LAW 2001 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์ 2/2554

การสอบไล่ภาค  2  ปีการศึกษา  2554

ข้อสอบกระบวนวิชา 
LAW2001 (LA 201),(LW 204) กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยทรัพย์
 
คำแนะนำ  ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี  4  ข้อ

ข้อ  1  นกเข้าครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของไก่เกินกว่าสิบปีแล้ว  แต่นกไม่รู้ว่าจะต้องไปจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์  ต่อมาไก่ถึงแก่ความตายและหลังจากเป็ดบุตรของไก่จดทะเบียนรับมรดกที่ดินนั้นแล้ว 

จึงรู้ว่านกครอบครองปรปักษ์ที่ดินดังกล่าว  เป็ดจึงบอกขายที่ดินนั้นให้แมว  ก่อนทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์  แมวไปดูที่ดินจึงรู้ว่านกครอบครองที่ดินนั้นอยู่  แต่เป็ดบอกกับแมวว่านกเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน  และจะดำเนินการให้นกออกไปจากที่ดินนั้นทันทีหลังจากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 

โดยแมวไม่ได้สอบถามข้อเท็จจริงจากนก  ประกอบกับแมวเห็นว่าชื่อในโฉนดเป็นชื่อของเป็ด  จึงทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อที่ดินแปลงนั้น  ดังนี้  นกจะขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ระหว่างเป็ดกับแมวได้หรือไม่  และผู้ใดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

มาตรา  1299  วรรคสอง  ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์  หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม  สิทธิของผู้ได้มานั้น  ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้  ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้  และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น  มิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

มาตรา  1300  ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์  หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์  เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้  แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน  ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น  ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด  ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้ 

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์  นกเข้าครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของไก่เกินกว่า  10  ปีแล้ว  จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา  1382  อันถือเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามมาตรา  1299  วรรคสอง  เมื่อปรากฏว่านกไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว  นกจึงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน  และสิทธิอันยังไม่ได้จดทะเบียนนั้น  นกมิสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน  โดยสุจริต  และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้

ต่อมาเมื่อไก่ถึงแก่ความตาย  เป็ดบุตรของไก่ได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินแปลงนั้น  ซึ่งถือเป็นการรับโอนที่ดินดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรมของไก่  อันเป็นการรับทรัพย์มรดกตามกฎหมายว่าด้วยมรดก  โดยทายาทต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ต่างๆของเจ้ามรดก  เป็ดผู้สืบสิทธิของไก่จึงไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอกที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นโดยมีค่าตอบแทน  ดังนั้น  ระหว่างนกกับเป็ด  นกจึงยังเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวดีกว่าเป็ด

ส่วนการที่เป็ดขายที่ดินแปลงนั้นให้แมวในเวลาต่อมานั้น  เมื่อปรากฏว่าก่อนทำสัญญาและจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน  แมวได้ไปดูที่ดินและรู้ว่านกครอบครองที่ดินแปลงนั้นอยู่  แต่ไม่สอบถามข้อเท็จจริงจากนก  ทั้งที่สามารถสอบถามได้  แมวจึงเป็นบุคคลภายนอกที่ได้สิทธิในที่ดินนั้นมาโดยไม่สุจริต  ดังนั้น  นกจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าแมว  และสามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างเป็ดกับแมวได้  เพราะการจดทะเบียนนั้นทำให้นกซึ่งเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนต้องเสียเปรียบ  ตามมาตรา  1300

สรุป  นกเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดีกว่าแมว  และสามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างเป็ดกับแมวได้

ข้อ  2  เอกเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งจำนวน  20  ไร่  เอกได้แบ่งขายให้โท  5  ไร่  โดยการซื้อขายทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนถูกต้องตามหลักกฎหมาย  แต่ที่ดินที่แบ่งขายนี้เป็นที่ไม่มีทางออกสู่สาธารณะทางบกเพราะมีที่ดินของเอก  ตรี  และจัตวาล้อมรอบอยู่  อย่างไรก็ดีโทยังสามารถเข้าออกด้วยเรือได้เพราะด้านหนึ่งอยู่ติดคลองสาธารณะที่ใช้เรือข้ามฟากไปมา  ต่อมาโทต้องการใช้ทางเข้าออกเป็นถนนผ่านบนที่ดินของตรี  ดังนี้  โทมีสิทธิทำได้หรือไม่  โดยใช้หลักกฎหมายเรื่องทางจำเป็น  จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  1349  ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงสาธารณะได้ไซร้  ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้

ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ  บึง  หรือทะเล  หรือมีที่ชัน  อันมีระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้  ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ

ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน  กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้  ถ้าจำเป็น  ผู้มีสิทธิจะผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้

ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น  ค่าทดแทนนั้น  นอกจากค่าเสียหายเพราะสร้างถนน  ท่านว่าจะกำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้

วินิจฉัย

ในเรื่องทางจำเป็นตามมาตรา  1349  กฎหมายได้กำหนดไว้ว่า  ที่ดินแปลงใดถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมอยู่จนไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้  ซึ่งทางสาธารณะดังกล่าวนอกจากจะหมายถึงทางสาธารณะทางบกแล้ว  ให้หมายความรวมถึงทางสาธารณะทางน้ำด้วย  เจ้าของที่ดินแปลงนั้นมีสิทธิที่จะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ออกไปสู่ทางสาธารณะได้  ในกรณีที่ที่ดินแปลงใดไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะทางบก  แต่หากเจ้าของที่ดินยังสามารถใช้ทางน้ำสัญจรออกไปสู่ทางสาธารณะได้  เช่น  อยู่ติดกับแม่น้ำหรือติดกับคลองสาธารณะ  ดังนี้  เจ้าของที่ดินจะอ้างขอทางจำเป็นผ่านที่ดินของบุคคลอื่นไม่ได้  เพราะถือว่ามีทางออกสู่ทางสาธารณะอยู่แล้ว

กรณีตามอุทาหรณ์  ที่ดินที่เอกแบ่งขายให้โทนั้น  แม้จะไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะทางบก  แต่โทก็ยังสามารถใช้ทางน้ำสัญจรไปมาได้  เพราะที่ดินด้านหนึ่งอยู่ติดกับคลองสาธารณะ  ดังนั้น  ที่ดินที่โทซื้อมาจึงไม่เข้าลักษณะที่ดินตาบอดจนไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ  โทจึงไม่มีสิทธิขอทางผ่านบนที่ดินของตรี  โดยใช้หลักกฎหมายเรื่องทางจำเป็น

สรุป  โทไม่มีสิทธิใช้ทางเข้าออกเป็นถนนผ่านบนที่ดินของตรี  โดยใช้หลักกฎหมายเรื่องทางจำเป็น

ข้อ  3  นายชุ่มได้เข้าไปทำประโยชน์และปลูกบ้านอาศัยบนที่ดินมือเปล่าของนายชั้นแปลงหนึ่ง  เมื่อเจ้าพนักงานรังวัดสำรวจเพื่อออกเอกสารสิทธิบนที่ดินแปลงนั้น  เจ้าพนักงานได้เดินพิสูจน์การครอบครอง 

นายชุ่มได้แจ้งการครอบครองที่ดินแปลงนั้นต่อเจ้าพนักงาน  นายชั้นนำเอกสารการกู้ยืมเงินระหว่างนายชั้นกับนายชอบซึ่งเป็นลูกหนี้นายชั้น  และเอกสารเป็นหนังสือมีข้อความที่นายชอบตกลงนำที่ดินแปลงที่นายชุ่มทำประโยชน์ 

ตีใช้หนี้เงินกู้ที่นายชอบเป็นหนี้นายชั้น  ลงชื่อนายชั้นกับนายชอบ  นายชั้นจึงกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิบนที่ดินแปลงนั้นดีกว่านายชุ่ม  เจ้าพนักงานจึงแจ้งให้นายชั้นไปฟ้องร้องต่อศาล  และหลังจากที่นายชั้นได้คัดค้านได้ยังไม่ครบหนึ่งปี  นายชั้นสามารถฟ้องเอาคืนการครอบครองจากนายชุ่มได้หรือไม่  เพราะเหตุใด  ให้นักศึกษาอธิบายโดยยกหลักกฎหมายประกอบคำอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

มาตรา  1367  บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน  ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง

มาตรา  1375  ถ้าผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายไซร้  ท่านว่าผู้ครอบครองมีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครอง  เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินดีกว่า  ซึ่งจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผู้ครอบครองได้ 

การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น  ท่านว่าต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง 

วินิจฉัย 

โดยหลักแล้ว  ถ้าผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  ผู้ครอบครองมีสิทธิฟ้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองภายใน  1  ปี  นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง  เว้นแต่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินดีกว่าซึ่งจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผู้ครอบครองได้  ตามมาตรา  1375

กรณีตามอุทาหรณ์  การที่นายชุ่มได้เข้าไปทำประโยชน์และปลูกบ้านอาศัยบนที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งนั้น  นายชุ่มย่อมมีและได้สิทธิครอบครองบนที่ดินแปลงดังกล่าวตามมาตรา  1367 

ตามข้อเท็จจริง  เมื่อเจ้าพนักงานได้รังวัดสำรวจเพื่อออกเอกสารสิทธิบนที่ดินแปลงนั้น  นายชุ่มได้แจ้งการครอบครองที่ดินแปลงนั้นต่อเจ้าพนักงาน  ปรากฏว่านายชั้นได้นำเอกสารการกู้ยืมเงินระหว่างนายชั้นกับนายชอบซึ่งเป็นลูกหนี้นายชั้นมาอ้างว่านายชอบตกลงนำที่ดินแปลงที่นายชุ่มทำประโยชน์ตีใช้หนี้เงินกู้ที่นายชอบเป็นหนี้นายชั้น  ตนจึงมีสิทธิบนที่ดินแปลงนั้นดีกว่านายชุ่ม  ดังนี้  นายชั้นจะกล่าวอ้างไม่ได้  เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายชอบได้ครอบครองใช้ประโยชน์บนที่ดินแปลงนั้นอันจะทำให้นายชอบได้สิทธิครอบครองแต่อย่างใด  และเมื่อนายชอบไม่มีสิทธิใดๆบนที่ดินแปลงนั้น  ย่อมทำให้นายชั้นผู้กล่าวอ้างไม่มีสิทธิตามไปด้วย

เมื่อปรากฏว่านายชั้นไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว  ย่อมถือไม่ได้ว่านายชุ่มได้แย่งการครอบครองไปจากนายชั้น  ดังนั้น  นายชั้นจะฟ้องเอาคืนการครอบครองจากนายชุ่มตามมาตรา  1375  ไม่ได้ 

สรุป  นายชั้นจะฟ้องเอาคืนการครอบครองจากนายชุ่มไม่ได้

ข้อ  4  นายดำอาศัยบ้านและที่ดินของนายแดงอยู่  แต่ที่ดินของนายแดงแปลงนั้นไม่มีที่ออกสู่ทางสาธารณะ  นายดำจึงได้ใช้ทางผ่านที่ดินของนายขาวออกประจำ  โดยนายขาวไม่เคยทราบมาก่อน  นายดำอาศัยบ้านและที่ดินของนายแดงและใช้ทางผ่านที่ดินของนายขาวตลอดมาได้ห้าปี  นายดำตาย  นายฟ้าบุตรของนายดำจึงได้ขอนายแดงอาศัยที่ดินแปลงนั้นต่อ  นายแดงยินยอม  นายฟ้าจึงยังคงใช้ที่ดินของนายขาวแปลงนั้นเข้าออกเหมือนเมื่อสมัยบิดาอาศัยอยู่ต่อมาอีกหกปี  นายขาวจึงได้มาห้ามไม่ให้นายฟ้าใช้ทางผ่านที่ดินแปลงนั้นของนายขาวอีกต่อไป  ถ้าจะใช้ทางผ่านต้องจ่ายค่าใช้ทางเป็นรายปี  ปีละ  5,000  บาท  ให้ท่านวินิจฉัยว่า  นายขาวจะห้ามไม่ให้นายฟ้าผ่านที่ดินของนายขาวต่อไปได้หรือไม่  และถ้านายฟ้าจะใช้ทางนั้นต่อไป  นายฟ้าจะต้องจ่ายค่าใช้ทางตามที่นายขาวต้องการหรือไม่  เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา  1382  บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ  ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้  ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์

