ENG2002 การอ่านตีความ ข้อสอบชุด 3 ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2554

0

แนวข้อสอบชุดพิเศษ 3 ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2554

ข้อสอบกระบวนวิชา ENG2002 การอ่านตีความ

Part I : Seen Passages

A : Directions : Read the following statements. Then blacken 1 for a true statement, and blacken 2 for a false statement. (1 = True / 2 = False)

คำสั่ง : จงอ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วใช้ดินสอดำระบา 1 หากเป็นข้อความที่ถูกต้อง และระบาย 2 หากเป็นข้อความที่ผิด (1 = ถูก / 2 = ผิด)

1 .   A good reader must read everything in detail.

ถาม        ผู้อ่านที่ดีต้องการรายละเอียดทุกอย่าง

ตอบ  2  :  (ผิด)  ผู้อ่านที่ดีต้องทราบจุดประสงค์ในการอ่านของตัวเอง ซึ่งจะมีวิธีในการอ่านที่แตกต่างกัน เช่น ในการอ่านเพื่อจับเนื้อเรื่องคร่าว ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านรายละเอียดทุกตัว แต่ถ้าเราต้องการอ่านเพื่อประเมินคุณภาพของงานเขียนหรือเนื้อเรื่องที่อ่านมีความซับซ้อนสูงเราก็จำเป็นต้องอ่านรายละเอียดทุกอย่าง เป็นต้น      

2 .   Skimming and scanning can help you locate some specific information quickly.

ถาม           การอ่านแบบสกิมมิงและสแกนนิงสามารถช่วยให้คุณหาข้อมูลเฉพาะได้อย่างรวดเร็ว

ตอบ  1  :  (ถูก)  การอ่านแบบสกิมมิง (Skimming) คือ รูปแบบการอ่านเช่นเดียวกับการอ่านแบบสแกนนิง (scanning) แต่จะแตกต่างกันที่การอ่านแบบสกิมมิงจะอ่านแบบข้าม ๆ โดยมุ่งไปที่จุดสำคัญ ๆ เพื่อหาชื่อเรื่อง ใจความสำคัญโดยทั่วไป หรือข้อมูลเฉพาะอย่าง ส่วนการอ่านแบบสแกนนิงจะใช้เมื่อต้องการหาข้อมูลเฉพาะอย่างเท่านั้น โดยไม่สนใจใจความอื่น ๆ เลย

3 .   When authors make a major of the topic of his writing, that major is the main idea.

ถาม           เมื่อผู้เขียนสร้างประเด็นหลักจากหัวข้อเรื่องในงานเขียนของเขา ประเด็นหลักนั้นเป็นใจความสำคัญ

ตอบ  1  :  (ถูก)  ใจความสำคัญ (Main Idea) คือ ประเด็นหลักหรือข้อสรุปที่ผู้เขียนต้องการบอกผู้อ่านเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดในย่อหน้าซึ่งจะมีประโยคต่าง ฟ สนับสนุนใจความสำคัญนั้นโดยใจความสำคัญก็คือ ประเด็นหลักที่สร้างขึ้นมาจากหัวข้อเรื่องซึ่งถูกขยายเป็นประโยคที่สมบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ประโยคที่ประกอบด้วยหัวข้อเรื่องบวกกับส่วนขยาย (ภาคแสดง) นั่นเอง

4 .   The topic sentence is always the first sentence of a paragraph.

ถาม           ประโยคใจความสำคัญคือประโยคแรกของเนื้อเรื่องเสมอ

ตอบ  2  :  (ผิด)  ประโยคใจความสำคัญ (Topic Sentence) คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญของย่อหน้านี้ปรากฏออยู่ชัดเจน ซึ่งอาจจะอยู่ตอนต้นย่อหน้า กลางย่อหน้า ท้ายย่อหน้า หรือทั้งต้นและท้ายของย่อหน้าก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประโยคแรกของย่อหน้า

5 .   A good carefully selects words in writhing in order to revel his attitude toward his subject.

ถาม           นักเขียนที่ดีจะเลือกใช้คำอย่างระมัดระวังในการเขียนเพื่อที่จะเปิดเผยทัศนคติของเขาต่อเรื่องที่เขาเขียน

ตอบ  1  :  (ถูก)  เราสามารถทราบทัศนคติของผู้เขียนต่อเรื่องที่เขาเขียนได้ โดยดูจากคำที่เขาใช้หรือท่วงทำนองการเขียน เช่น เชิงตลกขบขัน จริงจัง แดกดัน เป็นต้น

6 .   A word can different meanings depending on its context.

ถาม           คำ ๆ หนึ่งอาจมีความหมายที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบท

ตอบ  1  :  (ถูก)  คำบางคำอาจมีความหมายได้หลายอย่าง ดังนั้นในการอ่าน เราต้องเลือกความหมายให้ตรงหรือใกล้เคียงกับบริบทนั้น ๆ เช่น คำว่า swallow (n.) แปลว่า การกลืน ในอีกความหมายหนึ่งแปลว่า นกนางแอ่น หรือคำ ๆ เดียวมีความหมายเดียว แต่อาจจะแปลความหมายในบริบทต่างออกไป เช่น คำว่า eat แปลว่า กิน แต่ถ้าใช้ในสำนวนที่ว่า eat one’s words แปลว่า ถอนคำพูด เป็นต้น

7 .  You can surely pass EN 202 course of you know the meaning of every word.

ถาม           คุณสามารถผ่านวิชา EN 202 ได้อย่างแน่นอน ถ้าคุณรู้ความหมายของคำว่าทุกคำ

ตอบ  2  :  (ผิด)  การที่จะผ่าน EN 202 ได้นั้นไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายของคำว่าทุกคำ แต่ผู้อ่านต้องอาศัยวิธีการหาคำตอบที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการอ่านแบบสกิมมิงหรือการอ่านแบบสแกนนิงที่สำคัญ ผู้อ่านต้องรู้จักเดาความหมายและพยายามสรุปในใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้าให้ได้เพื่อที่จะทำให้ทราบความหมายคร่าว ๆ ของเนื้อเรื่องทั้งหมด

8 .   Reading needs no practice; it is an innate skill.

ถาม           การอ่านไม่ต้องอาศัยการฝึกฝน แต่เป็นความชำนาญโดยกำเนิด

ตอบ  2  :  (ผิด)  การที่จะทำให้เกิดความชำนาญในการอ่าน เราต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพราะการฝึกฝนนี้จะพัฒนาให้เรามีประสิทธิภาพในการอ่าน ทำให้เราเกิดความคุ้นเคยกับประโยค คำศัพท์ ทั้งนี้ยังสามารถตีความหมายได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วได้อีกด้วย

9 .   The objective of EN 202 is to make you memorize all the reading passages.

ถาม           วัตถุประสงค์ของวิชา   EN 202 คือ การที่ทำให้คุณจดจำเนื้อเรื่องที่อ่านได้ทุกเรื่อง

ตอบ   2  :  (ผิด)  วัตถุประสงค์ของวิชา EN 202 คือ ต้องการให้ผู้อ่านรู้จักเลือกใช้วิธีการอ่านที่เหมาะสมและต้องการให้ผู้อ่านรู้จักเดาความหมาย ตีความ และจับใจความสำคัญของเนื้อเรื่องที่อ่านได้

10 .   Some techniques authors often use to organize their writhing are sequencing, comparison/ contrast, definition, illustration, etc.

ถาม     เทคนิคบางอย่างงที่ผู้เขียนใช้บ่อยครั้งเพื่อเรียบเรียงงานเขียนของเขาคือ การเรียงลำดับการเปรียบเทียบ / เปรียบต่าง คำจำกัดความ การยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เป็นต้น

ตอบ  1  :  (ถูก)  ผู้เขียนจะเรียบเรียงข้อความด้วยรูปแบบการเขียนแบบต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์กว้าง ๆ ที่ได้ตั้งเอาไว้ ดังนั้นการมองเห็นและเข้าใจรูปแบบการเรียบเรียงเนื้อความ จะทำให้ผู้อ่านมีโครงร่างสำหรับการวิเคราะห์ทำความเข้าใจเนื้อหาที่อ่าน และสามารถดึงข้อมูลที่อ่านได้ครบถ้วน

B : Directions : Read the following passages and choose the best answer for each question.

คำสั่ง :   จงอ่านเนื้อเรื่องต่อไปนี้แล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับคำถามแต่ละข้อ

Passage 1

                1It is difficult to be completely sure that a certain chemical leads to certain health problems. 2One reason for this uncertainty is that some effects may appear only very slowly. 3Some types of cancer, for example, may which are used to test the chemical. 4Another reason for the uncertainty is the methods which are to test the chemicals. 5It is impossible, of course, to test the chemical on human beings, so experiments are conducted with animals.  6Howevet, some scientists, especially scientists who are working for industrial companies, criticize the animal experiments. 7They claim, for example, that the animals are exposed to very large amounts of chemicals. 8These amounts are much greater than the amounts which a human would absorb during one lifetime.

                1มันยากที่จะให้เห็นแน่ใจได้อย่างเต็มที่ว่าสารเคมีชนิดไหนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพใดบ้าง 2เหตุผลหนึ่งที่ไม่แน่ใจคือผลกระทบบางอย่างอาจจะปรากฏให้เห็นช้ามาก ๆ  3ยกตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะต้องการเวลาในการก่อตัวนานถึง 20 ปี 4เหตุผลอีกประการหนึ่งสำหรับความไม่แน่ใจนี้ก็คือบางชนิดที่นำมาใช้ในการทดลองสารเคมี 5แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะนำสารเคมีมาทำการทดลองกับมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องการทดลองกับสัตว์ 6แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มองคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานให้กับบริษัทอุตสาหกรรม มักจะวิพากษ์วิจารณ์การทำการทดลองกับสัตว์ 7ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาอ้างว่าสัตว์ทดลองได้รับสารเคมีในปริมาณเต็มที่ 8ซึ่งปริมาณสารเคมีมีที่มนุษย์จะได้รับในชั่วชีวิตหนึ่งเสียอีก

11 .   The paragraph discusses _______.

1.       Health problem

2.       Scientific experiments

3.       Experiments on animals

4.       Doubts about the effect of chemical on health

ถาม        ย่อหน้านี้พูดถึงเรื่อง ______

1.       ปัญหาสุขภาพ

2.      การทดลองทางวิทยาศาสตร์

3.       การทดลองกับสัตว์

4.       ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพ

ตอบ  4  :  ในย่อหน้านี้พูดถึงความไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพ ดังปรากฏเป็นใจความสำคัญ ในประโยคที่ 1 โดยมีประโยคอื่นเป็นใจความสนับสนุนเพื่อบอกว่าความไม่แน่ใจนี้เกิดอะไรบ้าง

12 .   In the paragraph, _______.

