LAW 2001 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ 2/2555

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2555

ข้อสอบกระบวนวิชา  LAW2001 (LA 201),(LW 204) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ 

คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  นายแดงสร้างบ้านลงบนที่ดินของนายแดงเองโดยมิได้ทำการรังวัดสอบเขต  เมื่อสร้างเสร็จพบว่าระเบียงบ้านชั้นบนได้รุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของนายขาวแปลงติดกันประมาณ  1  เมตรตลอดแนวของระเบียง  ต่อมานายแดงขายบ้านและที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายเหลือง  นายขาวจึงฟ้องให้นายเหลืองรื้อระเบียงบ้านส่วนที่รุกล้ำเสีย  ดังนี้  นายเหลืองจะต้องรื้อถอนระเบียงบ้านหรือไม่  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  1312  บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น  แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้นและจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม  ต่อภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด  เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้

ถ้าบุคคลผู้สร้างโรงเรือนนั้นกระทำการโดยไม่สุจริต  ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป  และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ได้

วินิจฉัย

ตามบทบัญญัติมาตรา  1312  การที่จะถือว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริตหรือไม่สุจริตนั้น  จะต้องดูจากขณะที่ก่อสร้างว่าผู้ก่อสร้างรู้หรือไม่ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของคนอื่น  ถ้ารู้ก็ถือว่าก่อสร้างโดยไม่สุจริต  แต่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นของบุคคลอื่นโดยเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตนเองจึงสร้างโรงเรือนลงไป  ครั้นภายหลังจึงรู้ความจริง  ย่อมถือว่าเป็นการก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยสุจริต  แต่อย่างไรก็ตาม  หากความไม่รู้ดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ก่อสร้าง  กฎหมายให้ถือว่าเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำโดยไม่สุจริต

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายแดงสร้างบ้านลงในที่ดินของนายแดงเองโดยไม่ได้รังวัดสอบเขตนั้น  ถือเป็นกรณีที่นายแดงประมาทเลินเล่อ  ไม่ตรวจสอบเขตที่ดินให้ดีเสียก่อนที่จะทำการปลูกสร้าง  ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าหลังจากสร้างเสร็จ  ระเบียงบ้านชั้นบนได้รุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของนายขาว  การกระทำของนายแดงจึงเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต  ตามมาตรา  1312  วรรคสอง  ดังนั้นนายแดงจึงต้องรื้อถอนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของนายขาว

และเมื่อปรากฏว่า  ต่อมานายแดงได้ขายบ้านและที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายเหลือง  นายเหลืองผู้รับโอนจึงต้องรับมาทั้งสิทธิ์และหน้าที่ของนายแดงด้วย  ดังนั้น  เมื่อนายขาวเจ้าของที่ดินที่ถูกรุกล้ำได้ฟ้องให้นายเหลืองรื้อระเบียงบ้านส่วนที่รุกล้ำเสีย  นายเหลืองจึงต้องรื้อถอนระเบียงบ้านส่วนที่รุกล้ำออกตามมาตรา  1312  วรรคสอง

สรุป  นายเหลืองจะต้องรื้อถอนระเบียงบ้านส่วนที่รุกล้ำนั้น

ข้อ  2  นายเมืองทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมหอพักให้กับบุตรชายของตนสามคน  โดยยกให้นายกรุงมีกรรมสิทธิ์สองส่วน  นายเขตและนายแขวงคนละหนึ่งส่วน  หลังจากนายเมืองถึงแก่ความตาย  ทายาททั้งสามตกลงจะยังไม่แบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น  โดยจะดำเนินกิจการหอพักต่อไปสำหรับค่าเช่าที่เก็บได้ตกลงแบ่งคนละเท่าๆกัน  ต่อมาเกิดน้ำท่วมหอพักได้รับความเสียหาย 

นายเขตได้จัดการซ่อมแซมหอพักเสียค่าใช้จ่ายไป  100,000  บาท  จึงเรียกให้นายกรุงช่วยออกเงินค่าซ่อมหอพัก  50,000  บาท  และนายแขวงออกเงิน  25,000  บาท  แต่นายกรุงไม่ยอม  โดยอ้างว่าค่าเช่าที่ได้รับก็เท่าๆกัน  ดังนั้นหนี้ค่าซ่อมแซมก็ควรจะรับผิดชอบเท่าๆกันด้วย  ส่วนนายแขวงก็ยังไม่ยอมชำระเช่นกัน  นายกรุง  นายเขต  และนายแขวงจึงตกลงที่จะขายที่ดินพร้อมหอพัก 

แล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกันตามส่วนที่ตนเป็นเจ้าของ  ดังนี้  นายเขตจะเรียกให้เอาเงินที่ขายได้มาชำระหนี้ค่าซ่อมหอพักที่นายเขตออกไปก่อนแล้วค่อยแบ่งเงินกันตามส่วนได้หรือไม่  และนายกรุงกับนายแขวงจะต้องร่วมรับผิดชอบค่าซ่อมแซมจำนวนคนละเท่าใด  เพราะเหตุใด


ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  1360  วรรคสอง  ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ  มีสิทธิได้ดอกผลตามส่วนของตนที่มีในทรัพย์สินนั้น

มาตรา  1362  เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ  จำต้องช่วยเจ้าของรวมคนอื่นๆ  ตามส่วนของตนในการออกค่าจัดการ  ค่าภาษีอากร  และค่ารักษากับทั้งค่าใช้ทรัพย์สินรวมกันด้วย

มาตรา  1365  วรรคสอง  ถ้าเจ้าของรวมคนหนึ่งต้องรับผิดต่อเจ้าของรวมคนอื่นในหนี้ซึ่งเกิดจากการเป็นเจ้าของรวม  หรือในหนี้ซึ่งได้ก่อขึ้นใหม่เพื่อชำระหนี้เดิมดังว่านั้นก็ดี  ในเวลาแบ่ง  เจ้าของรวมผู้เป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้เอาส่วนซึ่งจะได้แก่ลูกหนี้ของตนในทรัพย์สินรวมนั้นชำระหนี้เสียก่อน  หรือให้เอาเป็นประกันก็ได้

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายเมืองทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมหอพักให้กับบุตรชายของตนทั้งสามคน  คือ  นายกรุง  นายเขต  และนายแขวงนั้น  บุตรทั้งสามคนย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและหอพัก  โดยนายกรุงมีกรรมสิทธิ์สองส่วน  นายเขตและนายแขวงมีกรรมสิทธิ์คนละหนึ่งส่วน  สำหรับค่าเช่าหอพักซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยนั้น  ป.พ.พ.  มาตรา  1360  วรรคสอง  เพียงให้ข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่า  เจ้าของรวมคนหนึ่งๆมีสิทธิได้ดอกผลตามส่วนของตนที่มีในทรัพย์สิน  แต่เจ้าของรวมสามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้  ดังนั้น  เมื่อนายกรุง  นายเขต  และนายแขวงตกลงให้แบ่งค่าเช่าหอพักคนละเท่าๆกัน  ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงของผู้ทรงกรรมสิทธิ์รวมนั้น

และเมื่อปรากฏว่า  ต่อมาน้ำท่วมหอพักได้รับความเสียหาย  และนายเขตได้จัดการซ่อมแซมหอพักเสียค่าใช้จ่ายไป  100,000  บาท  ซึ่งตามมาตรา  1362  กำหนดไว้ว่า  เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ  จำต้องช่วยเจ้าของรวมคนอื่นๆตามส่วนของตนในการออกค่ารักษาทรัพย์สิน  ดังนั้น  เมื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่ได้ตกลงเป็นอย่างอื่นจึงต้องเป็นไปตามกฎหมาย  กล่าวคือ  นายกรุง  นายเขต  และนายแขวงจะต้องออกค่ารักษาทรัพย์สินตามส่วนของตน  เมื่อนายกรุงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมสองส่วน  ก็ต้องออกเงินค่ารักษาทรัพย์สิน  50,000  บาท  ส่วนนายเขตและนายแขวงมีคนละหนึ่งส่วน  ต้องออกเงินคนละ  25,000  บาท

