LAW 2007 กฎหมายอาญา 2 2/2554

การสอบไล่ภาค  2   ปีการศึกษา  2554

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2007 (LA 207),(LW 207) กฎหมายอาญา 2

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน  มี  4  ข้อ  (คะแนนเต็มข้อละ  25  คะแนน)

ข้อ  1  นายตี๋ลอบเสพยาบ้าในเวลากลางคืน  มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง  ตำรวจสายตรวจไปพบเข้า  จึงล้อมจับ  นายตี๋ดับไฟ  แล้วหนีไป  ดังนี้  นายตี๋มีความผิดต่อเจ้าพนักงานประการใดหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  138  วรรคแรก  ผู้ใดต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา  138  วรรคแรก  มีองค์ประกอบความผิดดังนี้  คือ

1       ต่อสู้หรือขัดขวาง

2       เจ้าพนักงาน  หรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่

3       โดยเจตนา

ต่อสู้  หมายถึง  การใช้กำลังขัดขืน  เพื่อไม่ให้การกระทำของเจ้าพนักงานสำเร็จผล  เช่น  สะบัดมือให้พ้นจากการจับกุม  หรือดิ้นจนหลุด

ขัดขวาง  หมายถึง  การกระทำด้วยประการใดๆ  ที่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่  ของเจ้าพนักงานหรือทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก  เพื่อไม่ให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นประสบความสำเร็จ  เช่น  ตำรวจจะวิ่งเข้าไปจับนาย    นาย    จึงเอาท่อนไม้ไปขวางไว้  เป็นต้น

โดยการกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้  อาจจะเป็นการต่อสู้อย่างเดียว  หรือขัดขวางอย่างเดียว  หรืออาจเป็นทั้งการต่อสู้และขัดขวางก็ได้

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่ตำรวจสายตรวจไปพบนายตี๋กำลังลอบเสพยาบ้าในเวลากลางคืนจึงล้อมจับ  และนายตี๋ได้ดับไฟแล้วหนีไปนั้น  การกระทำดังกล่าวของนายตี๋มิได้เป็นการต่อสู้หรือขัดขวางตำรวจ  ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่  อันจะเป็นความผิดตามมาตรา  138  แต่ประการใดเพราะนายตี๋เพียงแต่ดับไฟเพื่อหนีตำรวจไปเท่านั้น  ดังนั้น  นายตี๋จึงไม่มีความผิดต่อเจ้าพนักงานฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

สรุป  นายตี๋ไม่มีความผิดต่อเจ้าพนักงานฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

ข้อ  2  นายเขียวไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์ที่บ้านนายแดง  ข้อเท็จจริงได้ความว่า  ไม่มีคนร้ายลักทรัพย์ที่บ้านนายแดงแต่ประการใด  ซึ่งนายเขียวก็ทราบดี  ดังนี้  นายเขียวมีความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมอย่างไรหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  173  ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น  แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

ความผิดตามมาตรา  173  นี้แยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้  คือ

1       รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น

2       แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน  หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

3       ว่าได้มีการกระทำผิด

4       โดยเจตนา

ความผิดฐานแจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา  173  นี้หมายความถึงการแจ้งต่อเจ้าพนักงาน  ในกรณีที่ความผิดอาญาไม่ได้เกิดขึ้นเลย  แต่แจ้งว่าความผิดนั้นได้เกิดขึ้น  ถ้าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคดีอาญา  ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว  ต้องปรับตามบทมาตรา  172  มิใช่มาตรา  173  นี้

การแจ้งข้อความต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา  173  นี้หมายความถึงเจ้าพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาเท่านั้น  ถ้าเป็นบุคคลอื่นใดนอกจากนี้แล้ว  ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรานี้

การแจ้งตามมาตรา  173  นี้  อาจจะเสียหายแก่ใครหรือไม่  ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะไม่ใช่องค์ประกอบแห่งความผิด  เมื่อแจ้งโดยรู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดต่อเจ้าพนักงานว่าได้มีการกระทำผิดแล้ว  ย่อมเป็นความผิดสำเร็จ  ทั้งนี้ผู้กระทำผิดจะต้องได้กระทำโดยมีเจตนาด้วย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายเขียวแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์ที่บ้านของนายแดง  ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีคนร้ายลักทรัพย์ที่บ้านของนายแดงแต่ประการใดนั้น  ถือเป็นกรณีที่นายเขียวรู้ว่า  มิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น  แต่ไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น  และได้กระทำไปโดยมีเจตนา  การกระทำของนายเขียวจึงครบองค์ประกอบความผิดตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นทุกประการ  ดังนั้น  นายเขียวจึงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา  173

สรุป  นายเขียวมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา  173

ข้อ  3  จำเลยลอบเข้าไปในบ้านของนายแดง  จำเลยจุดไฟเผาบ้านของนายแดง  ปรากฏว่าไฟไหม้บ้านของนายแดง  และลุกลามไปไหม้เศษหญ้าแห้งในบริเวณบ้านของนายขาวเหลืออีกเพียงหนึ่งเมตรจะถึงตัวบ้านของนายขาว  ดังนี้  จำเลยมีความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  217  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น  ต้องระวางโทษ

มาตรา  218  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ดังต่อไปนี้

(1)    โรงเรือน  เรือ  หรือแพที่คนอยู่อาศัย

ต้องระวางโทษ

มาตรา  220  ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆแม้เป็นของตนเอง  จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น  หรือทรัพย์ของผู้อื่น  ต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

การวางเพลิงเผาทรัพย์ที่จะเป็นความผิดตามมาตรา  218  นั้นในเบื้องต้น  การกระทำจะต้องครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา  217  อันเป็นหลักทั่วไปก่อน  คือ