1.       The main idea is implied

2.       Sentence 1 is the topic sentence

3.       There is an introductory sentence

4.       The details do not support the main idea

ถาม        ในย่อหน้านี้ ______

1.       ใจความสำคัญบ่งบอกเป็นนัย

2.       ประโยคที่ 1 เป็นประโยคใจความสำคัญ

3.       มีประโยคเกริ่นนำ

4.       รายละเอียดไม่ได้สนับสนุนใจความสำคัญ

ตอบ  2  :  ดูคำอธิบายข้อ 11. ประกอบ

13 .   According to the paragraph, it is not certain that chemical result in bad health ______.

1.       So chemicals are still used

2.       So scientists continue their experiments on animals

3.       Because their effects do not appear in a short time

4.       Because scientists do not reveal their experiments’ results

ถาม        ตามเนื้อเรื่องนี้ มันไม่ชัดเจนว่าสารเคมีเป็นต้นเหตุของสุขภาพที่ไม่ดี _____

1.       ดังนั้นสารเคมียังคงถูกใช้อยู่

2.       ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองกับสัตว์ต่อไป

3.       เพราผลกระทบไม่ได้ปรากฏในช่วงระยะเวลาอันสั้น

4.       เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม้ได้เปิดเผยผลของการทดลอง

ตอบ  3  :  จากประโยคที่ 1 และ 2

14 .   _______reasons for the uncertainty are discussed in the paragraph.

1.       Two              

2. Three               

3. Four                 

4. Five

ถาม        _______เหตุผลของความไม่แน่ใจที่ถูกพูดถึงในเนื้อเรื่องนี้

1.       2                    

2. 3                       

3. 4                       

4. 5

ตอบ  1  :  เหตุผลแรกเพราะผลกระทบบางอย่างอาจจะปรากฏให้เห็นช้ามากซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาและเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ วิธีการทดลองสารเคมีกับสัตว์ไม่อาจแน่ใจว่าจะมีผลลัพธ์เช่นเดียวกับกรณีของมนุษย์

15 .   The word “absorb” in sentence 8 is closest in meaning to ______.

1.       Permit                       

2. Observe                       

3. Commit                        

4. Consume

ถาม        คำว่า “absorb” ในประโยคที่ 8 มีความหายใกล้เคียงกับคำว่า ______

อนุญาต                        

2. สังเกต                              

3. กระทำการ                      

4. ใช้บริโภค

ตอบ  4  : “absorb” เป็นสกรรมกริยา (vt.) ในที่นี้แปลว่า รับเข้ามา ดูดซึม ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า consume

Passage 2

                1Students need to question their professors and to have their ideas taken seriously. 2Only then will they develop the analytical skills required to thing intelligently and creatively. 3Most students learn best by engaging in frequent and even heated debate, not by scribbling down a professor’s often unsatisfactory summary of complicated issues. 4They need small discussion classes that demand the common labors of teacher and students rather than classes in which one person, however learned, propounds his or her own ideas.

                1นักศึกษาจำเป็นต้องถามอาจารย์และแนวความคิดของพวกเขาต้องได้รับความสนใจอย่างจริงจัง 2เมื่อนั้นแหละพวกเขาจึงจะพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นสำหรับการคิดอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ 3นักศึกษาส่วนใหญ่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยการเข่าร่วมในการอภิปรายที่เข้มข้นเป็นประจำสม่ำเสมอไม่ใช่โดยการเร่งจดสรุปประเด็นที่สลับซับซ้อนซึ่งมักยังไม่ดีพอของอาจารย์ลงไป 4พวกเขาต้องมีชั้นเรียนแบบอภิปรายที่มีขนาดเล็กซึ่งต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษา แทนที่จะเป็นชั้นเรียนที่มีคนเพียงคนเดียว คอยเสนอความคิดเห็นของตัวเองแม้เขาจะมีความรู้แค่ไหนก็ตาม

16 .   The paragraph is about _______.

1.       What students should do to learn

2.       How students write to learn

3.       What teachers have to do

4.       Teachers’ roles

ถาม        เนื้อเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ______

1.       สิ่งที่นักศึกษาควรทำเพื่อการเรียนรู้

2.       วิธีการที่นักศึกษาเขียนเพื่อการเรียนรู้

3.       สิ่งที่อาจารย์ต้องทำ

4.       บทบาทของอาจารย์

ตอบ  1  :  โดยสรุปจากเนื้อเรื่องนี้ได้บอกถึงสิ่งที่นักศึกษาควรทำเพื่อการเรียนรู้ว่ามีอะไรบ้าง

17 .   Students can think intelligently and creatively if they _______.

1.       Listen a lot

2.       Write notes

3.       Have analytical skills

4.       Write down questions

ถาม        นักศึกษาสามารถคิดได้อย่างชาญฉลาดและอย่างสร้างสรรค์ ถ้าพวกเขา ______

1.       ฟังมาก

2.       จดบันทึก

3.       มีทักษะในการวิเคราะห์

4.       เขียนโจทย์ลงไป

ตอบ  3  :  จากประโยคที่ 2

18 .   What kind of class does the phrase “classes in which one person, however learned, propounds his or her own ideas” imply ?

1.       A discussion class

2.       A lecture class

3.       Independent study

4.       A workshop

ถาม        ห้องเรียนประเภทใดที่วลี ชั้นเรียนที่มีคนเพียงคนเดียวคอยเสนอแต่ความคิดเห็นของตนเองแม้เขาจะมีความรู้แค่ไหนก็ตามหมายถึง

1.       ห้องเรียนแบบอภิปราย

2.       ห้องเรียนแบบบรรยาย

3.       การศึกษาด้วยตัวเอง

4.       การประชุมเชิงปฏิบัติการ

ตอบ  2  :  จากประโยคสุดท้าย ข้อความดังกล่าวหมายถึงห้องเรียนแบบบรรยาย

19 .   To develop the necessary analytical skills, students have to _____.

1.       Read and think

2.       Write and think

3.       Speak and think

4.       Ask questions and think

ถาม        เพื่อที่จะพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์ที่จำเป็น นักศึกษาต้อง ______

1. อ่านและคิด                 

2. เขียนและคิด                   

3. พูดและคิด                     

4. ถามข้อสงสัยและคิดตามไปด้วย

ตอบ  4  :  จากประโยคที่ 1 และ 2

20 .   The word “propounds” in sentence 4 is closest in meaning to ______.

1. Suggest                       

2. Receive                           

3. Ask                                   

4. Force

ถาม        คำว่า “propounds” ในประโยคที่ 4 มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า _____

1.       เสนอแนะ                   

2. ได้รับ                               

3. ถาม                                  

4. บังคับ

ตอบ  1  :  “propounds” เป็นสกรรมกริยา (vt.) แปลว่า เสนอ ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า suggest

Passage 3

                1America because of its wrong policy and its numerous mistakes, contributed much to the fall of Vietnam. 2The U.S. was right when it wanted to become involved in the Vietnam issue after the Geneva agreements to prevent Vietnam from sliding under Communist control. 3However, American policy – makers made many mistakes in their methods of intervention in Vietnam. 4For example, after the fall of the Ngo Dinh Diem regime, the U.S. government supported only the obedient generals whom they called “strong men.” 5The Nguyen Thieu regime, which was rejected caused the Vietnamese people, survived for several years under U.S. support. 6This support caused the Southern Vietnamese to become dissatisfied and thus weakened the war against the Communists. 7People didn’t trust their own government; several meetings were held by the students who represented the people in request the resignation of the President. 8Unfortunattely, he did resign, but because of the request from his people; rather, he resigned because of the U.S. withdrawal of support. 9Later in the war, American made another big mistake. 10First, they mobilized all of their forces to destroy the Communist group attacking South Vietnam, yet later they negotiated with the Communists. 11Finally, Americans committed themselves to the “limited war’ concept. 12Their troops in Vietnam did not seek victory on the battlefield. 13This encouraged the stubborn Communists to continue the war because in a game, if a player knows that he will win or at least tie, he is not so stupid as to give up.

                1เนื่องจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดและข้อผิดพลาดต่าง ๆ มากมายของสหรัฐอเมริกาประเทศนี้จึงมีส่วนอย่างมากต่อการล่มสลายของเวียดนาม 2สหรัฐอเมริกาทำถูกต้องแล้วในการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของเวียดนามตามข้อตกลงเจนีวาเพื่อป้องันไม่ให้เวียดนามตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์ 3แต่อย่างไรก็ตามผู้ดำเนินนโยบายของสหรัฐอเมริกาได้ทำความผิดพลาดอย่างมากในวิธีการเข้าไปแทรกแซงเวียดนาม 4ตัวอย่างเช่น ภายหลังรัฐบาลโง ดินห์ เดียม หมดอำนาจลง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนเฉพาะนายพลที่เชื่อฟังเท่านั้น ผู้ซึ่งพวกเขาเรียกว่า บุรุษเหล็ก” 5รัฐบาล เหงียน วัน เทียว ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวเวียดนาม อยู่รอดมาได้หลายปีภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา 6การสนับสนุนนี้ทำให้ชาวเวียดนามใต้รู้สึกไม่พอใจ และจึงทำให้สงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ขาดพลัง 7ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพวกเขาเอง มีการชุมนุมหลายครั้งโดยเหล่านักศึกษาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเหงียน วัน เทียว ลาออกจากตำแหน่ง 8โชคร้ายที่เขาลาออกจริง ๆ แต่ไม่ใช่เนื่องจากการเรียกร้องจากประชาชนของเขา หากแต่เขาลาออกเพราะการถอนการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา 9ต่อมาในช่วงสงคราม ชาวอเมริกันได้ทำความผิดพลาดครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 10ทีแรกพวกเขาได้ระดมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อบดขยี้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เข้าโจมตีเวียดนามใต้ แต่ต่อมาพวกเขากลับยอมเจรจากีบฝ่ายคอมมิวนิสต์ 11ในที่สุดชาวอเมริกาก็ยอมรับแนวคิด สงครามจำกัดพื้นที่” 12กองทัพทหารของพวกเขาในเวียดนามไม่ได้แสวงหาชัยชนะในสรมรภูมิการสู้รบ 13สิ่งนี้กลับเป็นการส่งเสริมให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ไม่ยอมแพ้อยากจะทำสงครามต่อไป เพราะว่าในการแข่งขัน ถ้าผู้เล่นรู้ว่าเขาจะชนะหรืออย่างน้อยที่สุดก็เสมอ เขาก็ไม่โง่ที่จะยอมแพ้

21 .   The first sentence is _______.

