LAW 2009 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม S/2555

การสอบไล่ภาคฤดุร้อน  ปีการศึกษา  2555

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2009 (LA 209),(LW 211)

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยยืม ฝากทรัพย์ เก็บของในคลังสินค้า ประนีประนอมยอมความการพนันขันต่อ

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  3  ข้อ

ข้อ  1  ปลาม้ายืมรถมอเตอร์ไซค์ของปลาดาวเพื่อใช้ขับขี่ไปทำงานมีกำหนดหกเดือน  ระหว่างนั้นมีชะเมาเพื่อนบ้านมาขอเช่ามอเตอร์ไซค์ที่ปลาม้ายืมมาจากปลาดาวเฉพาะตอนหลังเลิกงานไปใช้รับจ้าง  รับคนโดยสารงานมีกำหนดสามเดือน  ระหว่างที่ชะเมาเช่าอยู่นั้นเกิดน้ำท่วมเป็นเวลาสองเดือน  ทำให้รถมอเตอร์ไซค์ที่ปลาม้ายืมมาเสียหายต้องซ่อมแซมเป็นเงินห้าพันบาท  ดังนี้ปลาดาวจะเรียกให้ปลาม้าคืนรถและรับผิดชดใช้เงินค่าซ่อมแซมได้หรือไม่  อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  640  อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม  ให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม  ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่าและผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว

มาตรา  641  การให้ยืมใช้คงรูปนั้นท่านว่าย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้ยืม

มาตรา  643  ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น  ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น  หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี  เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี  เอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ก็ดี  ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด  แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไรๆ  ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง

มาตรา  645  ในกรณีทั้งหลายดังกล่าวไว้ในมาตรา  643  นั้นก็ดี  หรือถ้าผู้ยืมประพฤติฝ่าฝืนต่อความในมาตรา  644  ก็ดี  ผู้ให้ยืมจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ปลาม้ายืมรถมอเตอร์ไซค์ของปลาดาวเพื่อใช้ขับขี่ไปทำงานมีกำหนดเวลาหกเดือน  เป็นสัญญายืมใช้คงรูปตามมาตรา  640  ประกอบมาตรา  641  ปลาม้าผู้ยืมจึงมีสิทธิครอบครองและใช้สอยรถมอเตอร์ไซค์ตามที่ตกลงไว้กับปลาดาว  คือ  เอาไปใช้ขับขี่ไปทำงานเท่านั้น

และตามมาตรา  645  กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ให้ยืมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกให้ผู้ยืมคืนทรัพย์สินที่ยืมได้  ถ้าผู้ยืมประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา  643  เช่น  การที่ผู้ยืมเอาทรัพย์สินซึ่งยืมนั้นไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการอันปรากฏในสัญญา  หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย  เป็นต้น

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ปลาม้าได้นำรถมอเตอร์ไซค์ไปให้ชะเมาเช่ารับจ้างรับคนโดยสาร  กรณีนี้จึงถือว่าปลาม้าได้ประพฤติผิดหน้าที่ของผู้ยืมตามมาตรา  643  แล้ว  คือ  เป็นการนำทรัพย์สินที่ยืมไปให้บุคคลภายนอกใช้สอย  ดังนั้น  เมื่อเกิดความเสียหายกับทรัพย์สินที่ยืม  คือ  รถมอเตอร์ไซค์  ปลาม้าผู้ยืมจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น  ถึงแม้ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย  คือ  น้ำท่วมก็ตาม  ดังนั้น  ปลาดาวผู้ให้ยืมย่อมมีสิทธิตามมาตรา  645  คือ  เรียกให้ปลาม้ารับผิดชดใช้เงินค่าซ่อมแซมและบอกเลิกสัญญาให้ปลาม้านำรถมอเตอร์ไซค์มาคืนก่อนครบกำหนดได้

