LAW 2011 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า 2/2555

0

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2555

 ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW 2011 

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน นายหน้า

 คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  3  ข้อ

ข้อ  1  ก  มอบ  ข  ให้ช่วยเก็บค่าเช่าบ้าน  อีกทั้งยังมอบหมายให้ทำสัญญาเช่าได้ด้วย  ต่อมาภายหลัง  ก  ตายลง  ทำให้สัญญาระหว่าง  ก  กับ  ข  ระงับสิ้นไป  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  กรณีต่อไปนี้  ข  จะมีอำนาจทำได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

1)    เก็บค่าเช่า

2)    ทำสัญญาเช่า

และถ้าไม่ทำผลจะเป็นเช่นไร  กรณีที่  1  กรณีที่  2  ถ้าทำผลจะเป็นเช่นไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  812  ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใดๆเพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทนก็ดี  เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี  หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจก็ดี  ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด

มาตรา  823  ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี  หรือทำนอกทำเหนือขอบอำนาจก็ดี  ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันตัวการเว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น

ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน  ท่านว่าตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเอง  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้อยู่ว่าตนทำการโดยปราศจากอำนาจ  หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจ

มาตรา  828  เมื่อสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเพราะตัวการตายก็ดี  ตัวการตกเป็นผู้ไร้ความสามารถหรือล้มละลายก็ดี  ท่านว่าตัวแทนต้องจัดการอันสมควรทุกอย่างเพื่อจะปกปักรักษาประโยชน์อันเขาได้มอบหมายแก่ตนไป  จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของตัวการจะอาจเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้นๆได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่  ก  ตั้ง  ข  เป็นตัวแทนให้ช่วยเก็บค่าเช่าบ้านและให้อำนาจทำสัญญาเช่าได้ด้วย  เมื่อต่อมาภายหลัง  ก  ตายลงทำให้สัญญาระหว่าง  ก  กับ  ข  ระงับสิ้นไปนั้น  กรณีการเก็บค่าเช่าและการทำสัญญาเช่า  ข  จะมีอำนาจทำได้หรือไม่  และถ้าไม่ทำหรือถ้าทำผลจะเป็นเช่นไรนั้น  แยกพิจารณาได้ดังนี้

1)    การเก็บค่าเช่า  แม้ว่า  ก  ตัวการตาย  ทำให้สัญญาตัวแทนระงับไป  แต่ตามมาตรา  828  ได้กำหนดให้ตัวแทนต้องจัดการหรือทำหน้าที่ของตัวแทนไปพลางก่อนเท่าที่จำเป็น  เพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการ  ดังนั้น  ข  จึงสามารถเก็บค่าเช่าได้  ถ้าหาก  ข  ไม่เก็บค่าเช่า  ถือว่า  ข  ไม่ทำหน้าที่ของการเป็นตัวแทนตามมาตรา  828  และถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น  ข  ตัวแทนจะต้องรับผิดชอบตามมาตรา  812

2)    การทำสัญญาเช่า  เมื่อ  ก  ตายลง  ข  ย่อมไม่มีอำนาจทำได้  เพราะสัญญาตัวแทนระงับแล้ว  อีกทั้งสัญญาเช่าเป็นบุคคลสิทธิ  เป็นสิทธิส่วนบุคคล  เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย  ย่อมทำให้สัญญาระงับ  ถ้าหาก  ข  ฝ่าฝืนทำสัญญาเช่า  ถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจและย่อมไม่ผูกพันผู้เป็นตัวการ  ตามมาตรา  823  และไม่ถือว่าเป็นการจัดการเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของตัวการ  ตามมาตรา  828  ซึ่งมีผลทำให้ตัวแทนต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเอง  ตามมาตรา  823  วรรคสอง

สรุป

1)       การเก็บค่าเช่า  ข  มีอำนาจทำได้  ถ้าไม่ทำและเกิดความเสียหายขึ้น  ข  จะต้องรับผิดชอบตามมาตรา  828  ประกอบมาตรา  812

2)      การทำสัญญาเช่า  ข  ไม่มีอำนาจทำได้  ถ้าทำ  ข  จะมีความผิดตามมาตรา  828  ประกอบมาตรา  823

ข้อ  2  นายหนึ่งเปิดร้านขายรถยนต์ใช้แล้วอยู่แถวถนนบางกะปิ  นายสองได้นำรถยนต์ของตนไปฝากนายหนึ่งขายหนึ่งคันในราคา  3  แสนบาท  โดยตกลงกันว่าถ้าขายได้จะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหนึ่งจำนวนหนึ่งหมื่นบาท  และในขณะเดียวกันก็ให้นายหนึ่งซื้อรถยนต์ใช้แล้วให้ตนใหม่หนึ่งคันในราคาไม่เกิน  4  แสนบาท  โดยตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหนึ่ง  1  หมื่นบาท  นายหนึ่งได้นำรถยนต์ของนายสองไปขายเชื่อให้แก่นายสามและได้ไปซื้อรถยนต์คันใหม่จากนายสี่ให้แก่นายสอง  ซึ่งนายหนึ่งยังไม่ได้ชำระเงินให้แก่นายสี่  ดังนี้อยากทราบว่า

(ก)    ถ้าหนี้ถึงกำหนด  นายสามไม่นำเงินมาชำระ  นายหนึ่งหรือนายสองจะเป็นผู้มีสิทธิฟ้องเรียกค่ารถยนต์จากนายสาม  เพราะเหตุใด

(ข)   ถ้าหนี้ถึงกำหนด  นายหนึ่งไม่นำเงินไปชำระให้แก่นายสี่  นายสี่จะฟ้องนายหนึ่งหรือนายสองให้ชำระหนี้แก่ตน  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  833  อันว่าตัวแทนค้าต่าง  คือบุคคลซึ่งในทางค้าขายของเขาย่อมทำการซื้อ  หรือขายทรัพย์สิน  หรือรับจัดทำกิจการค้าขายอย่างอื่นในนามของตนเองต่างตัวการ

มาตรา  837  ในการที่ตัวแทนค้าต่างทำการขายหรือซื้อหรือจัดทำกิจการค้าขายอย่างอื่นต่างตัวการนั้น  ท่านว่าตัวแทนค้าต่างย่อมได้ซึ่งสิทธิอันมีต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งในกิจการเช่นนั้น  และตัวแทนค้าต่างย่อมเป็นผู้ต้องผูกพันต่อคู่สัญญาฝ่ายนั้นด้วย

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  837  ได้บัญญัติถึงสิทธิหน้าที่และความรับผิดของตัวแทนค้าต่างต่อบุคคลภายนอกไว้ว่า  เมื่อตัวแทนค้าต่างได้ทำการขายหรือซื้อ  หรือจัดทำกิจการอย่างใดแทนตัวการแล้ว  ตัวแทนค้าต่างย่อมต้องผูกพันเป็นคู่สัญญากับบุคคลภายนอกโดยตรง  ถ้าบุคคลภายนอกผิดสัญญา  ตัวแทนค้าต่างย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องตามสัญญานั้นในนามของตนเองได้  และในขณะเดียวกัน  ก็ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกตามสัญญานั้นด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายสองได้นำรถยนต์ของตนไปฝากนายหนึ่งขาย  1  คัน  และให้นายหนึ่งซื้อรถยนต์ใช้แล้วให้ตนใหม่  1  คัน โดยตกลงจะให้บำเหน็จแก่นายหนึ่ง  ซึ่งนายหนึ่งเปิดร้านขายรถยนต์ใช้แล้วอยู่แถวถนนบางกะปินั้น  ย่อมถือว่านายหนึ่งเป็นตัวแทนค้าต่างของนายสองตามมาตรา  833  ดังนี้

(ก)    จากข้อเท็จจริง  เมื่อนายหนึ่งได้นำรถยนต์ของนายสองไปขายเชื่อให้แก่นายสาม  และถ้าหนี้ถึงกำหนด  นายสามผิดสัญญาไม่นำเงินมาชำระค่ารถยนต์  นายหนึ่งผู้เป็นตัวแทนค้าต่างในฐานะคู่สัญญา  ย่อมเป็นผู้มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่ารถยนต์จากนายสาม  เพราะนายหนึ่งได้ทำสัญญาขายเชื่อรถยนต์ให้แก่นายสาม  ในนามของตนเอง  จึงมีสิทธิต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งในกิจการค้าขายรถยนต์นั้น  ตามมาตรา  837