1.       An introductory sentence

2.       A supporting sentence

3.       The main idea of the paragraph

4.       A factual statement

ถาม        ประโยคแรกเป็น ______

1.       ประโยคเกริ่นนำ

2.       ประโยคสนับสนุน

3.       ใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง

4.       ข้อความที่เป็นจริง

ตอบ  3  :  เรื่องนี้เกี่ยวกับความผิดพลาดของสหรัฐฯ ในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของเวียดนามซึ่งมีผลทำให้เวียดนามล่มสลาย โดยมีประโยคอื่น ๆ เป็นประโยคสนับสนุนว่ามีความผิดพลาดอะไรบ้าง

22 .   The author _____American intervention in Vietnam issue.

1.       Approves of

2.       Disapproves of

3.       Blames

4.       Puts pressure on

ถาม        ผู้เขียน _____การแทรกแซงของอเมริกาเกี่ยวกับปัญหาของเวียดนาม

1.       เห็นด้วยกับ

2.       ไม่เห็นด้วยกับ

3.       ตำหนิ

4.       กดดัน

ตอบ  1  :  ผู้เขียนเห็นด้วยกับการแทรกแซงแต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ

23 .   How many mistakes America made are mentioned in the paragraph ?

1.       Two              

2. Three               

3. Five                  

4. Six

ถาม      อเมริกาได้ทำความผิดพลาดกี่อย่างกล่าวไว้ในย่อหน้านี้

1. สอง              

2. สาม                  

3. ห้า                   

4. หก

ตอบ   1  :  อเมริกาได้ทำความผิดพลาด 2 อย่าง คือ     

1.       การให้การสนับสนุนเฉพาะนายพลที่เชื่อฟัง

2.       การเปลี่ยนยุทธวิธีการสู้รบ

24 .   Why the Ngo Dinh Diem regime fell ______.

1.       Is mentioned as the cause of the fall of Vietnam

2.       Is mentioned twice

3.       Is clearly stated

4.       Is not stated

ถาม        สาเหตุที่รัฐบาลโง ดินห์ เดียม ล่มสลาย ______

1.       ถูกกล่าวว่าเป็นต้นเหตุของการล่มสลายของเวียดนาม

2.       ถูกกล่าวถึง 2 ครั้ง

3.       ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน

4.       ไม่ได้ระบุไว้

ตอบ  4   :  ในย่อหน้านี้พูดถึงเฉพาะสาเหตุการล่มสลายของรัฐบาลเหงียน วัน เทียว เท่านั้น ซึ่งแม้จะการอ้างอิงถึงการล่มสลายของรัฐบาลโง ดินห์ เดียม ด้วยก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่ได้ระบุสาเหตุเอาไว้

25 .   “This support” in sentence 6 refers to American support of ______.

1.       The Ngo Dinh diem regime

2.       The Nguyen Van Thieu regime

3.       The Vietnamese people

4.       Vietnamese “strong men”

ถาม        “This support” ในประโยคที่ 6 อ้างอิงถึงการสนับสนุนของอเมริกาต่อ _____

1.       รัฐบาลโง ดินห์ เดียม

2.       รัฐบาลเหงียน วัน เทียว

3.       คนเวียดนาม

4.       “บุรุษเหล็ก” ชาวเวียดนาม

ตอบ  2  :  “การสนับสนุนนี้” หมายถึง การสนับสนุนของอเมริกาที่มีต่อรัฐบาลเหงียน วัน เทียว

26 .   Who were the Vietnamese fighting with ?

1.       The Americans

2.       The students

3.       The Communists

4.       Vietnamese “strong men”

ถาม        ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้อยู่กับใคร

1.       คนอเมริก

2.       นักศึกษา

3.       พวกคอมมิวนิสต์

4.       “บุรุษเหล็ก” ชาวเวียดนาม

ตอบ  3  :  ชาวเวียดนามในที่นี้หมายถึงชาวเวียดนามใต้ ซึ่งกำลังต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์

27 .   The author accuses the U.S. for not _______.

1.       Making a policy

2.       Being strong enough

3.       Negotiating with the Communist

4.       Fully committing itself

ถาม        ผู้เขียนกล่าวหาสหรัฐอเมริกาไม่ ______

1.       กำหนดนโยบาย

2.       เข้มแข็งพอ

3.       เจรจากับคอมมิวนิสต์

4.       ปวารณาตนอย่างจริงจัง

ตอบ  2  :  จากประโยคที่ 9 – 13

28 .   Which is not correct according to the paragraph ?

1.       The Vietnamese lost their war to the Communists.

2.       The Communists were stubborn fighters with a purpose.

3.       The fall of Ngo Dinh Diem led to the fall of South Vietnam.

4.       The withdrawal of American support was the cause of the fall of Vietnam

ถาม        ข้อใดไม่ถูกต้องตามเนื้อเรื่องนี้

1.       ชาวเวียดนามแพ้สงครามต่อคอมมิวนิสต์

2.       คอมมิวนิสต์เป็นนักสู้ที่ดื้อรั้นแต่มีเป้าหมาย

3.       การล่มสลายของรัฐบาลโง ดินห์ เดียม นำไปสู่การล่มสลายของเวียดนามใต้

4.       การถอนการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกาเป็นสาเหตุของการล่มสลายของเวียดนาม

ตอบ  3   :  จากเนื้อเรื่องผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงว่ารัฐบาลโง ดินห์ เดียม มีส่วนต่อการล่มสลายของเวียดนามเลย

Passage 4

                Today, most people – certainly most men-quote physical differences between the sexes as evidence of barriers to athletic equality. Because of these differences. Women are said to be more suited to some sport than others-and unfit to compete directly with men in any contact sport.

                ทุกวันนี้ผู้คนส่วนมากซึ่งแน่นอนก็คือผู้ชายส่วนใหญ่ ได้ยกเอาความแตกต่างทางด้านร่างกายระหว่างเพศชายหญิงมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันความเสมอภาคทางด้านกีฬา เนื่องจากความแตกต่างเหล่านี้ผู้หญิงจึงถูกกล่าวว่าเหมาะสมกับกีฬาประเภทหนึ่งมากกว่าบางประเภท และไม่เหมาะสมที่จะแข่งขันกีฬาใด ๆ ก็ตามที่ต้องการใช้แรงปะทะกันโดยตรงกับผู้ชาย

29 .   What is the writer saying ?

1.       Men and women are equal.

2.       Men are stronger than women

3.       Men and women are not equal athletically.

4.       Women cannot compete with men in any contact sport.

ถาม        ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงสิ่งใด

1.       ผู้ชายและผู้หญิงมีความสามารถเสมอภาคเท่าเทียมกัน

2.       ผู้ชายมีความแข็งแกร่งมากกว่าผู้หญิง

3.       ผู้ชายและผู้หญิงไม่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทางด้านกีฬา

4.       ผู้หญิงไม่สามารถแข่งขันกับผู้ชายได้ในกีฬาที่ใช้แรงปะทะโดยตรงกับผู้ชาย

ตอบ  3  : ดังคำกล่าวในประโยคแรกซึ่งเป็นใจความสำคัญของย่อหน้า

30 .   According to the paragraph, ______.

1.       Men are better at sports than women

2.       Feminine and masculine physiques are different

3.       Because of the physical differences, women should be considered inferior to men

4.       All are correct.

ถาม        ตามย่อหน้านี้ ______

1.       ผู้ชายเก่งกีฬามากกว่าผู้หญิง

2.       ทางด้านร่างกายผู้หญิงและผู้ชายมีความแตกต่างกัน

3.       เพราะความแตกต่างกันทางด้านร่างกาย จึงควรกล่าวได้ว่าผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชาย

4.       ถูกทุกข้อ

ตอบ  2  :  ตามเนื้อเรื่องนี้สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงคือผู้ชายและผู้หญิงจะมีความแตกต่างกันทางด้านร่างกายแต่ยังสรุปไม่ได้ว่าใครจะเก่งหรือด้อยกว่ากัน

31 .   Which of the following is physical?

1.       Muscles                    

2. Bones           

3. Heart                             

4. All are correct.

ถาม        ข้อใดต่อไปนี้เกี่ยวกับทางร่างกาย

1. กล้ามเนื้อ                     

2. กระดูก             

3. หัวใจ               

4. ถูกทุกข้อ

ตอบ  4  :  ทางร่างกาย (Physical) คือ สิ่งเกี่ยวกับอวัยวะหรือส่วนประกอบของร่างกายที่เป็นรูปธรรมซึ่งตรงกันข้ามกับทางจิตใจ (Mental)

32 .   The word “evidence” in the paragraph is similar in meaning to ______.

1.       Proof                        

2. Purpose        

3. Suggestion                  

4. Explanation

ถาม        คำว่า “evidence” ในย่อหน้ารี้ มีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า _____

1.ข้อพิสูจน์หลักฐาน  

2. จุดประสงค์     

3. คำแนะนำ                       

4. คำอธิบาย

ตอบ  3  :  “evidence” เป็นคำนาม แปลว่า หลักฐาน ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า proof

33 .   The word “others” in the paragraph refers to other _______.

1.       Men                              

2. Women                           

3. Sports                              

4. Differences

ถาม         คำว่า “others” ในย่อหน้านี้ อ้างอิงถึง ______

1.  ผู้ชาย                            

2. ผู้หญิง                              

3. กีฬา                                  

4. ความแตกต่าง

ตอบ  3  :  คำว่า “others” เป็นคำสรรพนาม ซึ่งในที่นี้หมายถึง other sports

Passage 5

                In one promising experiment toward the goal of letting the body “make its own pill,” Koella has found that administration of 5 – hydroxytryptophan, the chemical substance from which the body deriver serotonin, will quickly restore a normal sleeping pattern to cats lacking in serotonin.

                ครั้งหนึ่งในการทดลองที่มีทีท่าว่าจะเป็นไปได้สำหรับเป้าหมายที่จะทำให้ร่างกาย ผลิตตัวยาขึ้นมาเอง” โคเอลลาพบว่าการใช้สาร 5-ไฮดรอกซีทริพโทแฟน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้ร่างกายได้รับสารเซโรโทนินนั้น จะทำให้ลักษณะการนอนหลับตามปกติของแมวที่ขาดสารเซโรโทนินกลับคืนสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็ว

39 .   _______ major communication satellite systems are mentioned in the paragraph.