สรุป  ปลาดาวจะเรียกให้ปลาม้าคืนรถและรับผิดชดใช้เงินค่าซ่อมแซมได้

ข้อ  2  นายเอกเขียนจดหมายไปหานายโทซึ่งเป็นเพื่อนกันโดยให้นายตรีบุตรชายเป็นผู้ถือจดหมายไปมีใจความว่า  “ตอนนี้เดือดร้อนมากๆ  ป่วยหนักอยากจะขอยืมเงินสักแปดหมื่นบาทไปใช้รักษาตัวและแบ่งให้ลูกชายลงทุนค้าขายต่อชีวิตกันไป  ต้องรบกวนจริงๆนะ  หวังว่าคงจะได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้”  ลงชื่อเอก  นายโทเอาเงินให้นายตรีแปดหมื่นบาทตามที่นายเอกขอยืม  1  ปีผ่านไป  นายเอกหายจากโรคร้าย  นายตรีค้าขายมีกำไรมากแต่ไม่นำเงินไปใช้คืนให้กับนายโท  แม้ว่านายโทมาทวงถามก็ไม่ยอมใช้คืน 

ดังนี้  นายโทจะอ้างนายตรีเป็นพยานและใช้บันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานประกอบการฟ้องคดีขอให้ศาลบังคับให้นายเอกคืนเงินแปดหมื่นบาทได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  653  วรรคแรก  การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น  ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม  เป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ  จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

วินิจฉัย

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา  653  วรรคแรก  บังคับว่าในกรณีที่จะฟ้องร้องบังคับคดีในเรื่องเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินกันเกินกว่า  2,000  บาท  ขึ้นไป  จะต้องมีพยานหลักฐานประกอบการฟ้องคดี  คือ

1       หลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง  และ

2       ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ

สำหรับหลักฐานการกู้ยืมเงินนี้  ต้องมีสาระสำคัญให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกัน  และต้องมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่กันแล้วด้วย  ซึ่งข้อความอันแสดงถึงการกู้ยืมไม่จำเป็นจะต้องปรากฏในเอกสารฉบับเดียวกัน  อาจจะปรากฏอยู่ในเอกสารหลายๆฉบับก็ได้  เมื่อนำเอาเอกสารเหล่านั้นมาอ่านประกอบเข้าด้วยกัน  หากได้ความว่าเป็นการกู้ยืมเงินกันแล้ว  ย่อมถือว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายเอกเขียนจดหมายไปหานายโทเพื่อขอยืมเงินโดยให้นายตรีเป็นผู้ถือจดหมายไป  มีใจความว่า  “ตอนนี้เดือดร้อนมากๆ  ป่วยหนักอยากจะขอยืมเงินสักแปดหมื่นบาทไปใช้รักษาตัวและแบ่งให้ลูกชายลงทุนค้าขายต่อชีวิตกันไป  ต้องรบกวนจริงๆนะ  หวังว่าคงจะได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้”  ลงชื่อเอก  และนายโทมอบเงินให้นายตรีแปดหมื่นบาทแล้วนั้น  ข้อความของจดหมายที่นายเอกลงลายมือชื่อแล้วดังกล่าว  เป็นเพียงการเสนอขอยืมเงินจำนวนแปดหมื่นบาท  เนื้อความในจดหมายยังไม่อาจยืนยันได้ว่านายโทส่งมอบเงินให้นายตรีแปดหมื่นบาทตามที่นายเอกขอยืม  แม้ว่าจะมีการส่งมอบเงินกันจริงแล้วก็ตาม  ดังนั้น  จดหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานเป็นหนังสือที่แสดงถึงการกู้ยืมแปดหมื่นบาท  ที่จะใช้เป็นหลักฐานประกอบการฟ้องคดีตามมาตรา  653  วรรคแรกได้

สำหรับกรณีนายตรีนั้น  แม้จะรู้เห็นถึงการกู้ยืมเงินกันระหว่างนายเอกกับนายโท  แต่ก็ถือเป็นพยานบุคคล  ดังนั้น  นายโทจึงไม่สามารถอ้างนายตรีเป็นพยานเพื่อนำสืบว่ามีการส่งมอบเงินกันแล้วเพื่อบังคับให้นายตรีคืนเงินแปดหมื่นบาทได้  เพราะกรณีการกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น  กฎหมายบังคับให้ต้องนำพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น  ห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร (ป.วิ.แพ่ง  มาตรา  94)