1       วางเพลิงเผา

2       ทรัพย์ของผู้อื่น

3       โดยเจตนา

เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา  217  แล้ว  จึงมาพิจารณาว่าทรัพย์ที่วางเพลิงเผานั้นเป็นทรัพย์ที่ระบุไว้ในมาตรา  218  หรือไม่  ถ้าเป็นแล้ว  ผู้กระทำความผิดตามมาตรา  218  อันเป็นลักษณะฉกรรจ์  ต้องรับโทษสูงกว่าโทษที่ระบุไว้ในมาตรา  217

วางเพลิงเผา  หมายถึง  การกระทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น  ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใดๆก็ตาม  แม้จะไหม้เพียงบางส่วนก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว  แต่ถ้าหากยังไม่เกิดไฟไหม้ขึ้น  ก็เป็นแค่พยายามวางเพลิงเท่านั้น

ทรัพย์ของผู้อื่น  ถ้าเป็นทรัพย์ของตนเอง  หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้

โดยเจตนา  หมายความว่า  ผู้กระทำมีความต้องการที่จะเผาทรัพย์นั้น  และรู้ว่าทรัพย์ที่เผานั้นเป็นของผู้อื่นด้วย

และความผิดฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุฯ  ตามมาตรา  220  วรรคแรก  มีองค์ประกอบความผิด  ดังนี้

1       กระทำให้เกิดเพลิงไหม้

2       แก่วัตถุใดๆแม้เป็นของตนเอง

3       จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น  หรือทรัพย์ของผู้อื่น

4       โดยเจตนา

กระทำให้เกิดเพลิงไหม้  หมายถึง  เผาวัตถุใดๆให้ลุกไหม้ขึ้นมา  ซึ่งถ้าเพลิงยังไม่ลุกไหม้ขึ้นมา  ก็ไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น  จึงไม่ผิดตามมาตรานี้

แก่วัตถุใดๆแม้เป็นของตนเอง  หมายถึง  กระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุ  ซึ่งวัตถุในที่นี้อาจจะเป็นทรัพย์ก็ได้  หรือไม่ใช่ทรัพย์ก็ได้  เป็นวัตถุของใครก็ได้  หรือเป็นวัตถุที่ไม่มีเจ้าของก็ได้  และแม้ว่าวัตถุนั้นจะเป็นของตนเองก็ตาม

จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น  หรือทรัพย์ของผู้อื่น  หมายถึง  พฤติการณ์ของการกระทำไม่ใช่ผลของการกระทำ  กล่าวคือ  เพียงแต่มีเจตนากระทำให้เกิดเพลิงไหม้ แก่วัตถุ  และเพลิงไหม้นั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น  หรือทรัพย์ของผู้อื่นก็เป็นความผิดตามมาตรานี้แล้ว

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่จำเลยจุดไฟเผาบ้านของนายแดงและไฟได้ไหม้บ้านของนายแดงแล้วนั้น  การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการวางเพลิงเผาทรัพย์ของนายแดงซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้อื่น  และกระทำโดยเจตนา  จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานวางเพลิงตามมาตรา  217  และเมื่อทรัพย์ดังกล่าวเป็นบ้านของนายแดง  ซึ่งเป็นโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย  ดังนั้น  จำเลยจึงมีความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนของผู้อื่นตามมาตรา  218(1)

และเมื่อปรากฏว่า  การที่ไฟไหม้บ้านของนายแดงนั้นได้เกิดลุกลามไปไหม้เศษหญ้าแห้งบริเวณบ้านของนายขาว  เหลืออีกเพียงหนึ่งเมตรก็จะถึงตัวบ้านของนายขาว  ดังนี้  จึงถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ  จนน่าจะเป็นอันตรายต่อทรัพย์ของผู้อื่น  เมื่อจำเลยได้กระทำโดยเจตนา  การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา  220  วรรคแรกด้วย

สรุป  จำเลยมีความผิดฐานวางเพลิงตามมาตรา  218(1)  และมีความผิดฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุตามมาตรา  220  วรรคแรก

ข้อ  4  นายเอกและนายโทเป็นครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง  ปกติแล้วทั้งสองคนไม่ถูกกันมาก่อน  วันเกิดเหตุ  นายเอกไปถึงโรงเรียนก่อน  พอเซ็นชื่อเสร็จได้ลงมาทำงานโดยเขียนคำว่า  “8.00 น.”  เมื่อนายโทมาถึงโรงเรียน  นายโทถือวิสาสะโดยไม่มีอำนาจใช้ยางลบ  ลบเวลาที่นายเอกเขียนว่า  “8.00  น.”  ออกแล้วเขียนใหม่เป็น  “7.30  น.”  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  การกระทำของนายโทมีความผิดฐานปลอมเอกสารหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา  264  วรรคแรก  ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเติมหรือตัดทอนข้อความ  หรือแก้ไขด้วยประการใดๆในเอกสารที่แท้จริง  หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมเอกสารโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน  ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง  ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษ

วินิจฉัย

องค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา  264  วรรคแรก  ประกอบด้วย

 1       กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้

(ก)  ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด

(ข)  เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆในเอกสารที่แท้จริง  หรือ

(ค)  ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร

2       โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

3       ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง

4       โดยเจตนา

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายโทใช้ยางลบ  ลบเวลาที่นายเอกเขียนว่า  “8.00  น.”  ออก  แล้วเขียนใหม่เป็น  “7.30  น.”  นั้น  ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขข้อความในเอกสารที่แท้จริง  โดยมีเจตนาและได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง  แต่อย่างไรก็ตามการแก้เวลาดังกล่าว  ไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายเอกแต่ประการใด  ดังนั้น  การกระทำของนายโทจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา  264  วรรคแรก  (ฎ. 734/2530)

สรุป  การกระทำของนายโทไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสาร