ANT3057 สังคมและวัฒนธรรมไทย การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556 ข้อ41-50

41.       โครงสร้างของสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามแบบประเทศตะวันตก เกิดขึ้นในสมัยใด

(1) กรุงศรีอยุธยา        

(2) กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

(3) สมัยรัชกาลที่ 7         

(4) สมัยรัชกาลที่ 9

ตอบ 3 (คำบรรยาย) โครงสร้างของสังคมและวัฒนธรรมไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 4 และมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดจากหน้ามือเป็นหลังมือตามแบบประเทศตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 7 เนื่องจากเป็นยุคที่สังคมไทยเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเต็มที่

42.       จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีความสำคัญอย่างไรต่อสังคมไทย

(1) เปลี่ยนคำว่าสยามเป็นประเทศไทย           

(2) สร้างความเป็นเอกภาพของสังคม

(3)       การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบพึ่งตนเอง           

(4) พัฒนาการปกครองแบบประชาธิปไตย

ตอบ 1 หน้า 20 คำว่า สยามนั้น นายปรีดี พนมยงค์ เคยเขียนไว้ว่า มีการใช้ชื่อสยามมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งในอดีตพระมหากษัตริย์ไทยเรียกดินแดน แห่งนี้ว่า ประเทคสยามเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน แต่ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2482 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้ประกาศรัฐนิยมให้ใช้ชื่อ ประเทศไทยแทนโดยให้ใช้ คำว่า ไทยแทนคำว่า สยามนับแต่นั้นจะต้องเรียกคนไทยว่าไทย และเรียกประเทศว่า ประเทศไทย

43.       การเดินย่อตัวเมื่อผ่านผู้ใหญ่เป็นวัฒนธรรมแบบใด

(1)       วัฒนธรรมแนวราบ      (2) วัฒนธรรมแนวดิ่ง

(3)       วัฒนธรรมชาวบ้าน      (4) ถูกทั้งหมด

ตอบ 2 หน้า 46 - 47 วัฒนธรรมไทยแนวดิ่ง คือ ความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างวัฒนธรรมเจ้ากับไพร่ ซึ่งเป็นความแตกต่างด้านสถานภาพ เพราะคนแต่ละคนจะมีสถานะที่ลดหลั่นกันเป็นลำดับใน โครงสร้างของสังคม โดยแบบแผนพฤตกรรมที่แสดงถึงความไม่เท่าเทียมกันในแนวดิ่ง ได้แก่

1.         ภาษากาย (กิริยาท่าทาง) หรือที่เรียกว่ากิริยามารยาท เช่น การไหว้ การเดินสวนกัน และ การเดินย่อตัวเมื่อผ่านผู้ใหญ่ ฯลฯ

2.         ภาษาพูดและภาษาเขียน เช่น ภาษาที่ใช้กับผู้อาวุโสจะแตกต่างจากกลุ่มเครือญาติ เป็นต้น

3.         ความแตกต่างในศักดิ์ของร่างกาย เช่น เท้าตํ่าสุด หัวสูงสุด เป็นต้น

44.       วัฒนธรรมไทยมีที่มาจากปัจจัยใด

(1) สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์       (2) ความเชื่อด้านศาสนา

(3) การติดต่อกับชนเผ่าอื่น      (4) ถูกทั้งหมด

ตอบ 4 หน้า 45 - 46 วัฒนธรรมไทยปัจจุบันมีที่มาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1.         สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษไทยเป็นผู้คิดสร้างขึ้นจาก การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตรอด

2.         ความเชื่อทางด้านศาสนาพุทธและพราหมณ์ที่รับมาจากอินเดีย รวมทั้งความเชื่อดั้งเดิม

3.         การติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์และชนต่างสังคมต่างวัฒนธรรมเผ่าอื่น ๆ

45.       อะไรคือภูมิปัญญาไทย

(1) องค์ความรู้ในการใช้สมุนไพรรักษาโรค      (2) องค์ความรู้ในการสร้างคอมพิวเตอร์

(3) องค์ความรู้ในการจัดการองค์กรแบบสากล           (4) องค์ความรู้ในการรักษาโรคแบบทันสมัย

ตอบ 1 หน้า 52 - 54 ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1.         เป็นองค์ความรู้ของสังคมไทยในเกือบทุกเรื่อง เช่น การทำมาหากินด้วยการทำนาปลูกข้าว การเกษตรแบบผสมผสาน การใช้สมุนไพรรักษาโรค ฯลฯ

2.         เป็นองค์ความรู้ที่คนไทยหรือบรรพบุรุษไทยเป็นผู้คิดสร้างขึ้นมา และได้แปรความรู้จาก นามธรรมมาสู่รูปธรรม เช่น เรือหางยาว รำผีฟ้า เสื้อผ้าที่ทำจากฝ้าย ฯลฯ