สรุป  นายโทจะใช้บันทึกดังกล่าวเป็นหลักฐานประกอบการฟ้องคดีและอ้างนายตรีเป็นพยานบุคคลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้นายเอกคืนเงินแปดหมื่นบาทไม่ได้

ข้อ  3  “สัญญาฝากทรัพย์ผู้รับฝากต้องทำให้เปล่าเท่านั้นจะเรียกบำเหน็จค่าฝากมิได้”  คำกล่าวนี้ถูกต้องตามหลักกฎหมายฝากทรัพย์หรือไม่  อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  657  อันว่าฝากทรัพย์นั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า  ผู้ฝาก  ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับฝาก  และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนแล้วจะคืนให้

มาตรา  659  ถ้าการรับฝากทรัพย์เป็นการทำให้เปล่าไม่มีบำเหน็จไซร้  ท่านว่าผู้รับฝากจำต้องใช้ความระมัดระวังสงวนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเหมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง

ถ้าการรับฝากทรัพย์นั้นมีบำเหน็จค่าฝาก  ท่านว่าผู้รับฝากจำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้นเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้น  ทั้งนี้ย่อมรวมทั้งการใช้ฝีมืออันพิเศษเฉพาะการในที่จะพึงใช้ฝีมือเช่นนั้นด้วย

ถ้าและผู้รับฝากเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าหรืออาชีวะอย่างหนึ่งอย่างใดก็จำต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น

วินิจฉัย

สัญญาฝากทรัพย์นั้น  คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า  “ผู้ฝาก”  ได้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า  “ผู้รับฝาก”  และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในความดูแลของตนแล้ว  จะส่งคืนทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ฝาก  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการรับฝากหรือเมื่อผู้ฝากเรียกคืน  ตามมาตรา  657

โดยปกติแล้ว  สัญญาฝากทรัพย์นั้น  จะเป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทนหรือไม่มีค่าตอบแทนก็ได้  กล่าวคือ  อาจจะเป็นกรณีที่ผู้รับฝากทำให้เปล่า  หรืออาจจะเป็นกรณีที่ผู้รับฝากคิดเอาค่าบำเหน็จจากผู้ฝากก็ได้  เพราะตามมาตรา  657  มิได้บัญญัติว่าการรับฝากทรัพย์นั้นจะต้องเป็นการทำให้เปล่าแต่อย่างใด  และจากบทบัญญัติในมาตรา  659  ซึ่งบัญญัติหลักไว้ว่า  ถ้าการรับฝากทรัพย์เป็นการทำให้เปล่าไม่มีค่าบำเหน็จ  ผู้รับฝากจำต้องใช้ความระมัดระวังสงวนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเหมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง  แต่ถ้าหากการรับฝากทรัพย์นั้นมีบำเหน็จค่าฝาก  ผู้รับฝากจะต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อสงวนทรัพย์สินนั้น  เหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงประพฤติโดยพฤติการณ์ดังนั้น  รวมทั้งการใช้ฝีมืออันพิเศษเฉพาะการในที่จะพึงใช้ฝีมือเช่นนั้นด้วย  หรือหากผู้รับฝากเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างหนึ่งอย่างใดก็จำต้องใช้ความระมัดระวังและฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้น  ย่อมแสดงให้เห็นว่าสัญญาฝากทรัพย์นั้นอาจเป็นการทำให้เปล่า  หรืออาจจะเรียกบำเหน็จค่าฝากก็ได้

ดังนั้น  คำกล่าวที่ว่า  “สัญญาฝากทรัพย์ผู้รับฝากต้องทำให้เปล่าเท่านั้นจะเรียกบำเหน็จค่าฝากมิได้”  จึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายฝากทรัพย์  ดังที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น