ENG 2002 เตรียมสอบภาค 1 ปีการศึกษา 2557 ชุด2 ข้อ1-8

แนวข้อสอบชุดพิเศษ 2 สำหรับเตรียมสอบภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวบวิชา ENG 2002 (EN 202) การอ่านตีความภาษาอังกฤษ

Part I : Seen Passages (เนื้อเรื่องในตำรา)

A : Directions : Read the following passage. Then blacken 1 for a true statement and blacken 2 for a false statement.

คำสั่ง  จงอ่านเนื้อเรื่องต่อไปนี้ แล้วระบาย 1 หากเป็นข้อความที่ถูกต้อง และระบาย 2 หากเป็นข้อความที่ผิด

1.      Each word in the passage is important, so you have to read every single one of them.

ถาม     แต่ละคำในเนื้อเรื่องมีความสำคัญ ดังนั้นคุณต้องอ่านทุก ๆ คำ

ตอบ 2  (ผิด) ในการอ่านเพื่อความเข้าใจหรือตีความ เราต้องมุ่งไปที่เนื้อหาของเรืองเท่านั้น

โดยไม่ต้องสนใจคำศัพท์ทุก ๆ ตัว เพราะบางครั้งรายละเอียดที่มากเกินไปอาจกลับทำให้ เราสับสนและไม่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้เลย

2.      Being able to distinguish a main idea from details of the reading passage helps you better understand the author’s purpose.

ถาม     การที่คุณสามารถแยกแยะใจความสำคัญออกจากรายละเอียดของเนื้อเรื่องที่อ่าน จะทำให้คุณเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้เขียนได้ดีขึ้น

ตอบ 1  (ถูก) การที่เราทราบใจความสำคัญจะทำให้เรารู้ว่าผู้เขียนมีจุดประสงค์อะไรในการเขียน

3.      You usually scan the passage when you want to get the general meaning.

ถาม     โดยปกติคุณจะอ่านเนื้อเรื่องโดยวิธีสแกนนิงเมื่อคุณต้องการหาความหมายโดยทั่ว ๆ ไป

ตอบ 2  (ผิด) การอ่านแบบสแกนนิงเป็นเทคนิคการอ่านเร็วเพื่อใช้ในการหาข้อมูลบางอย่างเท่านั้น เช่น ตัวเลข ชื่อต่าง ๆ เป็นต้น

4.      When reading, you can guess the meaning of the unknown word from its structure and context.

ถาม     เมื่อคุณอ่าน คุณสามารถเดาความหมายของคำที่คุณไม่รู้จากโครงสร้างของคำและบริบทใกล้เคียง

ตอบ 1 (ถูก) ในการอ่านเราสามารถเดาความหมายของคำศัพท์ใหม่ ๆ ได้โดยการพิจารณาจากโครงสร้างของคำ (Roots, Prefixes, Suffixes) หรือเดาจากบริบทข้างเคียง (Contextual Clues)

5.      The words such as which, who, that, he, and she are examples of reference that makes the ideas in the passage coherent.

ถาม     คำต่าง ๆ อย่างเช่น which, who, that, he และ she เป็นตัวอย่างของคำอ้างอิงที่ทำให้ความคิดในเนื้อเรื่องปะติดปะต่อกัน

ตอบ 1 (ถูก) ในภาษาอังกฤษมีการใช้ระบบคำอ้างอิง คือ การที่ผู้เขียนเชื่อมโยงความคิดของเนื้อเรื่องให้ปะติดปะต่อกัน โดยการใช้คำหรือวลีแทนคำหรือข้อความที่ได้กล่าวไปโดยไม่ต้องกล่าวคำ หรือข้อความนั้น ๆ ซ้ำอีก เช่น which, who, that, he, she เป็นต้น

6.         You can skim the passage when you are looking for the implied main idea.

ถาม     คุณสามารถอ่านเนื้อเรื่องโดยวิธีสกิมมิง เมื่อคุณต้องการหาใจความสำคัญที่แสดงไว้เป็นนัย

ตอบ 2  (ผิด) ใจความสำคัญโดยนัย (Implied Main Idea) คือ ใจความสำคัญที่ผู้เขียนไม่ได้ระบุไว้ ในย่อหน้าอย่างเด่นชัด แต่จะให้รายละเอียดแสดงไว้เป็นนัย ดังนั้นผู้อ่านต้องอ่านย่อหน้านั้น อย่างละเอียดแล้วสรุปใจความสำคัญของเรื่องด้วยตนเอง

7.         The phrases is caused, contributes to, and results in, are signal words found in the compare/contrast organizational pattern.

ถาม วลี is caused (มีสาเหตุมาจาก) contributes to (ก่อให้เกิด) และ results in (เป็นผลให้ เกิด) เป็นคำชี้แนะที่พบได้ในการเรียบเรียงแบบเปรียบเทียบ/เปรียบต่าง

ตอบ 2  (ผิด) การเขียนหรือการเรียบเรียงใจความแบบเปรียบเทียบ/เปรียบต่าง เป็นการเขียน เพื่อแสดงความเหมือนหรือความแตกต่างของหัวเรื่องที่พูดถึง โดยมีคำชี้แนะที่พบได้ทั่วไป คือ similar to, both, like, also เป็นต้น ส่วนวลี is caused, contributes to และ results in จะถูกพบในการเขียนแบบแสดงเหตุและผล

8.         The topic sentence is a clear statement of the main idea of the paragraph.

ถาม     ประโยคใจความสำคัญคือใจความสำคัญที่เขียนไว้ชัดเจนในย่อหน้า

ตอบ 1  (ถูก) ประโยคใจความสำคัญ (Topic Sentence) คือ ประโยคที่มีใจความสำคัญของย่อหน้านั้น ปรากฏอยู่ชัดเจน ซึ่งอาจจะอยู่ตอนต้นย่อหน้า กลางย่อหน้า ท้ายย่อหน้า หรือทั้งต้นและ ท้ายย่อหน้าก็ได้