่ตามกฎหมาย  (ฎ. 212/2517)

สรุป

(1)    ต้องรับผิดผูกพันกับการกระทำของ 

(2)    จะปฏิเสธความรับผิดและฟ้องเพิกถอนการโอนสัญญาระหว่าง    กับ    ไม่ได้

(3)    จะนำคำพิพากษาดังกล่าวมาทำให้กระทบกระเทือนสิทธิของ    ผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้

ข้อ  2    มอบ    ให้ซื้อรถยนต์เฟอรารี่  1  คัน  โดยให้เงิน    ไปไม่ครบ  ขาดไป  500,000  บาท    บอกให้    ออกแทนไปก่อน    ตกลงทดรองจ่ายแทนไป    นำรถเฟอรารี่มาส่งมอบให้    และขอคืนเงินทดรองจ่าย  500,000  บาท  แต่    ไม่จ่าย  ดังนี้    จะทำประการใดกับ    ได้บ้าง  กรณีหนึ่ง

อีกกรณีหนึ่ง    ออกอุบายขอยืมเรือยอร์ชของ    มาขับเล่น  3  วัน  แล้ว    ไม่คืนโดยอ้างว่าขอยึดหน่วงเรือยอร์ชไว้ก่อนจนกว่า    จะชำระหนี้  500,000  บาทให้    ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า    ตัวแทนมีอำนาจยึดหน่วงเรือยอร์ชไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 810  เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้ เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

มาตรา  816  ถ้าในการจัดทำกิจการอันเขามอบหมายแก่ตนนั้น  ตัวแทนได้ออกเงินทดรองหรือออกเงินค่าใช้จ่ายไป  ซึ่งพิเคราะห์ตามเหตุควรนับว่าเป็นการจำเป็นได้ไซร้  ท่านว่าตัวแทนจะเรียกเอาเงินชดใช้จากตัวการรวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้ออกเงินไปนั้นด้วยก็ได้

มาตรา  819  ตัวแทนชอบที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินใดๆ  ของตัวการอันตกอยู่ในความครอบครองของตน  เพราะเป็นตัวแทนนั้นเอาไว้จนกว่าจะได้รับเงินบรรดาค้างชำระแก่ตนเพราะการเป็นตัวแทน

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  วินิจฉัยได้ดังนี้  คือ

กรณีแรก

การที่    ได้มอบให้    เป็นตัวแทนให้ไปซื้อรถยนต์เฟอรารี่  1  คัน  โดยให้เงิน    ไปไม่ครบ  และให้    ออกเงินทดรองไปก่อน  500,000  บาทนั้น  ดังนี้เมื่อ    ได้นำรถยนต์เฟอรารี่มาส่งมอบให้    ตัวการไปแล้ว  ถือว่า    ตัวแทนได้ส่งมอบทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการเป็นตัวแทนให้กับตัวการไปแล้ว  ตามมาตรา  810  วรรคแรก  และเมื่อตัวแทนได้ออกเงินทดรองไปด้วย  ตัวแทนย่อมมีสิทธิที่จะเรียกให้ตัวการชดใช้คืนได้  พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้ออกเงินทดรองไปด้วยก็ได้ตามมาตรา  816  วรรคแรก  ดังนั้นตามอุทาหรณ์  เมื่อ    ขอคืนเงินทดรองจ่าย  500,000  บาท  จาก    แต่    ไม่จ่าย    ย่อมมีสิทธิฟ้องให้    ชำระเงิน  500,000  บาท  แก่    ได้เท่านั้น

กรณีที่สอง

การที่    ออกอุบายขอยืมเรือยอร์ชของ    มาขับเล่น  แล้วไม่ยอมคืนให้แก่    โดยอ้างว่าขอยึดหน่วงเรือยอร์ชไว้ก่อนจนกว่า    จะชำระหนี้  500,000  บาท  ให้แก่    นั้น  ขอตัวแทนย่อมไม่สามารถยึดหน่วงเรือยอร์ชไว้ได้  เพราะตามมาตรา  819  นั้น  ตัวแทนมีสิทธิที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินของตัวการที่ตกอยู่ในความครอบครองของตนได้  ก็จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ตัวแทนขวนขวายได้มาเนื่องจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนเท่านั้น  แต่ตามอุทาหรณ์  ทรัพย์สินที่ตัวแทนขวนขวายได้มาเนื่องจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนนั้นคือรถยนต์เฟอรารี่ไม่ใช่เรือยอร์ช  ดังนั้น    ตัวแทนจึงไม่สามารถยึดหน่วงเรือยอร์ชไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ได้  เพราะเป็นคนละกรณีกัน

สรุป

กรณีแรก  เมื่อ    ไม่คืนเงินทดรองจ่าย  500,000  บาท  แก่      ได้แต่ฟ้องเรียกให้    ชำระหนี้เท่านั้น