1. One                              

2. Two                 

3. Three               

4. Four

ถาม        มี ______ ระบบดาวเทียมสื่อสารที่สำคัญ ๆ ได้ถูกระบุอยู่ในย่อหน้านี้

1. 1                    

2. 2                       

3. 3                       

4. 4

ตอบ  3  :  ระบบดาวเทียมสื่อสารที่สำคัญที่ถูกระบุในย่อหน้านี้คือ

1.       ระบบที่ดำเนินการโดย อินเทลแซท

2.       ระบบที่ดำเนินการโดย อินมาร์แซท

3.       ระบบดาวเทียมภายในประเทศและในภูมิภาค

40 .   INMARSAT provides services for ______.

1.       Point – to – point communication on land

2.       Point – to – point communication at sea

3.       Particular areas in countries

4.       Both 1 and 2

ถาม        ระบบที่ดำเนินการโดย อินมาร์แซท ให้บริการ ______           

1.       การติดต่อสื่อสารระหว่างจุดหนึ่งกับจุดหนึ่งบนภาคพื้นดิน

2.       การติดต่อสื่อสารระหว่างจุดหนึ่งในท้องทะเล

3.       พื้นที่เฉพาะในประเทศ

ตอบ  2  : “serves a similar role” ก็คือ การให้บริการการติดต่อสื่อสารระหว่างจุดหนึ่งกับจุดหนึ่ง (แต่จะใช้เฉพาะกับเรือที่อยู่ในทะเลเท่านั้น)

Part II : Unseen Passages (เนื้อเรื่องนอกตำรา)

A : Directions : Read the passage. Then blacken 1 for a true statement, and blacken for a false statement. (1 = True / 2 = False)

คำสั่ง : จงอ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วใช้ดินสอดำระบาย 1 หากเป็นข้อความที่ถูกต้อง และระบาย 2 หากเป็นข้อความที่ผิด (1 = ถูก / 2 = ผิด)

                Harry Potter has woven a new golden spell. J.K. Rowling, creator of the young wizard has overtaken Queen Elizabeth in the Sunday Times annual list of Britain’s richest people.

                In 10 years, the success of Harry’s adventures has propelled Rowling from a modest flat in Edinburgh to a mansion in Perthshire and, for the first time, the title of Britain’s wealthiest self – made woman.

                She has amassed a fortune of £280 m from the sale of almost 200 m books and accompanying film rights, £30 m more than the Queen’s personal portfolio. At 122nd in the list of Britain’s 1,000 wealthiest, Rowing, 37, is the ninth richest woman. All those women above her, however, have become rich by marriage or inheritance.

                แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้ร่ายเวทมนต์ทองคำใหม่อีกบทขึ้น เจ.เค. โรว์ลิง ผู้สร้างพ่อมดน้อยตนนี้ได้แซงหน้าพระราชชินีอลิชาเบธในรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเกาะอังกฤษ ซึ่งจัดลำดับขึ้นทุกปีโดยหนังสือพิมพ์ซันเดไทมส์

                ภายในช่วงเวลา 10 ปี ความสำเร็จในการผจญภัยของแฮร์รี่ได้ผลักดันโรว์ลิงออกจาแฟลตธรรมดา ๆ ในเมืองเอดินเบอะ ไปสู่แมนชั่นในเมืองเพิร์ทไซร์ และเป็นครั้งแรกกับตำแหน่งสตรีผู้ร่ำรวยที่สุดบนเกาะอังกฤษที่สร้างฐานะขึ้นมาด้วยตัวเอง

                เธอสร้างสมทรัพย์สมบัติมูลค่า 280 ล้านปอนด์ จากยอดขายหนังสือเกือบ 200 ล้านเล่ม บวกกับค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์อีกส่วนหนึ่งซึ่งมากกว่าพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระราชินีถึง 30 ล้านปอนด์ด้วยลำดับที่ 122 ของรายชื่อบุคคลผู้ร่ำรวยที่สุด 1,000 คน บนเกาะอังกฤษ โรว์ลิงในอายุ 37 ปี เป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดลำดับที่ 9 แต่อย่างไรก็ตามผู้หญิงเหล่านั้นทั้งหมดที่อยู่ลำดับเหนือเธอขึ้นไปต่างก็ร่ำรวยขึ้นมาจากการแต่งงานหรือไม่ก็มาจากมรดก

41 .   This passage is about the popularity of Harry Potter.

ถาม        เนื้อเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความโด่งดังของแฮร์รี่ พอตเตอร์

ตอบ  2 (ผิด)  :  เนื้อเรื่องนี้เกี่ยวกับ เจ.เค. โรว์ลิง ผู้เขียนนวนิยายเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์

42 .   J.K. Rowling according to the statistics here is the richest woman in Great Britain.

ถาม        ตามสถิติในที่นี้ เจ.เค. โรว์ลิง เป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดบนเกาะอังกฤษ

ตอบ  2  (ผิด)  :  เจ.เค. โรว์ลิง เป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดลำดับที่ 9 แต่เป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดที่สร้างฐานะด้วยตัวเอง

43 .   J.K. Rowling’s main source of income comes from books.

ถาม        แหล่งรายได้หลักของ เจ.เค. โรว์ลิง มาจากหนังสือ

ตอบ  1  (ถูก)  :  จากย่อหน้าที่ 3 ประโยคที่ 1

44 .   J.K. Rowling used to live in a mansion in Edinburgh.

ถาม        เจ.เค. โรว์ลิง เคยอาศัยอยู่ในแมนชั่นในเมืองเอดินเบอระ

ตอบ  2  (ผิด)  :  สรุปความจากย่อหน้าที่ 2 เจ.เค. โรว์ลิง เคยอาศัยอยู่ในแฟลตในเมืองเอดินเบอระแต่ปัจจุบันย้ายมาอยู่แมนชั่นในเมืองเพิร์ทไซร้

45 .   J.K. Rowling is determined to compete with the Queen in wealth.

ถาม        เจ.เค. โรว์ลิง มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะแข่งขันกับพระราชินีในเรื่องความร่ำรวย

ตอบ  2  (ผิด)  :  เพราะไม่ได้กล่าวไว้ในเนื้อเรื่อง

46 .   A “self – made” person is someone who earns money and/ or fame through his/ her own ability or effort.

ถาม     คนที่ “self – made” คือ บุคคลที่หาเงิน และ/หรือ ชื่อเสียงด้วยความสามารถหรือความพยายามของตัวเอง

ตอบ 1  (ถูก)  :  self – made (adj.) แปลว่า ที่สร้างตัวเอง หรือประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง

47 .   There are only 10 richest women in Britain.

ถาม     มีผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดเพียง 10 คนบนเกาะอังกฤษ

ตอบ  2  (ผิด) :  ในเนื้อเรื่องไม่ได้ระยุไว้

48 .   From the sale of 200 million copies of Harry Potter, J.K. Rowling got nearly 300 million pounds.

ถาม     จากยอดขายหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ จำนวน 200 ล้านเล่ม เจ.เค. โรว์ลิง ได้เกือบ 300 ล้านปอนด์

ตอบ  2  (ผิด)  :  จากย่อหน้าที่ 3 ประโยคแรก จำนวนเงินเกือบ 300 ล้านปอนด์ ได้มาจากค่าหนังสือบวกกับค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้บอกว่าอย่างละเท่าไหร่

49 .   J.K. Rowling got about 30 pounds more than the Queen’s personal portfolio.

ถาม     เจ.เค. โรว์ลิง ได้รายได้มากกว่ารายได้ของราชินีประมาณ 30 ปอนด์

ตอบ  2  (ผิด)  :  ดังคำกล่าวในย่อหน้าที่ 3 เจ.เค. โรว์ลิง ได้รายได้มากกว่ารายได้ของราชินีประมาณ 30 ปอนด์

 50 .   In paragraph 3, “those women” means the other eight women.

 ถาม       ในย่อหน้าที่ 3 “those women” หมายถึง ผู้หญิงอีกแปดคน

ตอบ  1  (ถูก)  :  นั่นคือ ผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดอีก 8 คนที่อยู่เหนือเธอ

B : Directions : Read the following passage and choose the best answer for each question.

คำสั่ง :   จงอ่านเนื้อเรื่องต่อไปนี้ แล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดของคำถามแต่ละข้อ

Passage 1

1 .   Small talk is a type of conversation usually restricted to light or casual topics. Small talk has two functions. First because it is a ritual, it allows the participant to be included in social relations. Second, it permits you to ask questions that allow you, without offending people, to get enough information to decide whether you want to know them better

2 .   Small talk is necessary with people that you do not know well, but sometimes it is appropriate at the beginning of a conversation with a good friend, too. In addition, when an introduction does not contain enough information, people generally start their conversations with small talk

3 .   Most Americans are shy. They like to feel comfortable before they talk about serious topics and small talk helps them to feel comfortable.

                การพูดคุยสัพเพเหระเป็นการสนทนาประเภทหนึ่งโดยปกติจะจำกัดอยู่เฉพาะแค่หัวข้อเรื่องเบา ๆ หรือสบาย ๆ การพูดคุยสัพเพเหระมี 2 หน้าที่ด้วยกัน ประการแรก เนื่องจากมันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่ง มันจึงทำให้ผู้ร่วมสนทนาเป็นส่วนหนึ่งในระบบความสัมพันธ์ทางสังคม ประการที่สองมันทำให้คุณสามารถถามคำถามที่ทำให้คุณได้รับข้อมูลที่เพียงพอโดยไม่ทำให้คนอื่นรำคาญใจ เพื่อจัดสินใจว่าคุณต้องการที่จะรู้จักพวกเขามากกว่านี้หรือไม่

                การพูดคุยสัพเพเหระนั้นจำเป็นกับผู้คนที่คุณยังไม่รู้จักเขาดี แต่บางครั้งมันก็เหมาะในการเริ่มต้นการสนทนากับเพื่อนสนิทด้วยเช่นกัน นอกจากนี้หากการแนะนำให้รู้จักกันไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอ โดยทั่วไปผู้คนก็จะเริ่มการสนทนาที่เป็นการพูดคุยสัพเพเหระ

                ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ขี้อาย พวกเขาชอบความรู้สึกผ่อนคลายก่อนที่พวกเขาจะพูดเกี่ยวกับเรื่องหนัก ๆ และการพูดคุยสัพเพเหระจะช่วยให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายได้

51 .   The topic of this passage is _______.