3.         เป็นองค์ความรู้เฉพาะท้องถิ่นที่แตกต่างกัน หรือเป็นสิ่งที่เกิดและพัฒนาในระบบนิเวศท้องถิ่น และเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วคนไทยในแต่ละท้องถิ่นก็จะเป็นเจ้าของชัดเจน

4.         เป็นองค์ความรู้ที่ได้จากชีวิตจริงโดยการลองผิดลองถูก หรือผ่านการทดลองจริงด้วยตัวเอง

46.       ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะสำคัญอย่างไร

(1)       เกิดจากการผสมผสานกลมกลืนทางวัฒนธรรมสากลกับไทย

(2)       เกิดจากบรรพบุรุษไทยเป็นผู้คิดสร้างขึ้นมา

(3)       พัฒนามาจากการติดต่อสัมพันธ์กับอินเดีย

(4)       พัฒนามาจากการติดต่อสัมพันธ์กับจีน

ตอบ 2 ดูคำอธิบายข้อ 45. ประกอบ

47.       องค์ความรู้ของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยมีลักษณะอย่างไร

(1) เป็นความรู้ที่เกิดจากการทดลองจริง          (2) เป็นความรู้ผีบอก

(3) เป็นความรู้เกิดจากความเชื่อไสยศาสตร์    (4) ถูกทั้งหมด

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 45. ประกอบ

48.       ระบบความเชื่อ จัดเป็นภูมิปัญญาระดับใด

(1)       ระดับที่ 1         (2) ระดับที่ 2   (3) ระดับที่ 3   (4) ระดับที่ 4

ตอบ 3 หน้า 51-52, (คำบรรยาย) ภูมิปัญญาไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ดังนี้

1.         ระดับพื้นฐานเชิงเทคนิค ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปธรรม เช่น ความรู้เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ ฤดูกาลใดเหมาะแก่การเพาะปลูก การรู้ว่าพืชสัตว์อะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ฯลฯ

2.         ระดับการจัดการระบบการผลิตและทรัพยากร เช่น การรู้จักคัดเลือกพันธูพืชและพื้นที่ เพาะปลูก การดูคุณสมบัติของดิน การสร้างเหมืองฝาย ระบบการจัดการน้ำ ฯลฯ

3.         ระดับการควบคุมโดยใช้ระบบความเชื่อและพิธีกรรม เช่น ความเชื่อเรื่องรุกขเทวดา พิธีแห่นางแมวขอฝน รวมทั้งจารีตประเพณีต่าง ๆ

4.         ระดับวิธีคิดหรือค่านิยม ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมและเป็นระดับสูงสุดของสังคม เช่น อยากเป็นหนี้ให้เป็นนายหน้า อยากเป็นขี้ข้าให้เป็นนายประกัน ป่าอยู่คนอยู่ ฯลฯ

49.       ภูมิปัญญาที่เด่นของภาคเหนือ ได้แก่อะไร    

(1) การปลูกข้าว

(2)       การทำเหมืองฝาย       (3) การตั้งบ้านเรือนใกล้กุดน้ำ            (4) การผูกดอง

ตอบ 2 หน้า 54 - 65 ภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นของแต่ละภาค มีดังนี้

1.         ภาคเหนือ ได้แก่ ระบบเหมืองฝาย ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาด้านการออกแบบชลประทาน เพื่อการจัดการนํ้าที่เด่นเฉพาะของชาวเหนือ ความรู้เรื่องสมุนไพร การสืบชะตาขุนนํ้า บวชต้นไม้ บวชป่า ฯลฯ

2.         ภาคอีสาน ได้แก่ การทำนาปลูกข้าวในที่ดินดำนํ้าชุม การตั้งบ้านเรือนใกล้กุดนํ้า ความเชื่อ เรื่องดาวผีดาน การตั้งศาลปู่ตาในถิ่นฐานใหม่ ระบบพ่อแก้ว-ลูกแก้ว การผูกเสี่ยววามสามารถในการจับและกินแมลง การทำปลาร้า ฯลฯ

3.         ภาคกลาง ได้แก่ การปลูกบ้านใต้ถุนสูงตามแนวตะวัน การปลูกข้าว ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ วัฒนธรรมข้าว และพิธีกรรมที่สืบเนื่องจากตำนานข้าว เช่น พิธีแรกนา พิธีทำขวัญข้าว ฯลฯ

4.         ภาคใต้ ได้แก่ การปลูกบ้านมีตีน การเก็บถนอมอาหาร การผูกดอง ผูกเกลอ ฯลฯ

50.       การปลูกบ้านใต้ถุนสูง เป็นภูมิปัญญาไทยที่ปรากฎในภาคใด

(1) กลาง         (2) เหนือ          (3) ใต้  (4) อีสาน

ตอบ 1 ดูคำอธิบายข้อ 49. ประกอบ