และการที่นายกรุง  นายเขต  และนายแขวง  ตกลงที่จะขายที่ดินพร้อมหอพัก  แล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกันตามส่วนที่ตนเป็นเจ้าของนั้น  นายเขตย่อมสามารถเรียกร้องให้เอาเงินที่ขายได้มาชำระหนี้ค่าซ่อมหอพักให้แก่ตนตามส่วนที่นายกรุงกับนายแขวงจะต้องรับผิดชอบ  แล้วจึงค่อยเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกันตามส่วนได้  เพราะเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ  ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของรวมอื่นๆ  ในหนี้ซึ่งเกิดจากการเป็นเจ้าของรวม  ซึ่งในเวลาแบ่งเจ้าของรวมผู้เป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้เอาส่วนซึ่งจะได้แก่ลูกหนี้ของตนในทรัพย์สินรวมนั้นชำระเสียก่อนได้  ตามมาตรา  1365  วรรคสอง  โดยกรณีนี้นายกรุงจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าซ่อมแซมหอพักให้แก่นายเขตจำนวน  50,000  บาท  และนายแขวงต้องชดใช้จำนวน  25,000  บาท

สรุป  นายเขตจะเรียกให้เอาเงินที่ขายได้มาชำระค่าซ่อมแซมหอพักที่นายเขตออกไปก่อน  แล้วค่อยแบ่งเงินกันตามส่วนได้  และนายกรุงกับนายแขวงจะต้องร่วมรับผิดชอบค่าซ่อมแซมหอพักให้แก่นายเขต  โดยนายกรุงจะต้องออกเงิน  50,000  บาท  ส่วนนายแขวงต้องออกเงิน  25,000  บาท

ข้อ  3  น้ำแบ่งขายที่ดินของน้ำให้ฟ้าโดยทั้งน้ำและฟ้าตกลงให้ที่ดินของฟ้ามีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินแปลงของน้ำในส่วนที่เหลือ  แต่ไม่ได้จดทะเบียนการได้มา  เมื่อฟ้าซื้อที่ดินจากน้ำมาแล้ว  ได้เข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินแปลงนั้น  แทนที่จะเดินในทางที่ตกลงไว้กับน้ำ 

ฟ้ากลับใช้ทางผ่านในส่วนอื่นของที่ดินของน้ำ  โดยไม่บอกน้ำและยังทำถนนคอนกรีตเพื่อให้รถยนต์เข้าออก  นอกจากนั้นฟ้ายังเข้ามาในที่ดินของน้ำโดยเข้ามาทิ้งขยะในที่ดินของน้ำทุกวันด้วย  ฟ้าได้ทำเช่นนี้ตลอดกว่าสิบปีโดยน้ำไม่ทราบ  เมื่อน้ำทราบจึงได้มาห้ามและบอกให้ฟ้าเลิกใช้ถนนที่ฟ้าสร้างให้มาใช้ถนนเส้นที่ตกลงเดิม  และเลิกเข้ามาทิ้งขยะในที่ดินของน้ำ  ฟ้าตกลงเลิกทิ้งขยะ  แต่ถนนฟ้าไม่ยอมเพราะถนนที่ตนสร้างสะดวกสบายกว่า  แต่พอผ่านมาได้สามเดือนฟ้าได้เข้าทิ้งขยะในที่ดินของน้ำอีก  คราวนี้น้ำทนไม่ไหว  หนึ่งเดือนหลังจากนั้น  น้ำจึงได้ฟ้องต่อศาลให้ฟ้าเลิกทิ้งขยะและรื้อถนนที่ฟ้าสร้างออกไป 

ให้ท่านวินิจฉัยถึงสิทธิของฟ้าในถนนที่ฟ้าสร้าง  และการทิ้งขยะในที่ดินของน้ำ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  1374  ถ้าผู้ครอบครองถูกรบกวนในการครอบครองทรัพย์สิน  เพราะมีผู้สอดเข้าเกี่ยวข้องโดยมิชอบด้วยกฎหมายไซร้  ท่านว่าผู้ครอบครองมีสิทธิจะให้ปลดเปลื้องการรบกวนนั้นได้  ถ้าเป็นที่น่าวิตกว่าจะยังมีการรบกวนอีก  ผู้ครอบครองจะขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้

การฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนนั้น  ท่านว่าต้องฟ้องภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาถูกรบกวน

มาตรา  1382  บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ  ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

มาตรา  1387  อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน  หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น

มาตรา  1401  ภาระจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ  ท่านให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ  3  แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย  2  ประเด็น  คือ

ประเด็นที่  1  เกี่ยวกับสิทธิของฟ้าในถนนที่ฟ้าสร้าง

การที่น้ำแบ่งขายที่ดินของน้ำให้ฟ้า  และตกลงให้ฟ้ามีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินแปลงของน้ำในส่วนที่เหลือนั้น  ถือว่าฟ้าได้ภาระจำยอมโดยทางนิติกรรม  และแม้ไม่ได้จดทะเบียนการได้มาก็สามารถใช้บังคับกันได้ในระหว่างคู่กรณี  แต่เมื่อฟ้าซื้อที่ดินจากน้ำมาแล้วและได้เข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินแปลงนั้น  แทนที่จะเดินเข้าออกในทางที่ตกลงไว้กับน้ำ  กลับใช้ทางผ่านในส่วนอื่นของที่ดินของน้ำโดยไม่บอกน้ำ  และยังทำถนนคอนกรีตเพื่อให้รถยนต์เข้าออกจนครบกำหนด  10  ปี  โดยที่น้ำไม่ทราบ  กรณีนี้จึงถือได้ว่าฟ้าซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์  (ที่ดินของน้ำ)  โดยสงบและโดยเปิดเผย  และด้วยเจตนาจะได้สิทธิภาระจำยอมในภารยทรัพย์นั้น  ดังนั้นฟ้าย่อมได้ภาระจำยอมในถนนที่ฟ้าสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา  1382  ประกอบมาตรา  1401  และน้ำซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์จะฟ้องให้ฟ้ารื้อถนนที่ฟ้าสร้างออกไปไม่ได้  ตามมาตรา  1387

ประเด็นที่  2  เกี่ยวกับการทิ้งขยะของฟ้าในที่ดินของน้ำ

การที่ฟ้าได้นำขยะมาทิ้งในที่ดินของน้ำทุกวันนั้น  ถือว่าน้ำผู้ครอบคอรงที่ดินถูกฟ้ารบกวนการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  น้ำจึงมีสิทธิบอกห้ามและให้ฟ้าเลิกเข้ามาทิ้งขยะในที่ดินของน้ำได้ตามมาตรา  1374  วรรคแรก  และเมื่อฟ้าตกลงเลิกทิ้งขยะแล้ว  การรบกวนการครอบครองย่อมระงับไป  แต่อย่างไรก็ตาม  เมื่อปรากฏว่า  พอผ่านมาได้สามเดือนฟ้าได้เข้ามาทิ้งขยะในที่ดินของน้ำอีก  จึงถือว่าน้ำได้ถูกรบกวนการครอบครองอีก  ดังนั้นน้ำจึงมีสิทธิฟ้องเป็นคดีต่อศาล  เพื่อให้ศาลสั่งห้ามไม่ให้ฟ้านำขยะเข้ามาทิ้งในที่ดินของน้ำได้  แต่ต้องฟ้องภายใน  1  ปี  นับแต่วันที่ถูกรบกวนตามมาตรา  1374  วรรคสอง  และตามข้อเท็จจริงน้ำได้ฟ้องคดีต่อศาลหลังจากถูกฟ้ากระทำการดังกล่าวได้หนึ่งเดือน  ดังนั้นน้ำจึงสามารถฟ้องศาลเพื่อสั่งให้ฟ้าเลิกทิ้งขยะในที่ดินของน้ำตามมาตรา  1374  ได้

สรุป  ฟ้าได้ภาระจำยอมในถนนที่ฟ้าสร้างโดยการครอบครองปรปักษ์  น้ำจะฟ้องศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ฟ้ารื้อถนนที่ฟ้าสร้างออกไปไม่ได้  แต่น้ำสามารถฟ้องศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ฟ้าเลิกทิ้งขยะในที่ดินของน้ำได้ 


ข้อ  4  แสงทำนาบนที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งของโสม  โดยที่แสงเข้าในผิดคิดว่าเป็นที่ดินที่ซื้อมาจากสอง  และใช้ทางผ่านที่ดินสี่แปลงเพื่อเข้าไปทำนาบนที่ดินของโสมแปลงนั้น  ที่ดินแปลงแรกที่เดินผ่านเป็นของสี  แปลงที่สองเป็นของสวย  แปลงที่สามเป็นที่ดินซึ่งเตรียมไว้สร้างโรงพยาบาลของรัฐแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง  แปลงที่สี่เป็นที่ดินของสด  แสงใช้ทางผ่านที่ดินของสี  ของสวย  ที่ดินของโรงพยาบาล  และที่ดินของสดมาตลอดสิบกว่าปีแล้ว  ต่อมาจังหวัดได้เข้ามาก่อสร้างโรงพยาบาล  ตอนก่อสร้างอยู่หนึ่งปีกว่า  แสงต้องไปใช้ทางอื่นผ่านเข้าไปทำนาบนที่ดินแปลงที่แสงครอบครอง  เมื่อสร้างโรงพยาบาลเสร็จ  แสงกลับมาใช้ทางผ่านทางเดิมของสี  ของสวย  ผ่านที่ดินของโรงพยาบาล  และที่ดินของสดอีก  สดห้ามไม่ให้แสงใช้ทางผ่านที่ดินของตน  เพราะว่าภาระจำยอมในที่ดินมือเปล่าที่ผ่านที่ดินของสดได้สิ้นไปแล้ว  ให้ท่านอธิบายกับแสงถึงสิทธิที่จะใช้ทางผ่านที่ดินทั้งสี่แปลง ว่าแสงมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิอย่างไรบ้าง  เพราะเหตุใด  และที่ดินของโสมที่แสงเข้าไปครอบครองทำนา  โสมฟ้องศาลเรียกคืนได้หรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  1367  บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน  ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง

มาตรา  1375  ถ้าผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายไซร้  ท่านว่าผู้ครอบครองมีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครอง  เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินดีกว่า  ซึ่งจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผู้ครอบครองได้

การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น  ท่านว่าต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง 

มาตรา  1382  บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ  ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

มาตรา  1387  อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน  หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น

มาตรา  1399  ภาระจำยอมนั้น  ถ้ามิได้ใช้สิบปี  ท่านว่าย่อมสิ้นไป

มาตรา  1401  ภาระจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ  ท่านให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ  3  แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  ประเด็นแรกที่ต้องวินิจฉัยคือ

แสงมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิอย่างไรบ้างที่จะใช้ทางผ่านที่ดินทั้งสี่แปลง  เห็นว่า  การที่แสงทำนาบนที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งของโสม  โดยที่แสงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นที่ดินของตนที่ซื้อมาจากสองนั้น  ถือเป็นกรณีที่แสงยึดถือที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน  ดังนั้นแสงจึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินของโสมตามมาตรา  1367