1.       Americans

2.       Small talk

3.       A type of conversation

4.       How to make friend

ถาม        หัวเรื่องของเนื้อเรื่องนี้คือ ______

1.       ชาวอเมริกัน

2.       การพูดคุยสัพเพเหระ

3.       ประเภทของการสนทนา

4.       วิธีการที่จะเป็นเพื่อน

ตอบ  2  :  เนื้อเรื่องนี้กล่าวถึงการพูดคุยสัพเพเหระว่ามันมีประโยชน์อย่างไร

52 .   The word “light” in paragraph 1 is opposite in meaning to ______.

1.       Serious

2.       Strong

3.       Interesting

4.       Cheerful

ถาม        คำว่า “light” ในย่อหน้าที่ 1 มีความหมายตรงข้ามกับคำว่า ______

1.       จริงจังเคร่งขรึม

2.       แข็งแรง

3.       น่าสนใจ

4.       ร่าเริงแจ่มใส

ตอบ  1  :  “light” ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า เบา ๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า serious

53 .   Which of the following topics is appropriate for small talk?

1.       Politics

2.       Salary

3.       Weather

4.       All are correct.

ถาม        หัวข้อเรื่องข้อใดต่อไปนี้เหมาะสมกับการพูดคุยสัพเพเหระ

1.       การเมือง

2.       เงินเดือน

3.       ภูมิอากาศ

4.       ถูกทุกข้อ

ตอบ  3  :  การพูดคุยสัพเพเหระ คือ การพูดคุยทักทายแบบสบาย ๆ อย่างเช่น เรื่องภูมิอากาศ การถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นต้น

54 .   Small talk is formal, so _______.

1.       We use it in a formal situation

2.       It makes people feel comfortable

3.       We do not use it with our good friends

4.        Strangers are permitted to be included in a conversation

ถาม        การพูดคุยสัพเพเหระเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ดังนั้น ______

1.       เราจึงใช้มันสถานการณ์ที่เป็นทางการ

2.       มันทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย

3.       เราไม่ใช่มันกับเพื่อนสนิทของเรา

4.       คนแปลกหน้าจึงถูกยินยอมให้เข้าร่วมอยู่ในวงสนทนา

ตอบ  4  :  จากย่อหน้าที่ 1 ประโยคที่ 3 (ritual = formal)

55 .   Paragraph 1 is about _______.

1.       Various definitions of small talk

2.       Where we use small talk

3.       How we use small talk

4.       The functions of small talk

ถาม        ย่อหน้าที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ______

1.       คำจำกัดความต่าง ๆ ของการพูดคุยสัพเพเหระ

2.       ที่ที่ซึ่งพวกเราใช้การพูดคุยสัพเพเหระ

3.       เราจะใช้การพูดคุยสัพเพเหระอย่างไร

4.       หน้าที่ของการพูดคุยสัพเพเหระ

ตอบ  4  :  ย่อหน้านี้พูดถึงหน้าที่ของการพูดคุยสัพเพเหระว่ามี 2 หน้าที่

56 .   Small talk is ______.

1.       Useful                           

2. Serious            

3. Fun

4. Dangerous

ถาม        การพูดคุยสัพเพเหระนั้น ______

1.  มีประโยชน์                

2. จริงจัง              

3. สนุกสนาน     

4. อันตราย

ตอบ  1  :  ดูคำอธิบายข้อ 51. ประกอบ

57 .   Which of the following is a part of small talk?

1.       “Can you keep it a secret?”

2.       “Do you have a hobby?”

3.       “I’d like to have your opinion about Nick.”

4.       All are correct.

ถาม        ข้อใดต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยสัพเพเหระ

1.       “คุณสามารถเก็บมันเป็นความลับได้ไหม?”

2.       “คุณมีงานอดิเรกไหม?”

3.       “ฉันอยากจะขอความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับนิค

4.       ถูกทุกข้อ

ตอบ  2 :  ดูคำอธิบายข้อ 53. ประกอบ

58 .   The word “offending” in paragraph 1 is closest in meaning to ______.

1.       Defending

2.       Asking

3.       Annoying

4.       Knowing

ถาม        คำว่า “offending” ในย่อหน้าที่ 1 มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ______

1.       การป้องกัน

2.       การถาม

3.       การทำให้รำคาญรบกวน

4.       การรู้เห็น

ตอบ  3  :  ในที่นี้คำว่า “offending” แปลว่า การทำให้รำคาญใจ ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Annoying

59 .   With people you do not know well, _______.

1.       You cannot talk anything to tem

2.       You can discuss any topic with them

3.       You can start a conversation with small talk

4.       None is correct.

ถาม        กับผู้คนที่คุณไม่รู้จักดี _____

1.       คุณไม่สามารถพูดคุยอะไรต่อพวกเขาได้

2.       คุณสามารถพูดคุยเรื่องใด ๆ ก็ได้กับพวกเขา

3.       คุณสามารถเริ่มการสนทนาด้วยการพูดคุยสัพเพเหระ

4.       ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ  3  :  จากย่อหน้าที่ 2 ประโยที่ 1

60 .   The word “contain” in paragraph 2 is closest in meaning to ______.

1. Leave                           

2. List                   

3. Write

4. Have

ถาม        คำว่า “contain” ในย่อหน้าที่ 2 มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ______

1.   ทิ้ง                                 

2. จดรายการ       

3. เขียน                

4. มี

ตอบ  4  :  “contain” เป็นสกรรมกริยา (vt.) ในที่นี้แปลว่า บรรจุ มี ซึ่งมีความหมายใกล้เคียง

Passage 2

                1What are some of the things that happen when we enter this strange, new world under the sea ? First, we all know that we can’t breathe under water. 2Fish can, but human being can’t. 3Therefore, when we go under water, we will need to return to the surface often or take a supply of oxygen along with us. 4Second, since water is much heavier than air, it holds things up, makes them float. 5Thus, most people can float on it or in it. 6In fact, if water weren’t buoyant we couldn’t swim in it, but because it is buoyant we have to force our way down though it. 7Third, because water weighs much more than air, it creates much pressure. 8This pressure increases as the depth increases, so we are not safe at great depths. 9Fourth, water does strange things to light. 10It bends light rays so that things always look closer than they really are; it magnifies things; and also, colours are changed in water. 11Differnt colours disappear as we go down into the water. 12Red goes first, and at thirty feet it looks pink, at sixty feet green, and as we go deeper it looks blue. 13At 2,000 feet the only sound is complete blackness. 14The last thing that happens in the water – world is that all sound is cut off; there is complete silence, and that is why the sea is sometimes referred to as “the silent world”.

                1มีอะไรเกิดขึ้นบ้างเมื่อเราลงไปสู่โลกใต้ทะเลที่แลปกใหม่แห่งนี้ ประการแรก พวกเราทุกคนทราบว่าเราไม่สามารถหายใจใต้น้ำได้  2ปลาทำได้แต่มนุษย์ไม่สามารถทำได้  3ดังนั้นเมื่อเราลงไปใต้น้ำเราจึงจำเป็นต้องกลับขึ้นมายังผิวน้ำบ่อยครั้งหรือไม่ก็ต้องนำสำรองออกซิเจนติดตัวไปด้วย  4ประการที่สองเนื่องจากน้ำจะหนักกว่าอากาศมาก มันจึงมีคุณสมบัติที่ทำให้วัตถุลอยตัว นั่นคือ มันจะพยุงวัตถุต่าง ทำให้สิ่งเหล่านั้นลอยขึ้นมา  5ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงลอยอยู่เหนือน้ำหรือในน้ำได้ 6อันที่จริงหากน้ำไม่ทำให้ลอบเราก็จะไม่สามารถว่ายน้ำได้ แต่อย่างไรก็ตามเพราะน้ำทำให้วัตถุลอย เราก็จึงต้องออกแรงดำลงไป  7ประการที่สาม เนื่องจากน้ำมีน้ำหนักมากกว่าอากาศมาก มันจึงทำให้เกิดแรงกดสูง 8แรงกดนี้จะเพิ่มมากขึ้นตามความลึกที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเราจึงไม่ปลอดภัยที่ความลึกมาก ๆ  9ประการที่สี่ น้ำทำให้เกิดสิ่งประหลาดเกี่ยวกับแสง  10มันทำให้ลำแสงหักเหจนทำให้เกิดวัตถุต่าง ๆ ดูอยู่ใกล้ว่าความเป็นจริงเสมอ น้ำทำให้วัตถุดูใหญ่ขึ้น และนอกจากนั้นสีก็จะถูกเปลี่ยนไปด้วยน้ำ  11 สีต่าง ๆ จะค่อย ๆ หายไปเมื่อเราดำลงไปใต้น้ำ  12ทีแรกเป็นสีแดง แต่พอที่ความลึกสามสิบฟุตมันจะกลายเป็นสีชมพู ที่หกสิบฟุตเป็นสีเขียว และเมื่อเราดำลึกลงไปอีกมันจะเป็นสีน้ำเงิน  13ที่ความลึก 2,000 ฟุต จะมีสีเดียวคือสีดำมืดสนิท  14ประการสุดท้ายที่เกิดขึ้นในโลกใต้น้ำนั่นก็คือ เสียงทั้งหมดจะถูกตัดขาด มีแต่ความเงียบสงัด และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งทะจึงถูกรียกว่า โลกแห่งความเงียบ”               

61 .   The passage is about ______.

1.       What the sea looks like

2.       What happens in the water – world

3.       Why the water – world looks strange

4.       What we should do in the water – world

ถาม        เนื้อเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ _____

1.       สิ่งที่ทะเลดูคล้าย

2.       สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใต้น้ำ

3.       ทำไมโลกใต้น้ำจึงดูแลปกประหลาด

4.       สิ่งที่พวกเขาควรทำในโลกใต้น้ำ

ตอบ  2  :  เนื้อเรื่องนี้กล่าวถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใต้น้ำว่ามีอะไรบ้าง

62 .   The first sentence functions as ______ of the passage.