กรณีที่สอง    ตัวแทน  ไม่มีอำนาจยึดหน่วงเรือยอร์ชไว้

ข้อ  3    มอบ    ให้ขายที่ดินโดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จ    นำเสนอขาย      ตกลงซื้อ    และ    เข้าทำสัญญากัน  ภายหลังทำสัญญาการซื้อขายเลิกกัน  ดังนี้    ยังจะได้ค่านายหน้าหรือไม่  เพราะเหตุใด  กรณีหนึ่ง

อีกกรณีหนึ่ง    มอบ    ให้ขายที่ดินโดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จ  แต่มีข้อสัญญาว่า    จะต้องขายที่ดินให้ได้ภายในปี  พ.ศ.2552    ขายที่ดินได้ในเดือนมีนาคม  ปี  พ.ศ. 2553  ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า    มิได้ขยายเวลาขายให้    และไม่มีเหตุสุดวิสัยใดที่จะเป็นอุปสรรคในการขายที่ดินแปลงดังกล่าว  ดังนี้  ให้ท่านวินิจฉัยว่า    จะได้บำเหน็จหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 845  วรรคแรก  บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้า  เพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี  จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี  ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ  เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น  ถ้าสัญญาที่ได้ทำกันไว้นั้นมีเงื่อนไขเป็นเงื่อนบังคับก่อนไซร้  ท่านว่าจะเรียกร้องบำเหน็จค่านายหน้ายังหาได้ไม่จนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติมาตรา  845  วรรคแรก  จะเห็นได้ว่า  ลักษณะของสัญญานายหน้านั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงให้นายหน้าเป็นผู้ชี้ช่องทาง  หรือจัดการจนเขาได้ทำสัญญากับบุคคลภายนอก  และนายหน้ารับกระทำการตามนั้น  และเมื่อนายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการจนเขาได้เข้าทำสัญญากันแล้ว  นายหน้าย่อมจะได้รับค่าบำเหน็จ

แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้าสัญญานายหน้านั้นมีการกำหนดระยะเวลาไว้เป็นที่แน่นอนว่านายหน้าจะต้องกระทำการให้เสร็จภายในกำหนดระยะเวลานั้น  นายหน้าจะมีสิทธิได้รับค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อได้กระทำการให้เสร็จภายในกำหนดระยะเวลานั้นด้วย  (ฎ. 827/2523)

กรณีตามอุทาหรณ์  วินิจฉัยได้ดังนี้  คือ

กรณีที่  1 

การที่    ได้ตกลงมอบให้    ขายที่ดินโดยตกลงว่าจะให้บำเหน็จนั้น  เมื่อปรากฏว่า    ได้นำที่ดินเสนอขาย      ตกลงซื้อ    และ    เข้าทำสัญญาซื้อขายกัน  ดังนี้ถือว่า    ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะนายหน้าครบถ้วนแล้ว  แม้ต่อมาภายหลังการซื้อขายจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม    ก็ยังจะได้ค่าบำเหน็จนายหน้าอยู่  ตามมาตรา  845  วรรคแรก  (ฎ. 517/2494)

กรณีที่  2 

การที่    มอบหมายให้    ขายที่ดินให้  และตกลงกันว่าจะให้บำเหน็จ  แต่    จะต้องขายให้ได้ภายในระยะเวลา ปี  พ.ศ.2552  นั้น  แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าได้กำหนดระยะเวลาไว้แน่นอนแล้วว่า  จะต้องขายที่ดินให้ได้ภายในสิ้นปี  พ.ศ.2552  และหากไม่มีการผ่อนเวลาย่อมถือได้ว่าสัญญาดังกล่าวได้สิ้นสุดลง

และเมื่อภายในระยะเวลาปี  พ.ศ.2552  ยังขายที่ดินไม่ได้  โดย    มาขายได้เมื่อเดือนมีนาคม  พ.ศ.2553  จึงล่วงเลยเวลาที่ได้ตกลงกันไว้  และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า    มิได้ขยายเวลาขายให้    และไม่มีเหตุสุดวิสัยใดที่จะเป็นอุปสรรคในการขายที่ดินแปลงดังกล่าว  เท่ากับว่า    ขายที่ดินไม่ได้ตามระยะเวลาที่ตกลงไว้กับ    จึงถือว่าสัญญานายหน้าดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว  ดังนั้น    จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าบำเหน็จนายหน้าตามมาตรา  845  (ฎ. 827/2523)

สรุป 

กรณีที่  1    ยังจะได้รับค่าบำเหน็จนายหน้า

กรณีที่  2    จะไม่ได้รับค่าบำเหน็จนายหน้า