(ข)   จากข้อเท็จจริง  เมื่อนายหนึ่งได้ไปซื้อรถยนต์คันใหม่จากนายสี่  และถ้าหนี้ถึงกำหนด  นายหนึ่งผิดสัญญาไม่นำเงินไปชำระให้แก่นายสี่  นายสี่จะต้องฟ้องนายหนึ่งผู้เป็นตัวแทนค้าต่างในฐานะคู่สัญญาให้ชำระหนี้แก่ตน  เพราะนายหนึ่งทำการซื้อรถยนต์กับนายสี่ในนามของตนเอง  จึงต้องผูกพันต่อคู่สัญญาคือนายสี่ด้วยตามมาตรา  837  นายสี่จะไปฟ้องเอากับนายสองตัวการมิได้  เพราะนายสองมิใช่คู่สัญญา

สรุป

(ก)    นายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่ารถยนต์จากนายสาม

(ข)   นายสี่จะต้องฟ้องนายหนึ่งผู้เป็นตัวแทนค้าต่างให้ชำระหนี้แก่ตน

ข้อ  3  ก  มอบให้  ข  เป็นนายหน้าขายที่ดินของตนในราคาสามล้านบาทโดยตกลงจะให้ค่าบำเหน็จนายหน้าร้อยละสาม  ข  นำ  ค  มาทำสัญญาจะซื้อขายกับ  ก  ในราคาดังกล่าว  แล้วต่อมา  ค  ผิดนัดไม่ทำการซื้อขายภายในกำหนด  ก  ขอให้ศาลบังคับตามสัญญาจะซื้อขายและเรียกค่าเสียหาย  ก  กับ  ค  ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเกี่ยวกับที่ดินพิพาทว่า  ก  ยอมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้  ค  หรือบุคคลอื่นที่  ค  ประสงค์ให้เป็นผู้รับโอนก็ได้  โดย  ค  จะชำระราคาที่ดินตามที่ตกลงกันไว้พร้อมทั้งดอกเบี้ย

ต่อมา  ค  ได้ชำระค่าที่ดินสามล้านบาท  และดอกเบี้ยอีกแปดหมื่นบาทให้กับ  ก  และให้  ก  โอนที่ดินให้  ง  เพราะตนได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวต่อให้  ง  ในราคาสี่ล้านบาท

อยากทราบว่า  ข  จะเรียกค่าบำเหน็จนายหน้าร้อยละสามจาก  ก  ได้หรือไม่  จากจำนวนใด  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 845  วรรคแรก  บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้า  เพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี  จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ  เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น  ถ้าสัญญาที่ได้ทำกันไว้นั้นมีเงื่อนไขเป็นเงื่อนบังคับก่อนไซร้  ท่านว่าจะเรียกร้องบำเหน็จค่านายหน้ายังหาได้ไม่จนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

วินิจฉัย

จากบทบัญญัติมาตรา  845  วรรคแรก  จะเห็นได้ว่า  ลักษณะของสัญญานายหน้านั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงให้นายหน้าเป็นผู้ชี้ช่องทาง  หรือจัดการจนเขาได้ทำสัญญากับบุคคลภายนอก  และนายหน้ารับกระทำการตามนั้น  และเมื่อนายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการจนเขาได้เข้าทำสัญญากันแล้ว  นายหน้าย่อมจะได้รับค่าบำเหน็จ

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่  ก  มอบให้  ข  เป็นนายหน้าขายที่ดินของตนในราคาสามล้านบาท  โดยตกลงจะให้ค่าบำเหน็จนายหน้าร้อยละสาม  และ  ข  ได้นำ  ค  มาทำสัญญาจะซื้อขายกับ  ก  ในราคาดังกล่าวแล้ว  ดังนี้ย่อมถือว่า  ข  ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะนายหน้าครบถ้วนแล้ว  แม้ต่อมา  ค  จะผิดนัดไม่ทำการซื้อขายภายในกำหนดก็ตาม  ข  ย่อมมีสิทธิได้รับค่าบำเหน็จนายหน้าตามมาตรา  845  วรรคแรก

สำหรับค่าบำเหน็จนายหน้าที่  ข  จะได้รับคือร้อยละสามจากจำนวนสามล้านบาท  ซึ่งเป็นราคาตามสัญญาจะซื้อขายที่เกิดจากการชี้ช่องหรือจัดการของ  ข  นายหน้า  ส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล  แม้จะเป็นผลจากสัญญาจะซื้อขายก็ตาม  แต่การที่ตัวการคือ  ค ขายสิทธิที่มีอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อให้แก่  ง  ในราคาสี่ล้านบาทนั้น  ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการชี้ช่องหรือจัดการของ  ข  นายหน้า

สรุป  ข  เรียกค่าบำเหน็จนายหน้าได้ร้อยละสามจากจำนวนเงินสามล้านบาท