1.       The introduction

2.       The topic sentence

3.       The conclusion

4.       The body

ถาม        ประโยคแรกทำหน้าที่เป็น ______ ของเนื้อเรื่อง

1.       ประโยคนำ

2.       ประโยคใจความสำคัญ

3.       บทสรุป

4.       เนื้อหา

ตอบ  2  :  ประโยคใจความสำคัญ (Topic Sentence) คือ ใจวามหลักที่มีประโยคอื่น ๆ ในเนื้อเรื่องขยาย อธิบาย ยกตัวอย่าง หรือให้เหตุผลและประโยคที่มีใจความครอบคลุมเนื้อหารายละเอียดของเรื่องทั้งหมด

63 .  The main idea of the passage is that ______.

1.       The world under the sea is attractive because it is completely silent

2.       There are differences between the world under the sea and above the sea

3.       There are several things which happen when we enter the strange world under the sea

4.       We have to be aware of what will happen when we enter the strange world under the sea

ถาม        ใจความสำคัญของเนื้อเรื่องนี้คือ ______

1.       โลกใต้น้ำนั้นน่าสนใจเพราะมันเงียบสงัด

2.       มีความแตกต่างหลายอย่างระหว่างโลกใต้น้ำกับโลกเหนือน้ำ

3.       มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราลงไปยังโลกที่แปลกใต้ทะเล

4.       เราต้องระวังถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อพวกเราลงไปยังโลกที่แปลกใต้ทะเล

ตอบ  3  :  โดยมีประโยคที่ 2, 5, 8, 10 และ 15 เป็นประโยคสนับสนุนใจความหลัก นั่นคือ มีห้าอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเราลงไปยังโลกใต้ทะเล

64 .   We _____ to remain under water longer.

1.       Swim like fish

2.       Take air with us

3.       Hold our breath

4.       None is correct.

ถาม        พวกเรา _______ เพื่อที่จะอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น

1.       ว่ายน้ำเหมือนปลา

2.       พกพาอากาศติดตัวไปด้วย

3.       กลั้นหายใจ

4.       ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ  2  :  จากประโยคที่ 4

65 .   If water weren’t buoyant, ______.

1.       We would sink

2.       We could swim in it

3.       Everything would float in it

4.       It would be much heavier than air

ถาม        ถ้าน้ำไม่มีคุณสมบัติที่ทำให้วัตถุลอย ______

1.       พวกเราก็จะจมน้ำ

2.       พวกเราสามารถว่ายน้ำได้

3.       ทุกสิ่งจะลอยในน้ำ

4.       มันจะหนักว่าอากาศมาก

ตอบ  1  :  จากประโยคที่ 5 -7

66 .   _______ causes water pressure to increase.

1.       Colour                         

2. Salty                

3. Weight                           

4. Depth

ถาม        ______ เป็นสาเหตุให้แรงกดของน้ำเพิ่มขึ้น

1.  สี                                   

2. ความเค็ม         

3. น้ำหนัก                           

4. ความลึก

ตอบ  4  :  จากประโยคที่ 9

67 .   When we enter the world under water, _______.

1.       We will feel heavier than water

2.       We will not be able to float in the water

3.       objects will appear larger than they really are

4.       red will be the only colour that we will be able to see

ถาม        เมื่อเราลงไปยังโลกใต้น้ำ______

1.       เราจะรู้สึกหนักกว่าน้ำ

2.       เราจะไม่สามารถลอยอยู่ในน้ำได้

3.       วัตถุต่าง ๆ จะดุใหญ่กว่าความเป็นจริง

4.       สีแดงจะเป็นสีเดียวที่พวกเราจะมองเห็นได้

ตอบ  3  :  จากประโยคที่ 11 “it magnifies things”

68 .   The writer mentions ______ things that happen when we enter the world under water.

1.  4                    

2. 5                       

3. 6                       

4. 7

ถาม        ผู้เขียนกล่าวถึง ______ อย่างที่เกิดขึ้นมาเมื่อพวกเราลงไปยังโลกใต้น้ำ

1.       4                    

2. 5                       

3. 6                       

4. 7

ตอบ  2  :  ดูคำอธิบายข้อ 63. ประกอบ

69 .   If you wore a red swim suit under water, what colour would it look like when you reached a depth of 100 feet ?

1.  Red                                 

2. Green                  

3. Pink                                     

4. Blue

ถาม        ถ้าคุณสวมชุดว่ายน้ำสีแดงใต้น้ำ มันจะดูเป็นสีอะไรเมื่อคุณไปถึงความลึกที่ 100 ฟุต

1. สีแดง                           

2. สีเขียว                              

3. สีชมพู                              

4. สีน้ำเงิน

ตอบ  4  :  จากประโยคที่ 13

70 .   Water does _______ strange things to light.

1. 2                                    

2. 3                                        

3. 4                                       

4. 5

ถาม        น้ำทำสิ่งที่แปลก ______ อย่างเกี่ยวกับแสง

1. 2                                    

2. 3                                       

3. 4                                       

4. 5

ตอบ  2  :  จากประโยคที่ 10 – 11 น้ำทำให้เกิดสิ่งประหลาด 3 อย่าง คือ

1.       ทำให้วัตถุใกล้กว่าความเป็นจริง

2.       ทำให้วัตถุดูใหญ่ขึ้น

3.       ทำให้สีของวัตถุดูเปลี่ยนไป

Passage 3

1 .   Sometimes people need a special item for their house, apartment, or office. They may need some dishes or a small table for the living room. They may need some clothes for the children or a small rug for the office. People can buy these items new at a store, but they are usually expensive. Some people do not have the money to buy these things new, and some people do not want to spend a lot of money. These people go to a garage or yard sale.

2 .   A garage or yard sale is a good place to buy inexpensive, used items. People can buy pots and pans for the kitchen or plants for the living room. They can buy almost anything: furniture, cassettes, radios, sinks, or old magazines.

3 .   Where do people find the items to sell? Often people find these items in their closets or drawers, and in their basements or garages. They usually find a lot old, useless items. They collect all these things and look at them carefully. They may keep some of the things and sell the other at a garage sale.

4 .   Some people do not like to throw old things away, so they sell them at a garage sale. “Aha!” somebody says. “Here’s an old picture of Aunt Lucy. We don’t need this useless picture, so let’s sell it. Maybe somebody wants to buy it.”

5 .   Most of the items at a garage sale are useful, but some of them are useless. Most people at garage sales buy only necessary and useful items. Some people like to collect old things, and some people go only to look.

                บางครั้งผู้คนก็ต้องการสิ่งของที่พิเศษสักชิ้นหนึ่งสำหรับบ้าน อพาร์ตเมนต์ หรือที่ทำงานของเขาพวกเขาอาจจะต้องการจานสักชุดหรือโต๊ะเล็ก ๆ สักตัวหนึ่งสำหรับห้องรับแขก พวกเขาอาจจะต้องการเสื้อผ้าสำหรับลูก ๆ หรือพรมเล็ก ๆ สำหรับที่ทำงาน ผู้คนสามารถซื้อสิ่งของเหล่านี้ใหม่ ๆ ได้ที่ร้านขายสินค้าแต่โดยทั่วไปพวกมันมีราคาแพง บางคนไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าใหม่ ๆ เหล่านี้ได้ และบางคนก็ไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ๆ ผู้คนเหล่านนี้จึงเป็นที่จุดขายสินค้าแบบการาจเซลหรือยาร์ดเซล

                การาจเซลหรือยาร์ดเซล เป็นสถานที่ดีเยี่ยมที่จะซื้อของมือสอง และราคาม่แพง ผู้คนสามารถซื้อหม้อและกระทะสำหรับห้องครัว หรือกระถางต้นไม้สำหรับห้องรับแขก พวกเขาสามารถซื้อได้เกือบทุกอย่าง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เทปคาสเซ็ท วิทยุ อ่างล้างหน้า หรือนิตยาสารเก่า ๆ

                ผู้คนไปหาสิ่งของเพื่อที่จะนำมาขายไปได้จากไหน บ่อยครั้งที่ผู้คนหาสิ่งของเหล่านี้ได้จากตู้หรือลิ้นชัก และตามห้องใต้ดินหรือโรงรถ บ่อยครั้งที่พวกเขาเจอสิ่งของเก่า ๆ ที่ไม่มีประโยชน์มากมาย พวกเขาจะเก็บสะสมสิ่งของทั้งหมดเหล่านี้และตรวจดูมันอย่างถี่ถ้วน พวกเขาอาจจะเก็บของบางอย่างไว้และนำของบางอย่างที่เหลือไปขายที่การาจเซล

                บางคนไม่ชอบที่จะทิ้งของเก่า ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงนำมันไปขายที่การาจเซล เฮ้ย” ใครคนหนึ่งพูด นี่มันรูปภาพเก่าของป้าลูซี่ พวกเราไม่ต้องการรูปภาพที่ไม่มีประโยชน์นี้แล้ว เพราะฉะนั้นเราเอามันไปขายกันเถอะ เผื่อใครบางคนต้องการจะซื้อมันก็ได้

                สิ่งของส่วนใหญ่ที่การาจเซลมีประโยชน์ แต่บางอย่างก็ไม่มีประโยชน์ คนส่วนมากที่การาจเซลจะซื้อสิ่งของที่จำเป็นและมีประโยชน์ บางคนชอบที่จะสะสมของเก่า และบางคนก็ไปเดินดูเฉย ๆ จะซื้อสิ่งของที่จำเป็นและมีประโยชน์เท่านั้น บางคนชอบที่สะสมของเก่า และบางคนก็ไปเดินดูเฉย ๆ

71 .   The passage is about ________.

1.       Old  items

2.       Garage sales

3.       A place to keep old things

4.       A store

ถาม        เนื้อเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ______

1.       สิ่งของเก่า ๆ

2.       การาจเซล

3.       สถานที่ที่เก็บของ

4.       ร้านขายสินค้า

ตอบ  2  :  เนื้อเรื่องนี้พูดเกี่ยวกับการาจเซลว่าเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าประเภทไหนอย่างไร

72 .   Items at a store are usually ______.

1.       Useful                          

2.baeutiful                           

3. Expensive                       

4. Old

ถาม        โดยทั่วไปสิ่งของตามร้านขายสินค้า ______

1. มีประโยชน์                

2. สวยงาม                           

3. แพง                                 

4. เก่า

ตอบ  3  :  จากย่อหน้าที่ 1 ประโยคที่ 4

73 .   Items at garage sales are cheap because they are usually ______.

1. Wanted                        

2. Beautiful                         

3. Old                                   

4. Broken

ถาม    สิ่งของตามการาจเซลมีราคาถูกเพราโดยทั่วไปพวกมัน _____

1. เป็นที่ต้องการ             

2. สวยงาม                            

3. เก่า                                    

4. แตกหัก

ตอบ  3  :  จากย่อหน้าที่ 2 ประโยคแรก

74 .  Where do people find the items to sell?