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า  แสงใช้ทางผ่านที่ดินสี่แปลงเพื่อเข้าไปทำนาบนที่ดินของโสม  โดยที่ดินแปลงแรกเป็นของสี  แปลงที่สองเป็นของสวย  แปลงที่สามเป็นที่ดินซึ่งเตรียมไว้สร้างโรงพยาบาลของรัฐ  แต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง  แปลงที่สี่เป็นที่ดินของสด  ดังนี้  การที่แสงใช้ทางผ่านที่ดินแปลงแรก  แปลงที่สอง  และแปลงที่สี่นั้น  ย่อมถือว่าแสงผู้ครอบครองสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์โดยความสงบ  เปิดเผย  และมีเจตนาจะได้สิทธิภาระจำยอมในภารยทรัพย์แล้ว  เมื่อแสงเดินผ่านที่ดินทั้งสามแปลงมาตลอด  10  ปีกว่าแล้ว  ย่อมทำให้แสงได้ภาระจำยอมโดยการครอบครองปรปักษ์บนที่ดินของสี  ของสวย  และของสดตามมาตรา  1401  ประกอบมาตรา  1382  และ  1387  ส่วนที่ดินแปลงที่สาม  ซึ่งเตรียมสร้างโรงพยาบาลซึ่งเป็นของรัฐนั้นถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน  จึงครอบครองปรปักษ์ไม่ได้  ดังนั้นแม้แสงจะใช้เป็นทางเดินผ่านนานเท่าใดก็ย่อมไม่ได้ภาระจำยอมโดยการครอบครองปรปักษ์  และรัฐย่อมมีสิทธิฟ้องไม่ให้แสงใช้ทางผ่านที่ดินได้

และเมื่อปรากฏว่า  ต่อมาจังหวัดได้เข้ามาก่อสร้างโรงพยาบาล  โดยใช้เวลาก่อสร้างอยู่หนึ่งปีกว่า  และแสงต้องไปใช้ทางอื่นผ่านเข้าไปทำนาบนที่ดินแปลงที่แสงครอบครอง  ซึ่งเมื่อสร้างโรงพยาบาลเสร็จแสงก็กลับมาใช้ทางผ่านทางเดิมของสี  ของสวย  ผ่านที่ดินของโรงพยาบาล  และที่ดินของสดอีกนั้น  กรณีนี้ยังไม่ถือว่า  ภาระจำยอมบนที่ดินทั้งสามแปลงของสี  ของสวย  และของสดนั้น  สิ้นไปแต่อย่างใด  เพราะตามมาตรา  1399  นั้นได้กำหนดไว้ว่า  ภาระจำยอมจะสิ้นไปโดยระยะเวลา  ก็ต่อเมื่อมิได้มีการใช้ตั้งแต่สิบปีขึ้นไป  ดังนั้น  แสงจึงมีสิทธิที่จะใช้ทางผ่านที่ดินทั้งสามแปลง  สดจะห้ามไม่ไห้แสงใช้ทางผ่านที่ดินของตนไม่ได้

ประเด็นที่สอง  ที่ต้องวินิจฉัยคือ

ที่ดินของโสมที่แสงเข้าไปครอบครองทำนา  โสมฟ้องศาลเรียกคืนได้หรือไม่  เห็นว่า  แม้ตามข้อเท็จจริงโสมจะถูกแสงแย่งการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  ตามมาตรา  1375  วรรคแรก  อันทำให้โสมผู้ครอบครองที่ดินมีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินจากแสงได้ก็ตาม  แต่การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึงการครอบครองนั้น  มาตรา  1375  วรรคสอง  กำหนดว่าจะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง  ดังนั้น  เมื่อระยะเวลานับแต่วันที่แสงแย่งการครอบครองที่ดินมาจากโสมนั้น  ล่วงเวลามาเกินหนึ่งปีแล้ว  โสมจึงฟ้องเรียกคืนไม่ได้

สรุป  แสงมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิอย่างไรบ้างที่จะใช้ทางผ่านที่ดินทั้งสี่แปลงเป็นไปตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น  และที่ดินของโสมที่แสงเข้าไปครอบครองทำนา  โสมจะฟ้องศาลเรียกคืนไม่ได้