มาตรา  1387  อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน  หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น

มาตรา  1401  ภาระจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ  ท่านให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ  3  แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา  1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  กองมรดกของผู้ตายได้แก่  ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย  ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ  เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว  เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้

วินิจฉัย

การได้ภาระจำยอมตามมาตรา  1387  โดยอายุความครอบครองปรปักษ์นั้น  ถือเป็นการได้ทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม  ซึ่งตามมาตรา  1401  นั้น  บัญญัติให้นำอายุความได้สิทธิตามมาตรา  1382  มาใช้บังคับโดยอนุโลม  กล่าวคือ  ต้องเป็นกรณีที่เจ้าของสามยทรัพย์ได้ใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์  โดยความสงบ  เปิดเผย  และมีเจตนาจะได้สิทธิภาระจำยอมในภารยทรัพย์  โดยต้องใช้ประโยชน์ติดต่อกันเป็นเวลา  10  ปี

ตามอุทาหรณ์  การที่นายดำอาศัยบ้านและที่ดินของนายแดงอยู่  และได้ใช้ทางผ่านที่ดินของนายขาวเข้าออกประจำ  โดยนายขาวไม่เคยทราบมาก่อนนั้น  ย่อมถือว่านายดำครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ได้ภาระจำยอมแล้ว  โดยการใช้ประโยชน์ในภารยทรัพย์  คือที่ดินของนายขาวโดยความสงบ  เปิดเผย  และเจตนาจะได้มาซึ่งภาระจำยอมแล้ว  ทั้งนี้เพราะภาระจำยอมย่อมมีเพื่อประโยชน์ของสามานยทรัพย์  ใครก็ตามที่อาศัยอยู่ในสามานยทรัพย์ก็สามารถครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอมได้

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า  นายดำได้ใช้ทางผ่านที่ดินของนายขาวตลอดมาได้  5  ปี  นายดำก็ถึงแก่ความตาย  เช่นนี้  ย่อมทำให้นายฟ้าบุตรของนายดำรับโอนมาซึ่งสิทธิและความรับผิดต่างๆของนายดำ  ตามมาตรา  1600  ซึ่งรวมถึงสิทธิในภาระจำยอมดังกล่าวด้วย  ดังนั้น  เมื่อปรากฏว่านายฟ้าได้ขอนายแดงอาศัยที่ดินแปลงนั้นต่อและได้ใช้ที่ดินของนายขาวแปลงนั้นเข้าออกเสมือนสมัยบิดาอาศัยอยู่ต่อมาอีก  6  ปี  ซึ่งเมื่อรวมเวลาการใช้ทางผ่านที่ดินของนายขาวของทั้งนายฟ้าและนายดำบิดาของนายฟ้าแล้ว  จะได้  11  ปี  ซึ่งถือว่าเกิน  10  ปีแล้ว  ย่อมทำให้นายฟ้าได้ภาระจำยอมโดยอายุความปรปักษ์  ตามมาตรา  1382  มาตรา  1387  และมาตรา  1401  ดังนั้น  นายขาวจะห้ามไม่ให้นายฟ้าผ่านที่ดินของนายขาวต่อไปไม่ได้  และถ้านายฟ้าจะใช้ทางนั้นต่อไป  นายฟ้าก็ไม่ต้องจ่ายค่าใช้ทางตามที่นายขาวต้องการ

สรุป  นายขาวจะห้ามไม่ให้นายฟ้าผ่านที่ดินของนายขาวต่อไปไม่ได้  และถ้านายฟ้าจะใช้ทางนั้นต่อไป  นายฟ้าก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ต้องจ่ายค่าใช้ทางตามที่นายขาวต้องการได้