1.       In their own house

2.       In a store

3.       In their neighbours’ house

4.       In a maket

ถาม        ผู้คนหาสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปขายได้จากที่ไหน

1.       ในบ้านของเขาเอง

2.       ในร้านขายสินค้า

3.       ในบ้านของเพื่อนบ้าน

4.       ในตลาด

ตอบ  1   :  จากย่อหน้าที่ 3 ประโยคที่ 1 -2

75 .   According to the passage, _______.

1.       A garage sale is in a park

2.       Only poor people go to a garage sale

3.       A garage sale is a good to find new items

4.       People can buy almost anything at a garage sale

ถาม        ตามเนื้อเรื่องนี้ ______

1.       การาจเซลอยู่ในสวนสาธารณะ

2.       คนจนเท่านั้นที่ไปที่การาจเซล

3.       การาจเซลเป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมที่จะหาสิ่งของใหม่ ๆ

4.       ผู้คนสามารถซื้อของได้เกือบทุกอย่างที่การาจเซล

ตอบ  4  : จากย่อหน้าที่ 2 ประโยคสุดท้าย

76 .   According to the passage, why do people have garage sales?

1.       They want money

2.       They want to collect old things.

3.       They are asked to sell their old things.

4.       They don’t want to throw old things away.

ถาม        ตามเนื้อเรื่องนี้ ทำไมผู้คนถึงไม่มีการาจเซล

1.       พวกเขาต้องการเงิน

2.       พวกเขาต้องการสะสมสิ่งของเก่า ๆ

3.       พวกเขาถูกขอร้องให้ขายสิ่งของเก่า ๆ

4.       พวกเขาไม่ต้องการทิ้งของเก่า ๆ

ตอบ  4  :  จากย่อหน้าที่ 4 ประโยคแรก

77 .   According to the passage, some people at garage sales buy old pictures, old dishes, or old books because _______.

1.       These things are cheep

2.       They like to collect old things

3.       They cannot find then at stores

4.       None is correct.

ถาม        ตามเนื้อเรื่องนี้ บางคนที่การาจเซลซื้อรูปภาพเก่า ๆ จานเก่า ๆ หรือหนังสือเก่า ๆ เพราะ ______

1.       สิ่งของเหล่านี้มีราคาถูก

2.       พวกเขาชอบที่จะสะสมของเก่า

3.       พวกเขาไม่สามารถหาสิ่งของเหล่านั้นได้ตามร้านขายสินค้า

4.       ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ  2  :  จากเนื้อเรื่องผู้คนไปที่การาจเซลเพราะมีของราคาถูก โดยบางคนซื้อของเก่าเพราะต้องการนำไปใช้ประโยชน์ แต่บางคนซื้อเพื่อนำไปสะสม

78 .   People go to garage sales because ______.

1.       They want to meet people

2.       They want inexpensive items

3.       There is everything they want at garage sales

4.       All are correct.

ถาม        ผู้คนไปยังการาจเซล เพราะ______

1.       พวกเขาต้องการไปพบปะผู้คน

2.       พวกเขาต้องการสินค้าที่มีราคาไม่แพง

3.       มีทุกอย่างที่พวกเขาต้องการที่การจเซล

4.       ถูกทุกข้อ

ตอบ  2  :  ดูคำอธิบายข้อ 77. ประกอบ

79 .   The word “them” in paragraph 4 refers to ______.

1.       Old things

2.       People

3.       Garages

4.       Old pictures

ถาม        คำว่า “them” อ้างอิงถึงสิ่งที่เพ่งกล่าวถึงไปแล้ว (พหูพจน์) โดยให้พิจารณาจากความหมายในประโยค

1.       สิ่งของเก่า ๆ

2.       ผู้คน

3.       โรงรถ

4.       รูปภาพเก่า ๆ

ตอบ  1  :  “them” อ้างอิงถึงสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงไปแล้ว (พหูพจน์) โดยให้พิจารณาจากความหมายในประโยค

80 .   Which of the following refers to a place to keep things?

1.       Pot                                 

2. Plant                                

3. Drawer

4. Cassettes

ถาม   ข้อใดต่อไปนี้หมายถึงที่สำหรับเก็บของ

1. หม้อ                             

2. กระถางต้นไม้                

3. ลิ้นชัก                               

4. เทปคาสเซ็ท

ตอบ  3  :  สรุปความจากย่อหน้าที่ 3 ประโยคที่ 2 แสดงว่าผู้คนมักชอบเก็บของไว้ในตู้ ลิ้นชักห้องใต้ดิน และโรงรถ

Passage 4

                1Human vision, like that other primates, has evolved in an arboreal environment. 2In the dense, complex world of a tropical forest, it is more important to see well than to develop an acute sense of small. 3In the course of evolution, members of see primate line have acquired large eyes while the snout has shrink to give the eye a clear view. 4Of mammals, only humans and some primates enjoy color vision. 5The red flag is black to the bull. 6Horses live in a monochrome world. 7Ligth visible to n\human eyes, however, occupies only a very narrow band in the whole electromagnetic spectrum. 8Ultraviolet rays are invisible to human, though ants and honeybees are sensitive to them. 9Humans rays have no direct perception of infrared rays, unlike the rattlesnakes, which has receptors tuned in to wavelengths longer than 0.7 microns. 10The world would look strangely different if human eyes were sensitive to infrared radiation. 11Then, instead of the darkness of night, we would be able to move easily in strange, shadowless world where objects glowed with varying degrees of intensity.

                1การมองเห็นของมนุษย์ เช่นเดียวกับไพรเมตรชนิดอื่น ๆ ได้พัฒนาขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้ 2ในโลกของป่าเขตร้อนซึ่งหนาทึบและสลับซับซ้อน การมองเห็นได้อย่างดีนั้นย่อมสำคัญกว่าการพัฒนาประสาทรับกลิ่นที่เป็นเลิศ 3ในช่วงเวลาของวิวัฒนาการ สมาชิกในกลุ่มไพรเมตรจำเป็นต้องมีดวงตาขนาดใหญ่ ขณะที่ส่วนจมูกหดเล็กลงเพื่อให้ตามองเห็นภาพได้ชัดเจน 4ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีแต่มนุษย์และไพรเมตรบางชนิดเท่านั้นที่สามารถเพลิดเพลินกับภาพที่เป็นสีสัน 5วัวตัวผู้จะเห็นธงสีแดงเป็นสีดำ 6ม้าจะอยู่ในโลกที่มีสีเดียว 7อย่างไรก็ตาม แสงที่ตาเปล่าของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ก็อยู่ในช่วงแคบ ๆ ของสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดเท่านั้น 8มนุษย์จึงไม่สามารถมองเห็นรังสีอัลตราไวโอเลตได้ แม้ว่ามดและผึ้งจะมีความไวต่อสิ่งนี้ก็ตามที  9มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ถึงรังสีอินฟราเรดได้โดยตรง ไม่เหมือนกับงูหางกระดิ่งซึ่งมีเครื่องรับที่สามารถรับความยาวคลื่นมากกว่า 0.7 ไมครอน 10โลกคงดูต่างออกไปอย่างน่าแปลกตาของมนุษย์มีความไวต่อรังสีอินฟราเรด 11เมื่อนั้นโดยปราศจากความมืดของยามค่ำคืนเราก็จะสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างในโลกอันแปลกประหลาดที่ไร้เงา ซึ่งเป็นโลกที่มีวัตถุเปล่งแสงด้วยระดับความเข้มที่แตกต่างกัน

81 .   What does the passage mainly discuss?

1.       Ultraviolet rays

2.       Human vision

3.       Sight and small

4.       The environment of primates

ถาม        โยหลักแล้ว เนื้อเรื่องนี้กล่าวถึงเรื่องอะไร

1.       รังสีอัลตราไวโอเลต

2.       การมองเห็นของมนุษย์

3.       การมองเห็นและการดมกลิ่น

4.       สิ่งแวดล้อมของไพรเมตร

ตอบ  2  :  เนื้อเรื่องนี้กล่าวถึงการมองเห็นของมนุษย์ว่าได้พัฒนาและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

82 .   Why does the author mention the “tropical forest” in sentence 2 ?

1.       To give an example of environmental change

2.       To explain why primates have developed keen vision

3.       To suggest that primates need to see only the color green

4.       To indicate where large – eyed primates can be found

ถาม        ทำไมผู้เขียนเอ่ยถึง “tropical forest” ในประโยคที่ 2

1.       เพื่อยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

2.       เพื่ออธิบายว่าทำไมไพรเมตรจึงมีการพัฒนาสายตาที่แหลมคม

3.       เพื่อชี้ให้เห็นว่าไพรเมตรต้องการที่จะมองเห็นเฉพาะสีเขียวเท่านั้น

4.       เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะสามารถค้นพบไพรเมตรที่มีดวงตาขนาดใหญ่ได้ที่ไหน

ตอบ  2  :  นั่นคือ เพราะมนุษย์และไพรเมตชนิดอื่น ๆ มีวิวัฒนาการอยู่ในป่าทึบ

83 .   What does the author mean by stating that “the red flag is black to the bull” (sentence 5) ?

1.       Bulls attack all flages.

2.       Bulls do not notice flag.

3.       Bulls do not see the color red.

4.       Bulls are attracted to red objects.

ถาม        ผู้เขียนหมายความว่าอย่างไรที่กล่าวว่า วัวตัวผู้จะเห็นธงสีแดงเป็นสีดำ” (ประโยคที่ 5)

1.       วัวตัวผู้โจมตีธงทุกชนิด

2.       วัวตัวผู้มองไม่เห็นธง

3.       วัวตัวผู้ไม่เห็นสีแดง

4.       วัวตัวผู้สนใจวัตถุที่เป็นสีแดง

ตอบ  3  :  นั่นคือ ผู้เขียนต้องการอธิบายเพิ่มเติมประโยคที่ 4

84 .   what do horses and human have in common ?

1.       They are mammals.

2.       They are primates.

3.       They enjoy color vision.

4.       They live in a monochrome world.

ถาม        ม้าและมนุษย์มีอะไรที่เหมือนกันโดยทั่วไป

1.       ทั้งหมดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

2.       ทั้งหมดเป็นไพรเมต

3.       ทั้งหมดเพลิดเพลินกับสภาพที่เป็นสีสัน

4.       ทั้งหมดอยู่ในโลกแห่งเอกรงค์

ตอบ  1  :  จากประโยคที่ 4 – 6 ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างวัวตัวผู้แม้ม้าจะเป็นเลี้ยงลูกด้วยนมที่มองไม่เห็นสีสัน ผิดกับมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกัน

85 .   In sentence 6, “monochrome” is closest in meaning to ______.

1.  Monotonous               

2. Ultraviolet                      

3. One – color                    

4. One – dimension

ถาม        ในประโยคที่ 6 “monochrome” มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ______

1.  น่าเบื่อ                          

2. อัลตราไวโอเลต             

3. สีเดียว                              

4. มิติเดียว

ตอบ  3  :  “monochrome” มาจาก mono = เดี่ยวหนึ่ง กับ chrome =สี

86 .   It is most likely that _____ are not color – blind.

1. Chimpanzees              

2. Ants                 

3. Bulls                 

4. Snakes

ถาม        น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดว่า _____ ไม่ได้ตาบอดสี

1.       ลิงชิมแปนซี                 2. มด                      3. วัวตัวผู้               4. งู

ตอบ  1  :  จากประโยคที่ 4 – 6 เพราะชิมแปนซีเป็นสัตว์ในตระกูลไพรเมต

87 .   In sentence 8, “them” refers to______.

1.       Human eyes

2.       Humans

3.       Wavelengths

4.       Ultraviolet rays

ถาม        ในประโยคที่ 8 “them” อ้างอิงถึง _____

1.       ดวงตาของมนุษย์

2.       มนุษย์

3.       ความยาวคลื่น

4.       รังสีอัลตราไวโอเลต

ตอบ  4  :  “them” อ้างอิงถึงสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงไปแล้ว (พหูพจน์) โดยให้พิจารณาความหมายในประโยค

88 .   According to the passage, which of the following can detect wavelengths of light longer than 0.7 microns?

1. Bulls                                

2. Ants                                    

3. Horses                

4. Rattlesnakes

ถาม        ตามเนื้อเรื่องนี้ ข้อใดต่อไปนี้สามารถตรวจจับความยาวคลื่นของแสงที่มากกว่า 0.7 ไมครอน

1.       วัว                                   2. มด                                      3. ม้า                                       4. งูหางกระดิ่ง

ตอบ  4  :  ดังคำกล่าวในประโยคที่ 9

89 .   It can be inferred from the passage that humans could move more easily at night if they ____.

1.       Were color-blind

2.       Had infrared vision

3.       Had a narrower field of vision

4.       Lived in an arboreal environment

ถาม        สามารถสรุปได้จากเนื้อเรื่องนี้ว่า มนุษย์สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกมากขึ้นในเวลากลางคืนถ้าพวกเขา _____

1.       ตาบอดสี

2.       มองเห็นรังสีอินฟราเรด

3.       มีขอบเขตการมองเห็นที่แคบกว่านี้

4.       อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้

ตอบ  2  :  จากประโยคที่ 10 – 11

90 .   The author states that humans are ______.

1.       Superior to other animals

2.       Inferior to other animals

3.       At the top of the food chain

4.       No correct answer.

ถาม        ผู้เขียนกล่าวว่า มนุษย์ _______

1.       เหนือกว่าสัตว์อื่น ๆ

2.       ต่ำกว่าสัตว์อื่น ๆ

3.       สูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

4.       ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง

ตอบ  4  :  ผู้เขียนกล่าวว่ามนุษย์มีความสามารถในการมองเห็นมากกว่าสัตว์บางชนิดแต่ด้อยกว่าสัตว์บางชนิด

Passage 5

                1Louis Armstrong is an example of a person who moved from rags to riches. 2His family was poor and lived in the slums of New Orleans. 3He was an orphan at age ten, yet he learned to play the trumpet in an orphanage and became one of the greatest entertainers in the world. 4He sang and played the trumpet in motion pictures, radio, television, and night clubs. 5He was asked to play for audiences in Europe, Asia, and Africa. 6He became successful by giving people pleasure though music.

                1หลุยส์ อาร์มสตรอง เป็นตัวอย่างบุคคลที่พลิกผันตัวเองจากคนที่ไม่มีอะไรเลยมาเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวย 2ครอบครัวของเขายากจนและอาศัยอยู่ในสลัมของเมืองนิวโอลีนส์ 3เขาเป็นเด็กกำพร้าเมื่ออายุครบ 10 ขวบ อย่างไรก็ตามเขาได้เรียนการเล่นทรัมเป็ตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและได้กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก  4เขาร้องเพลงและเล่นทรัมเป็ตในภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ และในไนต์คลับ 5เขาได้รับเชิญให้ไปแสดงต่อหน้าผู้ชมในยุโรป เอเชีย และแอฟริกา 6เขาประสบความสำเร็จจาการให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้คนผ่านทางดนตรี

91 .   This passage is ______.

1.       Descriptive

2.       Narrative

3.       Affirmative

4.       Persuasive

ถาม        เนื้อเรื่องนี้เป็น _____

1.       แบบพรรณนาโวหาร

2.       แบบบรรยายโวหาร

3.       เชิงยืนยัน

4.       เชิงชักจูง

ตอบ  2  :  การบรรยายโวหาร (Narrative) เป็นการบรรยายหรือเล่าเรื่องราว การกระทำหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกสนใจ เกิดความเพลิดเพลินหรือมีส่วนร่วมในประสบการณ์ที่เล่าและทำให้ผู้อ่านได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร

92 .  This passage is about ______.

1.       Being successful

2.       Being an orphan

3.       Louis Armstrong

4.       How to be rich

ถาม        เนื้อเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ _______

1.       การประสบความสำเร็จ

2.       การเป็นเด็กกำพร้า

3.       หลุยส์ อาร์มสตรอง

4.       ทำอย่างไรที่จะรวย

ตอบ  3  : เนื้อเรื่องนี้ได้พูดถึงเกี่ยวกับประวัติของหลุยส์ อาร์มสตรอง ว่าถึงแม้จะยากจนแต่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิต

93 .   The main idea of the paragraph is in sentence (s) _______.

1.       1                                 

2. 3                                    

3. 6                                     

4. 4 and 6

ถาม        ใจความสำคัญของเนื้อเรื่องนี้อยู่ในประโยค ______

1.  1                                    

2. 3                                       

3. 6                                       

4. 4 และ 6

ตอบ  1  :  ใจความสำคัญอยู่ในประโยคที่ 1 โดยกล่าวถึงหลุยส์ อาร์มสตรองว่าเป็นบุคคลตัวอย่างที่มาจากคนไม่มีอะไรเป็นคนที่ร่ำรวยได้ ส่วนประโยคอื่น ๆ เป็นเพียงใจความสนับสนุนเท่านั้นว่าทำไมเขาจึงร่ำรวยได้

94 .   The word “rags” in sentence 1 represents _______.

1.       Hunger                     

2. Money                          

3. Failure

4. Poverty

ถาม        คำว่า “rags” ในประโยคที่ 1 หมายถึง ______

1.       ความหิว                       

2. เงิน                                   

3. ความล้มเหลว                 

4. ความยากจน

ตอบ  4 :  “rags” เป็นคำนาม แปลว่า ผ้าขี้ริ้วสิ่งที่มีลักษณะขาดวิ่น ซึ่งในที่นี้หมายถึง ความจน

95 .   The slum is a place where ______ people live.

1.  Poor                             

2.  Rich               

3. Bad                                  

4. Good

ถาม        สลัมเป็นสถานที่ที่คน ______อาศัย

1. จน                                

2. รวย                                   

3. เลว                                   

4. ดี

ตอบ  1  :  สรุปความจากประโยคที่ 2

96 .   Louis Armstrong was _______.

1.       A scientist

2.       A writer

3.       An entertainer

4.       A cartoonist

ถาม        หลุยส์ อาร์มสตรอง เป็น ______

1.       นักวิทยาศาสตร์

2.       นักเขียน

3.       นักแสดงบันเทิง

4.       นักเขียนการ์ตูน

ตอบ  3  :  ดังคำกล่าวในประโยคที่ 3

97 .   What kind of musical instrument did Louis play ?

1.  Brass                            

2. Percussion                      

3. Strings                             

4. Woodwind

ถาม    เครื่องดนตรีประเภทมดที่หลุยส์ เล่น

1. เครื่องเล่นทองเหลือง

2. เครื่องตี                            

3. เครื่องสาย                       

4. เครื่องเป่า

ตอบ  1  :  ทรัมเป็ต เป็นเครื่องดนตรีประเภททองเหลือง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับทรอมโบน และทูบา

98 .   When Louis Armstrong was ten, _______.

1.       His parents died

2.       He traveled to Europe

3.       He became successful

4.       His parents put him in an orphanage

ถาม        เมื่อหลุยส์ อาร์มสตรองอายุ 10 ขวบ ______

1.       พ่อแม่ของเขาเสียชีวิต

2.       เขาเดินทางไปยุโรป

3.       เขาได้ประสบความสำเร็จ

4.       พ่อแม่ของเขาได้เอาตัวไปไว้ที่สถานเด็กกำพร้า                  

ตอบ  1  :  จากประโยคที่ 3 เขาเป็นเด็กกำพร้า แสดงว่าพ่อแม่ของเขาเสียชีวิต

99 .   Louis Armstrong was poor, _______.

1.       So he went into an orphanage

2.       But he could achieve Success in life

3.       So he played the trumpet to earn a living

4.       But he lived in the slums of New Orlean

ถาม        หลุยส์ อาร์มสตรองยากจน ______

1.       ดังนั้นเขาจึงเข้าไปอยู่สถานเด็กกำพร้า

2.       อย่างไรก็ตาม เขาก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิต

3.       ดังนั้น เขาจึงเล่นทรัมเป็ตเพื่อเลี้ยงชีพ

4.       อย่างไรก็ตาม เขาก็อาศัยอยู่ในสลัมของเมืองนิวโอลีนส์

ตอบ  2  :  ดูคำอธิบายข้อ 92. ประกอบ

 100 .   Louis Armstrong was _______.

1.       An American

2.       An Asian

3.       A European

4.       An African

ถาม        หลุยส์ อาร์มสตรอง เป็น ______

1.       ชาวอเมริกัน

2.       ชาวเอเชีย

3.       ชาวยุโรป

4.       ชาวแอฟริกัน

ตอบ  1  :  หลุยส์ อาร์มสตรอง อาศัยในสลัมของเมืองนิวโอลีนส์ ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกา